จับตาตลาดหุ้นร้อน   no comments

ส่วน ปัจจัยในต่างประเทศ ได้แก่ ความกังวลเรื่องมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ของประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ จะยังคงมีต่อเนื่องหรือไม่ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางของบางประเทศส่งสัญญาณว่าอาจจะยกเลิกมาตรการแล้ว ดังนั้นหากเกิดขึ้นก็จะส่งผลให้สภาพคล่องของเม็ดเงินในระบบหายไปอย่างมาก

“ประเมิน กรอบการแกว่งตัวของดัชนีในไตรมาส 2 นี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,450-1,550 จุด แต่ไม่น่าจะขึ้นไปสูงกว่าระดับ 1,600 จุด เพราะนับตั้งแต่นี้ การซื้อขายจะเข้าสู่บรรยากาศการลงทุนที่อ่อนตัวลงแล้ว หลังจากร้อนแรงมานาน” นายสุกิจกล่าว

ความเห็นของ “วิกิจ ถิรวรรณรัตน์” ผู้อำนวยการสายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ถอนเงินลงทุน (Exit Strategy) ออกจากตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศอาจจะยุติการอัดฉีดสภาพคล่อง เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐอาจพิจารณายุติการใช้มาตรการ QE เร็วขึ้น ส่วนธนาคารกลางของญี่ปุ่น อาจใช้มาตรการนี้ถึงแค่ปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น จึงอาจมีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากตลาดหุ้นได้

โดยบัวหลวงประเมินเป้า หมายดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปีนี้ว่า จะอยู่ที่ระดับ 1,640 จุด แต่ถ้าตลาดหุ้นกลับหัวลง ก็คาดว่าไม่น่าจะหลุดเกินกรอบแนวรับ 1,450 จุด

ด้าน “เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่า ยังเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทย และปีนี้น่าจะซื้อสุทธิแต่จะไม่สูงนัก เพราะตอนนี้ส่วนต่างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นกับพันธบัตรมีเพียง 3% ลดลงจากช่วงที่ผ่านมามีส่วนต่างตรงนี้ประมาณ 5.3-5.4%ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไม่น่าสนใจ

“หลังจากนี้หากดัชนีตลาด หุ้นปรับฐาน ก็อาจมีความเป็นได้ว่าจะมีเม็ดเงินโยกเข้ามาลงทุน ผลักดันให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้” นายเทิดศักดิ์กล่าว

ขณะที่ผลสำรวจ จากสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์รอบล่าสุด แนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นว่า ให้รอจังหวะซื้อหุ้นในช่วงที่ดัชนีปรับฐาน โดยเน้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีผลตอบแทนในเงินปันผลที่สูง รวมทั้งได้รับประโยชน์จากโครงการของทางภาครัฐ ซึ่งอิงการลงทุน การบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

ร้อน ๆ หนาว ๆ กับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้กันเป็นแถว ช่วงก่อนสงกรานต์ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลุดระดับ 1,500 จุด มีแรงเทขายโกยกำไรกันออกมา ขอถือเป็นเงินสดก่อน เพราะสถานการณ์ทั้งต่างประเทศและในประเทศไม่มีอะไรแน่นอน ซึ่งในช่วงไตรมาสแรก หลังดัชนีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,601.34 จุด เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ปรับขึ้นประมาณ 210 จุด หรือ 15% จากสิ้นปี 2555 ที่ดัชนีอยู่ที่ 1,391.93 จุด

แต่หลังจากทำนิวไฮ นักลงทุนก็เริ่มหวาดหวั่น โดยเฉพาะหุ้นเล็กหุ้นกลางที่ขึ้นร้อนแรง ใครที่ถือไว้ก็เทขายทำกำไรออกมาก่อน บ้างก็เข้ามาทยอยซื้อเก็บ บวกกับข่าวที่อึมครึมเรื่องมาตรการป้องปรามหุ้นร้อน การสกัดเงินไหลเข้าที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น ตลาดหุ้นจึงแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดจนถึงช่วงเมษายนที่หลุดลงมายืนอยู่ที่ 1,490.25 จุด ณ (10 เม.ย.)
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นผันผวน แต่มูลค่าการซื้อขาย(วอลุ่ม) คึกคักเฉลี่ยวันละ 6.2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ตั้งไว้ถึง 1 เท่า ซึ่ง “จรัมพร โชติกเสถียร” ผู้จัดการตลท. บอกว่าตลาดหุ้นไทยมีวอลุ่มสูงสุดในอาเซียน และสูงกว่าอันดับ 2 คือสิงค์โปร์ถึง 20% วอลุ่มที่สูงๆจะช่วยดึงดูดต่างชาติมากขึ้น ประกอบกับช่วงที่ตลาดหุ้นปรับลงเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้ค่าพี/อี (ระดับราคาปิดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น) อยู่ที่ 13.7 เท่า

ขณะที่นักลง ทุนส่วนใหญ่ต่างก็จับจ้องว่า หลังเทศกาลสงกรานต์ ตลาดหุ้นเปิดมาจะวิ่งเป็นกระทิงต่อหรือเป็นตลาดหมีซึมเซา “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมมุมมองของนักวิเคราะห์โบรกเกอร์ต่อทิศทางตลาดหุ้นในช่วงกลางปีจาก นี้ไป มานำเสนอมุมมองของ “สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่า ตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้ จนถึงปลายปี”56 มีทิศทางอ่อนตัวลงชัดเจนขึ้น หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 เดือน (6 มิ.ย. 55-29 มี.ค. 56) เกือบ 40%

สำหรับปัจจัยลบที่มีผลต่อตลาดหุ้น ถ้าดูในประเทศ ได้แก่ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท หากมีข้อถกเถียง จะทำให้โครงการต่าง ๆ ล่าช้าไปอีก ส่งผลต่อกลุ่มบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ได้ประโยชน์จากโครงการต่าง ๆ ก็จะถูกประเมินมูลค่าหุ้นใหม่

กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมีอัตราผลตอบ แทนจากเงินปันผลสูงที่สุด 3 อันดับแรกในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ประเมินอัตราผลตอบแทนไว้ที่ 4.74% กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดไว้ที่ 4.34% และกลุ่มปิโตรเคมี คาดอยู่ที่ 4.04%

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่คาดว่า จะมีการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) สูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดจะเติบโตเฉลี่ยที่ 37.41% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เติบโตเฉลี่ยที่ 33.42% และกลุ่มธนาคาร เติบโตเฉลี่ยที่ 24.84%

อย่างไรก็ตามหลังเปิดสงกรานต์ ตลาดหุ้นก็มีข่าวกำไรไตรมาสแรกของกลุ่มแบงก์ที่จะทยอยประกาศออกมา ซึ่งนายแบงก์ “นายสุภัค ศิวะรักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมิน

ผลประกอบการกลุ่มแบงก์ในไตรมาสแรกนี้ว่า กำไรก่อนตั้งสำรองยังน่าจะออกมาดี แต่ส่วนใหญ่เวลาแบงก์มีกำไรเยอะ ๆ จะถือโอกาสดึงเงินกำไรออกมาตั้งสำรองเพิ่มกันอีก เผื่อไว้ในช่วงที่ข้างหน้าเศรษฐกิจลง และเชื่อว่าตลาดหุ้นยังขึ้นไปได้อีก

เสียง สะท้อนทั้งจากโบรกเกอร์และนายแบงก์อ่านตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ ยังต้องเกาะติดปัจจัยรอบตัวให้ทันการ เพื่อจับจังหวะการลงทุนทั้งเข้าและออกเพื่อลดความเสี่ยง และไม่ให้เงินกำไรหดหายไป