ตามดูธุรกิจหนังไทย   no comments

เมื่อ พูดถึงพลอตเรื่องและความแปลกใหม่ของต้มยำกุ้งกันแล้ว น่าสนใจว่าภาคสองที่ทุ่มงบประมาณการสร้างไปกว่า 600 ล้านบาท จะสามารถเอาตัวรอดในตลาดหนังเมืองไทยได้ดีเพียงใด เมื่อเข้าไปอยู่บนโปรแกรมของโรงภาพยนตร์ในวันที่ 26 ตุลาคมที่จะถึงนี้

“หนัง แอ็กชั่นแนวศิลปะการต่อสู้ของไทยมันมีกำแพงที่ผู้สร้างจะต้องฝ่าไปให้ได้ นั่นคือความแปลกใหม่ ถ้าหนังไม่อาจทำให้คนดูรู้สึกแบบนั้นได้โอกาสเจ๊งก็สูง เพราะการทำหนังมวยไทยไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะต้องเข้ามาดูทุกคนนะ มันอารมณ์แตกต่างจากหนังท่านมุ้ยที่หลายคนมองว่าเป็นหนังประจำชาติที่ต้องดู ดังนั้นถ้าหนังแอ็กชั่นทำไม่ได้ก็มีตัวอย่างให้เห็นหลายเรื่องแล้วที่ไม่มี คนดู ไม่มีคนรู้จัก”

แม้ ว่าปรัชญาจะเคลมต้มยำกุ้งภาคสองว่าเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ก็ตาม แต่ความคาดหวังเรื่องตัวเลขรายได้ในภาคนี้ของตลาดไทยกลับไม่สวยหรูอย่างที่ คิด เพราะเขาหวังเพียงแค่ครึ่งเดียวของทุนสร้างเท่านั้น ส่วนที่เหลือไปลุ้นเอากับตลาดต่างประเทศแทน

“คิด ว่ายังไงก็คงไม่ขาดทุนเมื่อปิดการขายแล้ว แต่คงจะได้กำไรไม่มากอย่างที่คิดไว้ เพราะรู้ ๆ กันอยู่ว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นยังไง ตรงนี้ก็มีผลต่อตลาดหนังเหมือนกัน แต่เรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจา (พนม) คงไม่กระทบกับเรื่องแน่นอน เพราะส่วนตัวเชื่อมันในหนังเรื่องนี้ว่ามีเสน่ห์พอที่จะยังคงดึงดูดคนอยู่ แม้จะมีปัญหาเรื่องปลีกย่อยไปบ้างก็ตาม”

ปรัชญา เปรยทิ้งท้ายเอาไว้อีกว่า ปัญหาของจา-พนมที่เกิดขึ้นกับทางค่ายหนัง หากจัดการไม่ลงตัวคงจะส่งผลกระทบจริง ๆ ก็ตอนคิดจะทำ “ต้มยำกุ้ง 3″ ในอนาคต เพราะหากตัดสินใจทำขึ้นมาจริง ๆ ก็คงจะต้องรีบูตหนังไปเลย

“ต้ม ยำกุ้งมันต่างจากสไปเดอร์แมนที่จะเอาใครมาใส่ชุดคนก็ยังดู เพราะต้มยำกุ้งถูกผูกติดไว้ที่หน้าของจาไปแล้ว แต่ถ้ามันต่อไปติดกันจริง ๆ ส่วนตัวก็อยากจะลองรีบูตเรื่องนี้ดูเหมือนกันนะ มันน่าจะเป็นอะไรที่ท้าทายดีเหมือนกัน”

 

แต่ ล่าสุดในปี 2556 การเดินทางมาถึงโรงภาพยนตร์แบบทุลักทุเลเต็มไปด้วยปัญหามากมายของหนังบู๊ ศิลปะการต่อสู้ภาคต่ออย่าง “ต้มยำกุ้ง 2″ ที่ได้ทีมงานและนักแสดงนำจากเมื่อ 7 ปีก่อนอย่าง “จา-พนม ยีรัมย์” กับ “หม่ำ ม๊กจ๊ก” กลับมาผนึกกำลังร่วมงานกันอีกครั้ง พร้อมทุนการสร้างที่อัพเกรดขึ้นมากว่า 5 เท่า ได้ ทำให้หลายคนเริ่มจับตามองด้วยความคาดหวังอันหนักอึ้งว่า หนังเรื่องนี้น่าจะสามารถปลุกกระแสหนังบู๊สายศิลปะการต่อสู้ของไทยให้กลับมา รุ่งเรืองอีกครั้ง
จุดนี้ปรัชญาเน้นย้ำแบบขีดเส้นใต้หนา ๆ ว่า สำคัญยิ่งกว่า “บทหนัง” ที่หนังแนวทางอื่น ๆ ล้วนให้น้ำหนักเป็นอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำไป

“ผม ยอมรับว่าต้มยำกุ้งภาคแรกเป็นหนังที่มีบทอ่อนมากจริง ๆ แต่ด้วยความที่ฉากแอ็กชั่นในหนังมันสนุก มีความสดใหม่ของท่วงท่าศิลปะการต่อสู้ จนกล้าพูดเลยว่ามันเป็นหนังที่มีฉากแอ็กชั่นโคตรดีที่ใครเห็นใครก็ชม จึงทำให้หนังมันขายได้ เพราะคนที่เข้ามาดูหนังบู๊เกือบทั้งหมดต้องการความสนุกสะใจแบบเต็มที่”

อย่าง ไรก็ตาม ผู้กำกับต้มยำกุ้งยอมรับว่า เสียดายไม่น้อย ที่บทภาคแรก “ไม่ดี” เพราะต่อให้เป็นหนังบู๊แอ็กชั่นล้างผลาญชนิดระเบิดภูเขาเผากระท่อมแค่ไหนก็ จำเป็นต้องคุมบทให้ อยู่หมัด ดูดีมีมิติกว่าที่เคยทำเอาไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ทำให้ภาคสองในปีนี้จึงเน้นให้ความสำคัญมิติลุ่มลึกของตัวบทมากขึ้น ชนิดที่ว่าไม่ด้อยไปกว่าการระดมไอเดียกับ “พันนา ฤทธิไกร” และจา พนม คิดค้นท่าทางการต่อสู้เลยทีเดียว

การ ได้ตัว “เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์” ที่เคยฝากผลงานเอาไว้จาก 13 เกมสยอง, สี่แพร่ง (ตอน ยันต์สั่งตาย), หลุดสี่หลุด และทองสุก 13 มารับหน้าที่เขียนบทในภาคสอง น่าจะทำให้แฟนหนังต้มยำกุ้งและคนที่ค่อนแคะตัวบทในภาคก่อนสบายใจกันได้ไม่ มากก็น้อย

“ตอน แรกเราคิดกันว่าจะไม่พูดกันถึงเรื่องช้างแล้วนะ เพราะเราไม่อยากโดนล้ออีกแล้วว่า “ช้างกูอยู่ไหน ?” แต่พอเสียเวลาคิดพลอตอื่น ๆ ไปได้สักระยะจึงพบว่า ไม่สามารถเลี่ยงได้

จริง ๆ เพราะแคแร็กเตอร์ตัวละครในต้มยำกุ้งมีผูกพันกับช้างอย่างแข็งแรง อีกอย่างในปัจจุบันปัญหาช้างไทยมันก็ยังไม่จบ เราอยู่ในจุดที่สามารถช่วยให้ข้อมูลในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อช้างของ คนได้ ดังนั้นจึงสรุปกันว่ายังไงก็ต้องกลับมาพูดเรื่องช้างกันอยู่ดี ต่อให้โดนค่อนแคะก็ตาม (หัวเราะ)”