บทเรียนด้านการเงิน   no comments

“สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” อดีตเจ้าพ่อวงการเหล็ก ที่เคยติด 1 ใน 500 มหาเศรษฐีระดับโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส ผู้บุกเบิกก่อตั้ง บมจ.นครไทยสตริปมิล (NSM), บมจ.เอ็น.ที.เอส สตีล กรุ๊ป (NTS), บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) ฯลฯ ได้เล่าย้อนเรื่องราวในอดีตที่เคยเป็นผู้โชคร้ายจากวิกฤตค่าเงินอย่างแท้ จริงเมื่อปี 2540

โดยนับตั้งแต่ปี 2540 ที่เข้าสู่ช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงิน มีการลอยตัวค่าเงินบาท จากที่กำหนดอัตราคงที่ระดับ 26 บาท/ดอลลาร์ หลังลอยตัวทำให้เงินบาท “อ่อนค่า” สุดที่ 52 บาท/ดอลลาร์นั้น เป็นผลให้เขาต้องแบกภาระหนี้เงินกู้จากต่างประเทศจำนวนมหาศาลกว่าแสนล้านบาท เพียงชั่วข้ามคืน และในท้ายที่สุดจึงต้องทยอยขายหุ้นทั้งจาก NTS และ NSM ออกไป เพื่อล้างหนี้บางส่วน

“เมื่อก่อนผมเจ็บหนักจากค่าบาทอ่อน หนี้สินเพิ่มขึ้นจนต้องขายหุ้นออกจากบริษัทที่มีหนี้ส่วนตัวที่ค้ำประกันบริษัทนั้น

บริษัท นี้ ผมก็ใช้วิธียอมเป็นบุคคลล้มละลายตั้ง 3 ปี และเพิ่งจะหลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี”54 ที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนจากการทำธุรกิจข้ามชาติที่ต้องจดจำเลย เพราะมันข้ามชาติแบบที่ทำชาตินี้ ใช้ชาติหน้าจริง ๆ” สวัสดิ์กล่าว

ใน ภาวะ “เงินบาทแข็งค่า” กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งรัฐบาลและผู้ประกอบการส่งออกไทยต่างวิตกกังวล อย่างมาก และพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดนั้น ในมุมของ “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” กลับไม่ได้รู้สึกว่า “เงินบาทแข็ง” จะเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะวันนี้เขาได้ก้าวผ่านมรสุมหนี้ “แสนล้านบาท” มาแล้ว
อย่าง ไรก็ตาม แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะกลับข้างเป็นทิศทางเงินบาท “แข็งค่า” แต่ “สวัสดิ์” มองว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ตนสามารถบริหารจัดการกับปัญหา “ค่าเงิน” ได้ดีขึ้น

โดยแนะนำว่า หากเป็นในระดับของ “ผู้ประกอบการ” โดยเฉพาะด้านธุรกิจส่งออก ควรทำประกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้า (เฮดจิ้ง) ให้มากที่สุด และไม่ควรเก็งกำไรค่าเงิน เพราะไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าทิศทางค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร จึงจำเป็นต้องปิดความเสี่ยงไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็อาจเกิดความเสียหายเหมือนที่เขาเผชิญเมื่ออดีต อีกด้านหนึ่ง หากธุรกิจใดที่ใช้กำลังการผลิตมากแล้ว ก็ควรอาศัยจังหวะที่ได้เปรียบด้านค่าเงินนี้นำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนถูก และพร้อมรองรับต่อการขยายธุรกิจในอนาคตได้

“ใน อดีต ผมผิดพลาดที่ไม่ได้ทำเฮดจิ้งค่าเงินไว้ แต่ถ้าเป็นผมในตอนนี้ ผมจะไม่เสี่ยงกับเรื่องค่าเงินเลย เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าความผันผวนของมันจะเป็นอย่างไร ดังนั้นผมจะเฮดจิ้งให้มากที่สุด โดยคำนวณไว้ก่อนเลยว่าจะคิดกำไรเท่าไหร่จากสินค้า เอากำไรเท่าที่ควรจะเป็นจากการขายเท่านั้น” สวัสดิ์กล่าว

ไม่เพียง เท่านี้ “สวัสดิ์” ยังแนะนำไปถึง “รัฐบาล” ด้วยว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ จนต้องใช้นโยบายการเงินและการคลัง คือ ทั้งลดดอกเบี้ย และพิมพ์ธนบัตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลไทยควรจะเร่งสร้างกำลังซื้อจริงด้วยการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตามที่วางแผนไว้

พร้อมทั้งควรลดการใช้ “นโยบายประชานิยม” ที่เพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น เช่น โครงการรถคันแรก ซึ่งช่วยได้เพียงคนบางกลุ่ม และทำให้เกิดปัญหาด้านขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้น โดยหากยังคงทำต่อเนื่องก็อาจจะทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เช่นเดียวกับประเทศในยุโรปที่ได้รับบทเรียนมาแล้ว

นี่คือเสียงสะท้อนจาก “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” อดีตลูกหนี้ที่ถ่ายทอดบทเรียนราคาแพงให้แก่ผู้ประกอบการรับมือ