บุกดูโรงงานเกาหลีอีกแหล่งที่น่าลงทุน   no comments

“เสี่ยคุง-ชัยรัตน์ ชูประภาวรรณ” เอ็มดีบริษัท วงศ์บราเดอร์ จำกัด เอ็กซ์คลูซีฟเอเย่นต์ในตลาดประเทศไทย บอกว่า เหตุผลที่เลือกผลิตภัณฑ์ฟิล์มเกาหลี เพราะมาตรฐานการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีทำให้มีสินค้า “ฟิล์มนวัตกรรม” ไม่แพ้ผู้ผลิตจากฝั่งอเมริกา ยุโรป

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตฟิล์ม สินค้าต้องนำเข้าทั้งหมด อยู่ที่ว่าจะนำเข้าจากมุมไหนของโลก บุคลิกของโรงงานฝั่งอเมริกา-ยุโรปขาดความยืดหยุ่น ต้องสั่งซื้อสินค้าตามแค็ตตาล็อก ขณะที่โรงงานโซนเอเชียยืดหยุ่นกว่า

แต่ก็พบว่าโรงงานในเอเชียมีเพียง 2-3 ประเทศคือ จีน ไต้หวัน เกาหลี เมื่อลึกลงรายละเอียดการผลิตฟิล์มจะเป็นสินค้าที่ใช้สารเคมี ซึ่งเกาหลีมาตรฐานธุรกิจสารเคมีเก่งกว่า ตอบโจทย์ความต้องการฟิล์มคุณภาพเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวในกรณีสินค้า ต่ำมาตรฐานในภายหลัง

เมื่อเลือกประเทศเจ้าของเทคโนโลยีผู้ผลิตฟิล์ม ได้แล้ว สิ่งที่ “วงศ์บราเดอร์” ต้องทำงานต่อก็คือการสร้างแบรนด์และถักทอเครือข่ายผู้บริโภคที่จะเข้าถึงการ ใช้ฟิล์มเกาหลีให้ได้มากที่สุด คำตอบสุดท้ายออกมาเป็นแบรนด์ “แมกซ์ม่า-MAXXMA” ที่คุ้นตาเป็นอย่างดีในตลาดเมืองไทย

SKC = ปตท.เมืองไทย

ฟิล์มเกาหลีที่วงศ์บราเดอร์นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ผลิตโดย SKC Group คำถามคือ…เขาเป็นใคร

พบ คำตอบว่า SKC กรุ๊ปเป็นองค์กรเอกชนที่มีธุรกิจหลัก 2 วงการคือ ปิโตรเคมีกับเทเลคอม สายธุรกิจปิโตรฯของเขาเทียบเท่ากับ “ปตท.” ในเมืองไทย ตอนหลังมีบายโปรดักต์ที่เหลือจากธุรกิจปิโตร จึงมีการแตกบริษัทลูกออกมาทำผลิตภัณฑ์ฟิล์ม

อาณาจักร SKC กรุ๊ปที่นำเสนอข้อมูลคือ ณ ปี 2010 มีรายได้รวม 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสินทรัพย์รวม 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ พนักงาน 1,456 คน มีบริษัทในเครือ ได้แก่ SK telesys, SK HASS, SKC COLON PI, SKC airgas, SKW มีบริษัทร่วมทุนทั่วโลก กระจายฐานผลิตไปยัง SKC U.S.A., SKC Europe, SKC Japan เป็นต้น

สถานะทำกำไรเฉลี่ยปีละ 15-20% มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จากขนาดตลาดทั่วโลก 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โฟกัส ตลาดวินโดว์ฟิล์มหรือฟิล์มติดกระจก-ติดอาคาร ณ ปี 2010-2011 มีรายได้ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2012 รายได้ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ น่าสนใจว่าภายใน 2015 ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับจะโตก้าวกระโดด 5 เท่าภายใน 3 ปี

กล่าวสำหรับประเทศไทย ทาง SKC กรุ๊ปมองว่าเป็นตลาดใหญ่เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน “วงศ์บราเดอร์” ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลตลาดเมียนมาร์และ สปป.ลาวด้วย…ถ้าต้องการจะทำ

รุกตลาดฟิล์มเกรดพรีเมี่ยม

“เรื่อง ความสามารถแข่งขันกับฟิล์มนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ ผมไม่ค่อยห่วง เพราะเรากับ SKC ทำวิจัยและพัฒนาสินค้าร่วมกันตลอด เช่น พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยตอนนี้น่าจะทำสินค้าที่มีรุ่นแบบไหน สียังไง ตอบโจทย์อะไรบ้าง ทำให้สอดคล้องกับตลาดเมืองไทย” คำกล่าวของเอ็มดีวงศ์บราเดอร์นำไปสู่ไอเท็มผลิตภัณฑ์ฟิล์มแบรนด์ MAXXMA ที่มี 3 ตลาดหลักด้วยกันคือ ตลาดฟิล์มประหยัดพลังงาน ป้องกันความร้อน, ตลาดรองคือฟิล์มนิรภัยกับฟิล์มตกแต่ง และฟิล์มป้องกันสีรถ (เคลียร์การ์ด)

“เหตุผล ที่เลือกฟิล์มของ SKC ซึ่งแพงกว่าจีนก็เพราะผมรีโมเดลธุรกิจหันมาเจาะตลาดพรีเมี่ยมมากขึ้น จึงต้องเน้นคุณภาพของฟิล์ม กับเน้นการทำมาร์เก็ตติ้งให้มากขึ้น”

ทุก วันนี้ฟิล์มประหยัดพลังงานแมกซ์ม่ามีเครือข่ายดีลเลอร์กระจายทั่วประเทศ 200-250 ราย ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 300 รายการมีเครือข่ายดีลเลอร์มากขึ้น ย่อมหมายถึงสร้างโอกาสเข้าถึงการใช้ฟิล์มให้กับผู้บริโภคโดยตรง