อุตสหกรรมโรงไฟฟ้าท้ายเขื่อน   no comments

ประเทศ ไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังเขื่อนท้ายน้ำรวม 48.7 เมกะวัตต์ ขณะที่ยังเหลือโครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นโครงการนำร่องแห่งสุดท้ายที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตามกำหนดโครงการแห่งนี้จะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2558 และมีกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์

2.โครงการที่อยู่ระหว่างการประกวดราคาจำนวน 2 แห่ง คือ เขื่อนกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง และเขื่อนคลองตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้ง 2 แห่งกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2559 และมีกำลังการผลิตรวม 8 เมกะวัตต์ และ 3.โครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มทุนจำนวน 23 แห่ง กำลังการผลิตรวม 77.2 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2561-2573
นายวิบูลย์ พงศ์เทพูปถัมภ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กฟผ.มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานทั้งหมด 31 แห่ง กำลังการผลิตรวม 163.9 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1) โครงการนำร่อง 6 แห่ง มีกำลังผลิตรวม 78.7 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ 388.17 ล้านหน่วยต่อปี ใช้เงินลงทุนรวม 4,486 ล้านบาท โดยในปี 2556 จะมีโครงการนำร่องจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) จำนวน 4 แห่ง กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 36.7 เมกะวัตต์ ได้แก่ 1.เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนมิถุนายน 2.เขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี กำลังการผลิต 12 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนกรกฎาคม 3.เขื่อนนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก กำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนตุลาคม และ 4.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี กำลังการผลิต 6.7 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนธันวาคม

เมื่อนำการผลิตใหม่ในปีนี้รวมกับ กำลังผลิตไฟฟ้าจากโครงการนำร่องในเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2555 จำนวน 12 เมกะวัตต์ จะส่งผลให้ในปี 2556

“โครงการที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาต่อไปได้ต้องคุ้มทุนมากกว่าพลังงานทดแทนจากลม ซึ่งมีต้นทุน 5-6 บาทต่อหน่วย ขณะนี้พบว่าโครงการที่ศึกษาแล้วเข้าเงื่อนไขมีแห่งเดียว คือ เขื่อนผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการ กฟผ.พิจารณาต่อไป ส่วนโครงการอื่น ๆ ที่กำลังศึกษาพบว่ามีต้นทุนการผลิตอยู่ระหว่าง 6-7 บาทต่อหน่วย ซึ่งมากกว่าพลังงานลม จึงต้องรอเวลาเพื่อให้คุ้มทุนมากขึ้นต่อไป” นายวิบูลย์กล่าว

นายชัชชม ชมประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนจัดสรรน้ำ สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแผนงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนแล้ว 118 แห่ง กำลังผลิตรวม 178.2 เมกะวัตต์ เป็นโครงการของ กฟผ. 33 แห่ง กำลังผลิต 163.9 เมกะวัตต์ และโครงการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 87 แห่ง กำลังการผลิต 14.3 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนของ กฟภ. 19 แห่ง และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่ประตูน้ำ-อ่างน้ำของ กฟภ.จำนวน 68 แห่ง

“โครงการ ส่วนของ กฟภ.ยังไม่มีแห่งใดเริ่มก่อสร้าง และตอนนี้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กที่ ประตูระบายน้ำและอ่างเก็บน้ำของชลประทานทั่วประเทศระหว่างกรมชลประทาน กฟภ. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ลงนามไว้เมื่อปี 2553 ได้หมดอายุลงแล้ว เร็ว ๆ นี้ จึงต้องมีการลงนามเอ็มโอยูกันใหม่อีกครั้ง” นายชัชชมกล่าว

นายวีรศักดิ์ ศรีกาวี
ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล-ปฏิบัติการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนภูมิพลสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 9 เดือนต่อปี ยกเว้นช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมที่น้ำเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนมีความสูงใกล้เคียงกันมากจนไม่สามารถเดินเครื่องได้

หลังเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 พบว่าโรงไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 1 ล้านหน่วยต่อเดือน หรือประมาณ 10 ล้านหน่วยต่อปี น้อยกว่าเป้าหมายที่ 61.75 ล้านหน่วยต่อปี เพราะอุปกรณ์ยังไม่เสถียร ส่วนสาเหตุที่โรงไฟฟ้าเดินเครื่องช้ากว่าที่กำหนดไว้ในปี 2553 เพราะติดปัญหาด้านการก่อสร้างและด้านเทคนิค