Archive for February, 2013

เงินเยนผันผวนหนัก   no comments


นายแบงก์คนไหนมีเส้นสาย มีความรู้ความเข้าใจระบบของธนาคารแห่งประเทศไทยดี ก็จะมีความได้เปรียบกระทั่งเกิดการฉวยโอกาสนำเข้าเงินดอลล์ที่มีอัตราดอกเบี้ยถูก ๆ มาปล่อยเป็นเงินกู้ราคาแพงที่เป็นเงินบาท โดยไม่ต้องคำนึงถึงอัตราเสี่ยงของค่าเงินบาทต่อดอลล์ ซึ่งไทยเรายังไม่มีระบบกำกับ แต่รัฐบาลไทยยุคนั้นได้จำนนต่อแรงกดดันให้ประเทศไทยต้องเปิดตลาด “การเงินการลงทุนเสรี” ลบล้างการคอร์รัปชั่นในระบบบัญชีสถาบันการเงินการธนาคารของไทย ที่กำลังเป่าฟองสบู่ให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างเมามัน

ส่วนเงินดอลล์ที่บรรดาลูกบ้านไปเอามา ก็ถูกเก็บเข้าบัญชีทุนสำรองจนกลายเป็นไส้ติ่งอักเสบและไส้แตก ต้องเปิดแผลให้ไอเอ็มเอฟช่วยผ่าตัดเย็บแผลให้

ทุกวันนี้ ทั้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินสกุลบาท มีระบบตรวจสอบกำกับที่เคร่งครัดกว่าแต่ก่อนมาก และสถาบันการเงินต่างก็รับรู้ถึงความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ระมัดระวัง ไม่เห็นแก่ได้จนเกินงาม

ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่หลัก คือการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทในไทยให้อยู่ในภาวะเฟ้อแต่พอดี


โดย ฝั่งรัฐมนตรีคลังและประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เห็นว่าทางแบงก์ชาติควรจะลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อลดกระแสเงินดอลลาร์จากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรจากส่วนต่างของ อัตราดอกเบี้ย

คล้าย ๆ สมัยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนชนิดยึดติดตายตัวกับ เงินดอลลาร์ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้กำกับสวิตช์ปิด-เปิดแบบไม่ให้ใครรู้ รวมทั้งระดับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ปริมาณธนบัตรที่จะพิมพ์เพิ่มใหม่
ไม่ได้มีหน้าที่ใช้ค่าเงินบาทต่อเงินสกุลต่างประเทศไปช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ส่งออกหรือนำเข้า ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการคลังและพาณิชย์มากกว่า

หันไปมองค่าเงินเยนต่อดอลล์ของสหรัฐและต่อยูโรดอลล์ในยามนี้ คล้าย ๆ กับว่าจะมีสถานการณ์อย่างเดียวกับความพยายามกำหนดค่าเงินบาทต่อดอลล์ของไทย

ทั้ง ๆ ที่เป็นไปได้ว่า เป็นเพราะภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นผู้เทขายเงินดอลล์ที่ตุนไว้สู่ตลาดที่ตนลงทุนไว้ ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าเงินเฟ้อ (ในประเทศ) เพิ่ม ด้วยการเติมเงินเยนเข้าสู่ระบบ และเป็นผลให้ค่าเงินเยนต่อดอลล์อ่อนตัวลง ไม่ใช่ตั้งเป้าลดค่าเงินเยนต่อดอลล์เป็นหลัก ซึ่งที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง G-7 ที่กรุงวอชิงตัน ออกแถลงการณ์พาดพิงถึง ว่าไม่ได้เห็นด้วยให้รัฐบาลญี่ปุ่น

กระทำการดังว่า จนค่าเงินเยนต่อดอลลาร์อ่อนตัวไปกันใหญ่

เป็นแถลงการณ์โดยละเอียดที่ออกตามหลังแถลงการณ์รอบแรกที่ระบุว่า ที่ประชุมสนับสนุนความพยายามของประเทศสมาชิกที่แก้ไขปัญหาการชะงักทางเศรษฐกิจและภาวะเงินฝืดด้วยกลไกเศรษฐกิจในประเทศ

เพราะหาไม่แล้ว มันอาจกลายเป็นสงครามค่าเงินที่นานาประเทศแข่งกันลดค่าเงินสกุลตัวเอง และอาจทำลายระบบเศรษฐกิจการเงินของโลกกระทบถึงรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย

ธุรกิจเครื่องดื่มอีกแหล่งที่น่าลงทุน   no comments

ในปีนี้ ที่ต้องมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ ทั้งยอดขาย, นวัตกรรมสินค้า, โปรโมชั่น โดยเฉพาะการเป็น “ผู้นำ” กระแสของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดชั้นเซียนอย่าง “ตัน ภาสกรนที” สามารถฉกชิงภาพลักษณ์ดังกล่าวไปได้เสมอ

โดยเฉพาะโปรโมชั่นหน้าร้อน ที่ถือเป็น “ไคลแม็กซ์” ที่สุด มาปีนี้ “โออิชิ” เปลี่ยนแนวหันมาจัดชิงโชคแบบ “ฮาร์ดเซล” แจกทองมูลค่า 90 ล้านบาทกับแคมเปญ “รหัสโออิชิ ลุ้นรวยทุกชั่วโมง” เริ่มแจก 1 มีนาคมนี้

นับเป็นโปรโม ชั่นหน้าร้อนที่มีมูลค่ามากที่สุดที่บริษัทเคยจัด พร้อมเพิ่มงบฯตลาดเป็น 250 ล้านบาท จากปกติที่ใช้อยู่ที่ 100-150 ล้านบาท

ปีนี้ถือว่าโออิ ชิแก้ตัวได้ ด้วยการชิงกระแสแถลงข่าวเปิดตัวโปรโมชั่นก่อนหน้าอิชิตันได้สำเร็จในช่วง เช้าของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ แต่เสี่ยตัน ซึ่งมี “จุดแข็ง” ในเรื่องฐานแฟนคลับ โดยเฉพาะช่องทางเฟซบุ๊ก

กว่า 2 ล้านแฟนเพจ ตกเย็นวันเดียวกันก็โพสต์ภาพการไปเบิกเงินที่ธนาคาร เพื่อนำมาจัดโปรโมชั่นช่วงซัมเมอร์นี้กับ “ลุ้นรหัส รวยเปรี้ยง 60 วัน 60 ล้าน รีเทิร์น” ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 1 มีนาคมนี้ ความน่าสนใจ คือ จำนวนเงินที่เบิก 90 ล้านบาท เท่ากับโออิชิแบบเป๊ะ ๆ ไม่ขาด ไม่เกิน

งาน นี้แม้ไม่แน่ชัดว่าใครตัดหน้าใคร แต่ที่น่าสังเกตคือ ทั้งคู่ต่างปรับแนวรบหันมาใช้แคมเปญแบบ “แบ็กทูเบสิก” ด้วยการ “แจกทองปลุกยอด” แทนการพาไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบ “ทัวร์ยกแก๊ง” ซึ่งถือเป็นโลโก้ประจำตัวทั้งคู่ ด้วยโจทย์สำคัญของทั้งคู่วันนี้คือการ “แย่งมาร์เก็ตแชร์” มากกว่า

“อนิรุทธิ์ มหธร” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแข่งขันของตลาดเครื่องดื่ม

ในช่วงหน้าร้อนนี้จะดุเดือดอย่างแน่นอน คาดว่างบฯการตลาดที่ผู้ประกอบการทุกค่ายจะใช้ในช่วงนี้จะไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

โออิชิคาดหวังจะเติบโต 30% และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอีก 5% จาก 45% เป็น 50% จากมูลค่าตลาดชาเขียว 13,000 ล้านบาท

หน้าร้อน ซึ่งถือเป็น “ไฮซีซั่น” ของตลาดเครื่องดื่มช่วงเวลาที่ทุกค่ายต้องทุ่มสรรพกำลังทุกอย่างที่มีเพื่อ ฉกฉวยโอกาสในการสร้างยอดขายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นอกจากความดุเดือดในแง่ของการแข่งขันทางธุรกิจแล้ว ความเข้มข้นในปีนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อหลายค่ายมีคำว่า “ศักดิ์ศรี” ที่ค้ำคออยู่ คือ ยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อดึงส่วนแบ่งตลาดให้มากที่สุด เข้าทำนอง “แพ้ไม่ได้” ที่เห็นชัดที่สุดคือ อดีตคนเคยรักกันอย่าง “โออิชิ-อิชิตัน” ที่ปัจจุบันมี

ขณะ ที่ “บิ๊กโคล่า” ของอาเจ กรุ๊ป จากเปรู เลือกช่วงจังหวะนี้ เข็นน้ำสี “บิ๊ก จิงเจอร์ พายแอปเปิล” ออกมาแนะนำตัวกับผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากอยู่ในตลาดเมืองไทยมากว่า 5-6 ปี ที่หันมารุกตลาดน้ำสีอย่างจริงจัง โดยโจทย์ของอาเจ กรุ๊ปปีนี้ คือเน้นต่อยอดด้วยการทุ่มสร้างแบรนด์บิ๊กโคล่าให้โดนใจผู้บริโภคคนเมืองมาก ยิ่งขึ้น ผ่านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง และอีเวนต์ต่าง ๆ

ฝ่ายที่ดู เหมือนจะเงียบที่สุด ณ เวลานี้ เห็นจะเป็นอดีตผู้นำอย่าง “เป๊ปซี่” เชื่อว่าจะไม่ปล่อยให้โอกาสทองในช่วงนี้หลุดลอยไป แม้ถึงปัจจุบันยังค่อนข้างเงียบอยู่ก็ตาม

“ซัมเมอร์” สำหรับตลาดน้ำอัดลม ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการ “ช่วงชิง” ทั้งยอดขาย กระแส อิมเมจ และ “ศักดิ์ศรี” ของความเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ต้องทุ่มกันแบบไม่มียั้ง

 
“อิชิตัน” ที่เข้าตลาดมาเกือบ 2 ปี ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดถึง 23% ส่วนโออิชิ ที่ประสบปัญหาเรื่องโรงงานผลิตในช่วงน้ำท่วม ปัจจุบันเหลือมาร์เก็ตแชร์ตกลงมาเหลือ 45% เทียบกับก่อนที่อิชิตันจะเข้าตลาดในเดือนกรกฎาคม 2554 เคยมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า 60% ถือเป็นภารกิจใหญ่ของโออิชิ

นอก จากชาเขียวอีกตลาดที่น่าจะมีดีกรีการแข่งขันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ “น้ำอัดลม” จากข้อมูลของเอซี นีลเส็น ส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมในช่องทางค้าปลีก (ไม่รวมร้านอาหาร) โค้กขึ้นเป็นผู้นำแทนเป๊ปซี่ ด้วยส่วนแบ่งไม่ต่ำกว่า 50% ตาม

ด้วยเป๊ปซี่ 30% บิ๊กโคล่า 16%

โดยตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ละแบรนด์ต่างพาเหรดเปิดตัวแคมเปญหน้าร้อนกันอย่างคึกคัก

“เอส” ของเสริมสุขส่งโปรโมชั่น “แจกสุดขั้ว ทั่วประเทศ” ลุ้นเคสไอโฟน 5 แพลทินัมฝังเพชร 5 ชิ้น และเคสทองคำแท้ 100 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 18 ล้านบาท เป็นยกแรกก่อนที่จะปล่อยยก 2 มาในช่วงกลางเดือนเมษายนอีกรอบหนึ่ง

ครั้ง นี้ ถือเป็นครั้งแรกของการทำกิจกรรมหน้าร้อนของเสริมสุขที่ปราศจากพันธมิตรอย่าง “เป๊ปซี่” แต่เป็นการโชว์ฝีมือและไอเดีย การทำการตลาดของตัวเองแบบเพียว ๆ ซึ่งถือเป็น “บทพิสูจน์” ฝีมือของยักษ์ใหญ่รายนี้อย่างแท้จริง

“ฐิติ วุฒิ์ บุลสุข” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โปรโมชั่นครั้งนี้ไม่เหมือนที่บริษัทเคยทำในอดีต อย่างที่บอกเราจะไม่ทำอะไรแบบเดิม ๆ อีกต่อไป

“เคสไอโฟนที่แจก ซึ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น ไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้ บ่งบอกถึงความพิเศษ ความเป็นยูนีค ตัวตนที่ไม่เหมือนใคร สอดคล้องกับแบรนด์เอสได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็เป็นของรางวัลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ กับสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก”

ด้านผู้นำตลาดอย่างโค้กก็ส่ง “น้ำจิ้ม” นำร่องด้วย “มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง” โดยเล่นกับกระแสรายการสุดฮอต “The Voice” ตัวจริงเสียงจริง จัดคอนเสิร์ตใหญ่ “โค้ก พรีเซ้นท์ คอนเสิร์ต เสียงจริง ตัวจริง” ย้ำภาพแบรนด์ที่เข้ากระแส โดนใจคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นภาพที่ “เป๊ปซี่” ครองความเป็นผู้นำมาอย่างยาวนาน

ก่อนที่จะมี “บิ๊กแคมเปญ” แบบจัดหนัก จัดเต็ม ออกมาในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จในวันนี้

ปาล์มน้ำมัน อีกหนึ่งทางเลือกธุรกิจ   no comments

สำหรับน้ำมันปาล์มดิบที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้แทรกแซงและรับซื้อล็อตแรก 5 หมื่นตัน ก็ให้คณะอนุกรรมการไปจัดทำรายละเอียดและช่วงเวลาการดำเนินการที่เคยอนุมัติ 4-5 วิธีการนั้นยังเหมาะสมหรือไม่ เพื่อปรับการระบายให้เหมาะสม ซึ่งขณะนี้พบว่าราคาน้ำมันปาล์มโลกได้ขยับราคาแล้วถึง กก.ละกว่า 24 บาท ก็จะพิจารณาส่งออก รวมถึงดูความเหมาะสมการผลิตปาล์มขวดและการใช้เพื่อผลิตพลังงานทดแทน

นาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตลาดปาล์มน้ำมันว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการชะลอการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพื่อแทรกแซงราคารอบ 2 จำนวน 5 หมื่นตันออกไปก่อน เนื่องจากปริมาณผลปาล์มดิบออกสู่ตลาดลดลงและราคาผลปาล์มขยับสูงเกินราคาแนะ นำของกระทรวงพาณิชย์ที่ กก.ละ 4 บาท เป็น 4.10-4.20 บาท แต่อย่างไรก็ตาม หากราคาผลปาล์มตกต่ำก็สามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งมติคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติได้อนุมัติให้แทรกแซงโดยการรับซื้อ น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 25 บาทไว้รวม 1.5 แสนตัน ถือว่าโครงการประสบความสำเร็จที่สามารถดึงราคาขายโดยไม่ต้องรับซื้อตาม ปริมาณที่คาดการณ์ไว้


นอก จากนี้ ที่ประชุมได้ผ่อนปรนการยื่นขอรับเงินของเกษตรกรที่เข้าโครงการ โดยให้ใช้บัตรประชาชนพร้อมใบรับรองจากโรงสกัดแทนใบทะเบียนเกษตรกร ที่ยังออกได้ล่าช้า เพื่อจะได้รับการชำระเงินลดความเดือดร้อนเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ได้มีการชำระเงินให้เกษตรกรแล้ว 1 หมื่นตัน ตันละ 2.5 หมื่นบาท จากที่ได้ส่งมอบแล้ว 3.6 หมื่นตัน

การเปิดร้านค้าปลีก   no comments

รายงานข่าวจาก Bloomberg ส่งหุ้นของร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของโลกลดลงกว่า 3% และผลัก S & P 500 ถึงต่ำเซสชั่น

“ใน กรณีที่คุณยังไม่ได้เห็นยอดขายแจ้งวันนี้ขายกุมภาพันธ์ MTD เป็นภัยทั้งหมด” เจอร์รี่ Murray, รองประธานด้านการเงินและโลจิสติกที่ Wal-Mart, กล่าวว่าในอีเมลไปยังผู้บริหารอื่น ๆ ที่ 12 กุมภาพันธ์ตาม เพื่อบลูมเบิร์ก “เริ่มต้นที่เลวร้ายที่สุดไปยังเดือนฉันได้เห็นในฉัน ~ 7 ปีกับ บริษัท .”

ใน การตอบสนองต่อรายงานโฆษกของ Wal-Mart กล่าวว่า: “เช่นเดียวกับองค์กรใด ๆ เรามักจะเห็นการสื่อสารภายในที่ไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิงที่ขาดบริบทที่เหมาะ สมและเป็นตัวแทนความคิดเห็นของแต่ละบุคคล.”

Wal-Mart ไม่เปิดเผยยอดขายรายเดือนผล แต่ บริษัท มีกำหนดที่จะรายงานผลไตรมาสเต็ม 21 กุมภาพันธ์

เช่น ร้านค้าปลีกส่วนลดอื่​​น ๆ , Wal-Mart อาจจะตีหนักโดยการเพิ่มขึ้นของภาษีเงินเดือนที่มี hit ล้าน paychecks ชาวอเมริกันในปีนี้กินเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตัดสินใจ

นัก เศรษฐศาสตร์เตือนธุดงค์ภาษีอาจทำร้ายรายได้ของครัวเรือนโดยรวมของ $ 125,000,000,000 ในปี 2013 เพียงอย่างเดียวเหนี่ยวรั้งเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

เอกสารภายในจาก Bloomberg เปิดเผย Wal-Mart สะดุดในเดือนมกราคมเช่นกัน

“คุณ เคยมีหนึ่งในสัปดาห์ที่ที่ดีที่สุดแผนเตรียมของคุณไม่ได้ดีพอที่จะประสบความ สำเร็จทุกอย่างที่คุณออกไปทำ?” คาเมรอนวัดอีก Wal-Mart exec ถามใน 1 กุมภาพันธ์อีเมล์ “อืมเราก็มีหนึ่งในสัปดาห์ที่นี่ที่วอลมาร์สหรัฐที่เป็นลูกค้าทั้งหมดหรือไม่ และสถานที่ที่เงินของพวกเขา? ”

ทั้ง ผู้บริหาร Wal-Mart อ้างภาษีเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับการคืนภาษีล่าช้าด้วยวัดเรียกมัน ว่า “หมัดหนึ่งสองที่มีศักยภาพ” บลูมเบิร์กรายงาน

ยักษ์ ค้าปลีกชี้ไปที่การศึกษาภายในที่เกี่ยวกับการประมาณการ 19700000000 $ ในการคืนเงินภาษีที่ได้รับการส่งไปยังผู้ซื้อโดยในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2012 บลูมเบิร์กกล่าวว่า

หุ้นของ Wal-Mart ลดลง 2.68% เป็น 68.92 $ บ่ายวันศุกร์, การตัดแต่ง 2013 ของพวกเขาได้ที่จะเพียงแค่ 1%

แนะนำแหล่งทำงเงินใน กทม.   no comments

Posted at 10:58 am in แหล่งธุรกิจ

นายจรัสพันธ์ วัชโรทัย ผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ ในฐานะผู้อำนวยการตลาดนัดจตุจักร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่การรถไฟฯได้เข้าไปบริหารตลาดนัดจตุจักรครบรอบ 1 ปีเมื่อเดือนมกราคม 2556 ที่ผ่านมา ล่าสุดอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงตลาดใหม่ ทั้งติดตั้งวัสดุต่าง ๆ ตกแต่งให้เกิดความสวยงาม พร้อมทั้งจัดโซนร้านค้าให้หาได้ง่ายขึ้นตามแผนจะใช้วงเงินดำเนินการประมาณ 234 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนมีนาคมนี้ วงเงิน 114 ล้านบาท เป็นการปรับปรุงถนนทางเดินภายนอกและภายในซอย โครงการต่าง ๆ ด้วยการนำกระเบื้องที่มีลวดลายสวยงามมาปูบริเวณทางเดิน พร้อมทั้งขีดสัญลักษณ์บอกทางไปตามร้านค้าโซนต่าง ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและลูกค้าที่เป็นคนไทยสามารถเดินช็อปปิ้งได้ง่าย ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 4 เดือน คาดว่าจะเสร็จในเดือนกันยายนนี้

ส่วนเฟสที่ 2 ใช้เงินลงทุนประมาณ 120 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2557 หรือประมาณเดือนตุลาคมเป็นต้นไป เป็นโครงการปรับปรุงโครงสร้างอาคาร เช่น หลังคา ระบบระบายน้ำภายในตลาดทั้งหมด ใช้เวลาดำเนินการภายใน 6 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2557

“เหตุผลที่ต้องปรับปรุง เนื่องจากโครงสร้างเดิมทรุดโทรมมาก ไม่ได้มีการปรับปรุงเลย เป็นการปรับโฉมให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เป็นตลาดนัดติดแอร์อยู่เหมือนเดิม แต่ต้องการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ค้าและลูกค้าด้วย”

นายจรัสพันธ์กล่าวว่า ผลดำเนินการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การรถไฟฯสามารถทำรายได้จากการบริหารพื้นที่ตลาดได้มากกว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) เคยจ่ายค่าเช่าให้กับการรถไฟฯ โดยสามารถจัดเก็บรายได้เฉลี่ย 38 ล้านบาท/เดือน ขณะที่ในอดีต กทม.จ่ายค่าเช่าให้การรถไฟฯ ปีละ 20 ล้านบาท ด้านค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 13 ล้านบาท เป็นค่าจ้างบริษัทข้างนอกมาดำเนินการ โดยทำสัญญาจ้างระยะยาวปีต่อปี เช่น พนักงานทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย และจัดการจราจร เป็นต้น

“ค่าเช่าซึ่งเดิมการรถไฟฯจะต้องปรับเพิ่มขึ้น จากเดิมเก็บอยู่ประมาณ 3,000 กว่าบาทต่อแผงต่อเดือน หลังจากครบ 2 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่ได้พิจารณา ผมเรียนว่าต้องขอดูสภาพเศรษฐกิจและการค้าของตลาดมาประกอบกันด้วย” นายจรัสพันธ์กล่าว

SME ไทยโตกว่า 20%   no comments

นายประสิทธิ์ วสุภัทร กล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ธนาคารได้ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินสายจัดสัมมนาให้ความรู้กับลูกค้าทั่วประเทศ และร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการ Krung Thai Modern Management For SME รุ่นที่ 8 รวมทั้งดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ด้วยการให้คำปรึกษาด้านการเงิน การบริหารจัดการ การตลาด ความรู้ด้านการส่งออกและอัตราแลกเปลี่ยน ผ่านสำนักงานธุรกิจทั่วประเทศ 63 แห่ง และสาขาอีกกว่า 1,100 แห่งทั่วประเทศ

นายประสิทธิ์ วสุภัทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากกลยุทธ์ของธนาคารในการขยายสินเชื่อลูกค้ารายย่อยและ SME ในภาคเอกชน ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าขยายสินเชื่อในส่วนของลูกค้า SME จำนวน 55,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 18% จากพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่ประมาณ 320,000 ล้านบาท โดยสนับสนุนธุรกิจ SME ในทุกภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป พลังงาน ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยวและโรงแรม ธุรกิจการค้าชายแดน และสินค้า OTOP

“สำหรับลูกค้าในภาคการผลิตและบริการ ที่พึ่งพาการใช้แรงงานเป็นหลัก ธนาคารมี 2 สินเชื่อรองรับได้แก่ สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน โดยสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 50 คน-200 คนขึ้นไป กู้ได้รายละ 2-8 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี กรณีบุคคลค้ำประกัน ซึ่งได้เตรียมวงเงินไว้จำนวน 2,000 ล้านบาท และสินเชื่อเพิ่มผลผลิต สนับสนุนเงินทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งปรับปรุงเทคโนโลยี เครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน โดยสามารถกู้ได้ 100% วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนชำระ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 คิด MLR-1 ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป คิดอัตรา MLR ต่อปี”

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ลงนามกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 5 วงเงินค้ำประกันรวม 240,000 ล้านบาท และโครงการค้ำประกันเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ (PGS New/Start-up) วงเงินค้ำประกันรวม 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่ประสบปัญหาสภาพคล่องในการทำธุรกิจ ธนาคารจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือพิเศษเป็นรายกรณี เช่น ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม

 

ทีเด็ดหุ้นวันนี้   no comments


- ต่อด้วย บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ที่เพิ่งหลุดแคชบาลานซ์ แต่ยังวิ่งแรงแซงโค้งเด้งขึ้น 94.4% ในรอบ 1 เดือน จากราคาหุ้นที่อยู่ 0.72 บาท พุ่งไป 1.40 บาท บริษัทต้องออกมาชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังถูกขึ้นเครื่องหมาย “Trading Alert” โดยยืนยันว่า ในช่วงนี้ BMCLไม่มีพัฒนาการที่สำคัญใดๆ จนเป็นเหตุให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ธนชาต แนะนำ “เล่นเก็งกำไร” ได้ โดยประเมินแนวรับ 0.90 บาท และแนวต้าน 1.50 บาท

- ปิดท้ายด้วย บมจ.อัคคีปราการ (AKP) ผู้ประกอบธุรกิจเตาเผาขยะอุตสาหกรรมในไทย ที่สร้างอภินิหาริย์ไว้ในวันแรก (7 ก.พ.) ที่เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เปิดราคาเด้งขึ้นอย่างแรง จาก 2 บาท ไปปิดที่ 6 บาท หรือเพิ่มขึ้น 200% แต่พอเข้าสู่สัปดาห์นี้ ทำท่าจะไปไม่ไหวซะแล้ว ราคาร่วงลงมาปิดที่ 5.60 บาท ทำเอานักลงทุนตกอกตกใจวิ่งหนีไฟแทบไม่ทัน หลังจากนี้ใครใคร่จะเกาะขบวนไปต่อ ต้องรอดูจังหวะและความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคตให้ดี เพราะขณะนี้ยังไม่มีโบรกเกอร์ไหน แนะนำหรือตั้งราคาเป้าหมายของหุ้นกันเลย

ยัง คงเกาะติดสถานการณ์หุ้นที่หลุดแคชบาลานซ์ (ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.- 8 ก.พ.) อย่างใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่มีวอลุ่มเทรดคึกคัก นำโดย บมจ. ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ TFD-W1 เด้งขึ้นทันที่ในการซื้อขายช่วงเช้าของวันที่ 11 ก.พ. โดยรอบ 1 เดือน ราคาปรับตัวขึ้นจาก 4.26 บาท มาอยู่ที่ 6.90 บาท หรือเพิ่มขึ้น 61.97% ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนักลงทุน “รอซื้อ” หุ้น TFD และ TFD-W1 เมื่อราคาอ่อนตัว ส่วนแนวรับทางเทคนิคของหุ้น TFD อยู่ที่ 6.80 บาท แนวต้าน 8 บาท ในขณะที่ TFD-W1 ให้แนวรับ 6.50 บาท แนวต้าน 7.50 บาท

บทเรียนด้านการเงิน   no comments

“สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” อดีตเจ้าพ่อวงการเหล็ก ที่เคยติด 1 ใน 500 มหาเศรษฐีระดับโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส ผู้บุกเบิกก่อตั้ง บมจ.นครไทยสตริปมิล (NSM), บมจ.เอ็น.ที.เอส สตีล กรุ๊ป (NTS), บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) ฯลฯ ได้เล่าย้อนเรื่องราวในอดีตที่เคยเป็นผู้โชคร้ายจากวิกฤตค่าเงินอย่างแท้ จริงเมื่อปี 2540

โดยนับตั้งแต่ปี 2540 ที่เข้าสู่ช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงิน มีการลอยตัวค่าเงินบาท จากที่กำหนดอัตราคงที่ระดับ 26 บาท/ดอลลาร์ หลังลอยตัวทำให้เงินบาท “อ่อนค่า” สุดที่ 52 บาท/ดอลลาร์นั้น เป็นผลให้เขาต้องแบกภาระหนี้เงินกู้จากต่างประเทศจำนวนมหาศาลกว่าแสนล้านบาท เพียงชั่วข้ามคืน และในท้ายที่สุดจึงต้องทยอยขายหุ้นทั้งจาก NTS และ NSM ออกไป เพื่อล้างหนี้บางส่วน

“เมื่อก่อนผมเจ็บหนักจากค่าบาทอ่อน หนี้สินเพิ่มขึ้นจนต้องขายหุ้นออกจากบริษัทที่มีหนี้ส่วนตัวที่ค้ำประกันบริษัทนั้น

บริษัท นี้ ผมก็ใช้วิธียอมเป็นบุคคลล้มละลายตั้ง 3 ปี และเพิ่งจะหลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี”54 ที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนจากการทำธุรกิจข้ามชาติที่ต้องจดจำเลย เพราะมันข้ามชาติแบบที่ทำชาตินี้ ใช้ชาติหน้าจริง ๆ” สวัสดิ์กล่าว

ใน ภาวะ “เงินบาทแข็งค่า” กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งรัฐบาลและผู้ประกอบการส่งออกไทยต่างวิตกกังวล อย่างมาก และพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดนั้น ในมุมของ “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” กลับไม่ได้รู้สึกว่า “เงินบาทแข็ง” จะเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะวันนี้เขาได้ก้าวผ่านมรสุมหนี้ “แสนล้านบาท” มาแล้ว
อย่าง ไรก็ตาม แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะกลับข้างเป็นทิศทางเงินบาท “แข็งค่า” แต่ “สวัสดิ์” มองว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ตนสามารถบริหารจัดการกับปัญหา “ค่าเงิน” ได้ดีขึ้น

โดยแนะนำว่า หากเป็นในระดับของ “ผู้ประกอบการ” โดยเฉพาะด้านธุรกิจส่งออก ควรทำประกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้า (เฮดจิ้ง) ให้มากที่สุด และไม่ควรเก็งกำไรค่าเงิน เพราะไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าทิศทางค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร จึงจำเป็นต้องปิดความเสี่ยงไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็อาจเกิดความเสียหายเหมือนที่เขาเผชิญเมื่ออดีต อีกด้านหนึ่ง หากธุรกิจใดที่ใช้กำลังการผลิตมากแล้ว ก็ควรอาศัยจังหวะที่ได้เปรียบด้านค่าเงินนี้นำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนถูก และพร้อมรองรับต่อการขยายธุรกิจในอนาคตได้

“ใน อดีต ผมผิดพลาดที่ไม่ได้ทำเฮดจิ้งค่าเงินไว้ แต่ถ้าเป็นผมในตอนนี้ ผมจะไม่เสี่ยงกับเรื่องค่าเงินเลย เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าความผันผวนของมันจะเป็นอย่างไร ดังนั้นผมจะเฮดจิ้งให้มากที่สุด โดยคำนวณไว้ก่อนเลยว่าจะคิดกำไรเท่าไหร่จากสินค้า เอากำไรเท่าที่ควรจะเป็นจากการขายเท่านั้น” สวัสดิ์กล่าว

ไม่เพียง เท่านี้ “สวัสดิ์” ยังแนะนำไปถึง “รัฐบาล” ด้วยว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ จนต้องใช้นโยบายการเงินและการคลัง คือ ทั้งลดดอกเบี้ย และพิมพ์ธนบัตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลไทยควรจะเร่งสร้างกำลังซื้อจริงด้วยการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตามที่วางแผนไว้

พร้อมทั้งควรลดการใช้ “นโยบายประชานิยม” ที่เพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น เช่น โครงการรถคันแรก ซึ่งช่วยได้เพียงคนบางกลุ่ม และทำให้เกิดปัญหาด้านขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้น โดยหากยังคงทำต่อเนื่องก็อาจจะทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เช่นเดียวกับประเทศในยุโรปที่ได้รับบทเรียนมาแล้ว

นี่คือเสียงสะท้อนจาก “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” อดีตลูกหนี้ที่ถ่ายทอดบทเรียนราคาแพงให้แก่ผู้ประกอบการรับมือ

หุ้นไทยซบ   no comments

Posted at 2:54 am in การลงทุน

นางจิตรา อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยในวันที่ 8 ก.พ.55 มีการเคลื่อนไหวผันผวน หลังไม่สามารถวิ่งผ่าน 1500 จุด ทำให้ดัชนีลงกลับมาพักฐาน และปิดอยู่ในแดนลบในวันนี้ อีกทั้งยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนไทยเนื่องจากเป็นช่วงวันสุดท้ายของสัปดาห์ อีกทั้งสัปดาห์หน้าเป็นเทศกาลหยุดยาวของจีน ทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซียค่อนข้างเงียบเหงา ดังนั้นนักลงทุนจึงมีการพักพอร์ตการลงทนุไว้ชั่วคราว

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ หากดัชนีปรับตัวลงแนะนำเทรดดิ้งได้ เนื่องจาก เชื่อว่า ยังมีแรงซื้อจากเม็ดเงินต่างชาติ ซึ่งอาจส่งผลให้ดัชนีขยับขึ้นต่อได้ โดยให้แนวรับที่ 1,480 จุด แนวต้านที่ 1,515 จุด
ขณะที่ทิศทาง ตลาดหุ้นสัปดาห์หน้า คาดว่า น่าจะแกว่งตัวผันผวนต่อ ถึงแม้จะเป็นช่วงวันหยุดยาวของจีน แต่เชื่อว่ายังมีเงินไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินต่างชาติ ทั้งในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ ดังนั้นจะส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวผันผวนได้ต่อเนื่องระหว่างแดนบวกและแดนลบ

การซื้อหุ้น Apple   no comments

Posted at 12:52 pm in การทำธุรกิจ

เงินสดของ Apple มีการจัดการโดยกองทุนป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง Braeburn ทุนจากชานเมืองที่เงียบสงบของเรโน, เนวาด้า มากของเงินของ Apple ถูกขังอยู่ในต่างประเทศการปกป้องจาก taxman สหรัฐที่จะเรียกร้องตัด 35% เป็นเงินที่จะส่งตัว แต่ก็สามารถลงทุนที่บ้าน แอปเปิ้ลรายงานทางการเงินแสดงมันถือ $ 21bn ของหนี้รัฐบาลสหรัฐ – รวมมากมายสำหรับนักลงทุนภาค เอกชนเดียว รัฐบาลต่างประเทศชอบการลงทุนในหลักทรัพย์สหรัฐ แต่แอปเปิ้ลเป็นเจ้าของมากกว่า $ 19bn จัดขึ้นโดยมาเลเซียและเพียง $ 4BN น้อยกว่าสเปน

หมวดหมู่แอปเปิ้ลลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของ บริษัท หลักทรัพย์ มันมี $ 44.5bn ในหุ้นของ บริษัท มากกว่าทั้ง $ 39bn จัดการโดยกลุ่มชายกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังเป็นผู้ถือใหญ่ของหนี้ของประเทศอื่นด้วย $ 7BN ลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศอธิปไตย

ไม่ ค่อยมีใครรู้จักที่ บริษัท แอปเปิ้ลมีการลงทุนบางครั้งเจ้าของเงินเดิมพันที่มีขนาดใหญ่พอที่จะประกาศ: แอปเปิ้ลเป็นนักลงทุนก่อตั้งใน ARM ออกแบบชิปอังกฤษ แต่ได้ขายหมดและเป็นเจ้าของ 9% จาก Hertfordshire ตามจินตนาการเทคโนโลยีซึ่งออกแบบวิดีโอ และชิปเสียง

Braeburn ไม่ยื่นบันทึกที่มีผู้ควบคุมการลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกันหรือที่ปรึกษาการลง ทุนลงทะเบียนการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยว; มันไม่ปรึกษาอิสระ แต่ในส่วนของ บริษัท เอกชน

Einhorn ซึ่งทุนกองทุนเฮดจ์ฟัน Greenlight หุ้นแอปเปิ้ล 1.3m – 0.12% ของ บริษัท กล่าวว่าชง iPhone และ iPad มีปัญหา “เงินสด” ว่าควรแก้โดยการจ่ายเงินเพิ่มเติมให้กับนักลงทุน เขากล่าวว่าแอปเปิ้ลเป็น “บริษัท พิเศษ [กับ] ผลิตภัณฑ์พิเศษและโอกาสพิเศษ” และเสริมว่าเขาเป็น “อย่างกระตือรือร้นเกี่ยวกับสต็อก”

“แต่ เราจะมีคำแนะนำไม่กี่ที่จะเป็นวิธีที่จะช่วยให้ผู้ถือหุ้นทำเงินได้มากกว่า ในขณะที่ให้แอปเปิ้ลที่จะไล่ตามของแผนของมัน” เขาบอก Bloomberg ทีวี

Einhorn บอกว่าเขาเข้าใจว่าแอปเปิ้ลต้องการที่จะทำให้แน่ใจว่ามันมีเงินสดสำรองขนาด ใหญ่เพราะ “เวลาที่ยากลำบาก” มันได้รับการผ่านในอดีต แต่ เขาบอกว่าภูเขาเงินสดของ Apple – ซึ่งเป็นเพียง 3.7m £น้อยกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศนิวซีแลนด์และครั้ง 23 มูลค่าตลาดของ Marks & Spencer – ได้เติบโตขึ้นมามีขนาดใหญ่เกินไป

บริษัท ควรลดเงินสดโดยให้ไปหุ้นที่ต้องการด้วยอัตราผลตอบแทนที่ยั่งยืน 4% หุ้นบุริมสิทธิเป็นลูกผสมของหนี้และตราสารทุนที่จ่ายเงินปันผลปกติ แต่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนไม่

เจ้าสัวกองทุนป้องกันความเสี่ยงกล่าวว่าเขาได้รับการอภิปรายความคิดของเขากับแอปเปิ้เป็นเวลาหลายเดือน แต่ บริษัท ปฏิเสธมัน Greenlight กล่าวว่า Apple ได้ตกลงที่จะหารือเกี่ยวกับแผน Einhorn อีกครั้ง แต่หลังจากกองทุนป้องกันความเสี่ยงเริ่มดำเนินการตามกฎหมายกับการเปลี่ยน แปลงที่เสนอให้เช่าแอปเปิ้ลซึ่ง Einhorn กล่าวว่า “ไม่จำเป็นกำหนดความยืดหยุ่นของคณะกรรมการการกระจายหุ้นที่ต้องการเป็นวิธี การปลดล็อคมูลค่าผู้ถือหุ้น”

Einhorn เขียนจดหมายเปิดให้ผู้ถือหุ้นแอปเปิ้ลอื่น ๆ หลายคนได้เรียกแล้วกับ บริษัท ที่จะกลับเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นกล่าวว่า. “เราเข้าใจว่าหลายของผู้ถือหุ้นเพื่อนของเราร่วมแห้วของเรากับแอปเปิ้ลของ นโยบายการจัดสรรทุนแอปเปิ้ลมี $ 145 (£ 107) ต่​​อหุ้นของเงินสดในงบดุล. เป็นผู้ถือหุ้นนี้เป็นเงินของคุณ. ”

แอปเปิ้ลล่าสุดปีเริ่มจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1995 และมุ่งมั่นที่จะซื้อกลับ $ 10bn มูลค่าของหุ้นกว่าสามปี ปี เตอร์ออพกรรมการการเงินของ Apple ได้กล่าวว่า บริษัท “อย่างต่อเนื่อง” ประเมินโอกาสของการกลับเงินสดมากขึ้นต่อผู้ถือหุ้นและ “เราจะทำสิ่งที่เราคิดว่าอยู่ในความสนใจที่ดีที่สุดของผู้ถือหุ้นของเรา”

Toni Sacconaghi นักวิเคราะห์ที่ฟอร์ดสเตนกล่าวว่า “มีความเชื่ออย่างกว้างขวางว่าแอปเปิ้ลไม่จำเป็นต้องสะสมเงินสดมากขึ้นและ ควรจะก้าวร้าวมากขึ้นในการกลับเงินสด

“ผม เชื่อว่าแอปเปิ้ลควรจะดูเพื่อใช้หนี้ในอัตราที่ต่ำมากและเพิ่มขึ้นอย่างมาก เงินปันผล. คนอื่นเชื่อว่าแอปเปิ้ลควรจะกลับเงินสดมากขึ้นผ่าน buybacks. ความจริงก็คือสำหรับ บริษัท ที่จะมี $ 137bn และจะเพิ่ม $ 40bn ปี ทำลายคุณค่าทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ถือหุ้น “เขาบอกซีเอ็นบีซี