Archive for March, 2013

ธุรกิจและการพัฒนา   no comments

LPN-SF คลิกแนวคิดสรรค์สร้างคุณค่าร่วมเชิงธุรกิจ (Creative Share Value) สร้างศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท รองรับผู้อยู่อาศัย 10,000 ครอบครัว ในโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่นำร่องของ LPN บนพื้นที่ 100 ไร่ เชื่อคุณค่าจากการร่วมมือทั้งสององค์กรจะสร้าง “ชุมชนเมืองน่าอยู่” ที่สมบูรณ์

 

นายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยถึงที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เป็นการนำเอาแนวคิดสรรค์สร้างคุณค่าร่วมเชิงธุรกิจ (Creative Share Value)ของทั้งสององค์กร มาดำเนินการพัฒนาชุมชนพักอาศัยขนาดใหญ่บนทำเลย่านรังสิต โดย LPN ในแนวทางการพัฒนาคอนโดมิเนียมพักอาศัยชุมชนน่าอยู่ และบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF) ผู้ประกอบธุรกิจด้านการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้า ที่มุ่งเน้นพัฒนาศูนย์การค้าชุมชนและไลฟ์สไตล์รายแรกของเมืองไทย มาร่วมสร้างศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิด (Community Mall) ที่สมบูรณ์และครบวงจร ให้อยู่บนพื้นที่เดียวกัน เพื่อเป็นการร่วมเปิดประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์ ให้กับประชาคมลุมพินี

 

“ตลอดการดำเนินการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท เรามีความตั้งใจที่จะส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัยในทุกโครงการ ภายใต้แนวคิดการบริหารจัดการ “ชุมชนน่าอยู่” ที่ทาง LPN ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ และพัฒนามากว่า 20 ปี นอกจากนี้ บริษัทยังคงยึดมั่นในการพัฒนาคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ (Product & Service Value) อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการรองรับ และตอบสนองต่อพื้นฐานการดำรงชีวิตให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคนเมือง ซึ่งในความร่วมมือครั้งนี้ก็เช่นกัน บริษัทเชื่อมั่น และไว้วางใจใน SF ผู้นำด้านการบริหารศูนย์การค้าแบบเปิดให้เข้ามาร่วมสร้างชุมชนเมืองน่าอยู่ และพัฒนาความสำเร็จไปด้วยกัน เพื่อเป็นโครงการต้นแบบ โดยครั้งแรกเราร่วมกันพัฒนาโครงการดังกล่าวบนทำเลรังสิตคลอง 1 ที่มีประชากรหนาแน่น ภายใต้แบรนด์ “ลุมพินี ทาวน์ชิป” มูลค่าของโครงการกว่า 7 พันล้านบาท บนพื้นที่ 100 ไร่ โดยตั้งราคาห้องชุดที่ 600,000-700,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดกว่า 10,000 ครอบครัว”

จากความร่วมมือของสองบริษัท ในการใช้จุดแข็งและคุณค่าของทั้งสององค์กรเพื่อพัฒนาศักยภาพในการให้บริการ แก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ในครั้งนี้ LPN เชื่อมั่นว่าจะเป็นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีให้กับประชาคม ลุมพินี และทำให้โครงการดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน นายนพพร วิฑูรชาติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF) ได้กล่าวถึงรูปแบบธุรกิจด้านการพัฒนา และบริหารศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดร่วมกับ LPN ว่า
“SF มองการลงทุนในทำเลที่มีชุมชนหนาแน่น การเดินทางที่สะดวก และกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย จึงจะตัดสินใจลงทุนในแต่ละโครงการ ทั้งนี้ ในการจับมือร่วมกันในครั้งนี้ SF เชื่อมั่นในความชำนาญของ LPN ในการเลือกพื้นที่การพัฒนา โดยโครงการต่างๆ ล้วนแต่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ตลอดจนแนวคิดของ LPN สอดคล้องกับแนวทางของ SF อยู่แล้ว ทำให้การตัดสินใจลงทุกร่วมกันย่านรังสิตคลอง 1 เป็นไปโดยง่าย ด้วยศักยภาพของโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยถึงกว่า 10,000 ครอบครัว และด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการเติมเต็มการสร้างชุมชนน่าอยู่ ถือเป็นโครงการนำร่อง และคาดว่าในเร็วๆ นี้ จะมีการพัฒนาโครงการร่วมกันระหว่าง LPN และ SF  ในอีกหลายโครงการในอนาคต

กูรู ฟันธงปีนี้อสังหาฯ เด่น   no comments

ประชากรเขตเมือง ตจว.โตจี๊ด

“ดร.ปิย ศักดิ์” แจกแจงว่า เหตุที่กล้าฟันธงมี 13 จังหวัดแนวโน้มอนาคตธุรกิจอสังหาฯ มาจาก 4 ปัจจัยหลักด้วยกัน คือภูมิภาคนิยม กระแสสังคมเมือง นโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาล และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเริ่มจากปัจจัย “กระแสสังคมเมือง-Urbanization” ภาพที่เริ่มเป็นรูปธรรมชัดเจนเป็นลำดับ นับตั้งแต่นโยบายค่าแรง 300 บาท ได้เห็นภาพแรงงานคืนถิ่น ได้เห็นภาพคนชนบทเข้ามาพักอาศัย และทำงานในเขตเมือง เป็นการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมอุตสาหกรรมมากขึ้นตัวชี้วัดที่ ชัดเจนคือ “รายได้ประชากร” ประเมินจากปี 2503 มีประชากร 5 ล้านคน อาศัยในเขตเมืองโดยประมาณ ปัจจุบันปี 2556 พบว่าเพิ่มจำนวนเป็น 23 ล้านคน

ประเมิน ว่าภายในปี 2563 ประชากรในเขตเมืองจะทวีจำนวนเป็น 29 ล้านคน นั่นหมายถึงมากกว่า 50% ของทั่วประเทศ ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยมากทวีคูณในเวลาเดียวกัน ประเด็นรายได้ต่อครัวเรือนในเขตภูมิภาคช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็เติบโตเร็วกว่าเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล คือมีอัตราเติบโต 120-140% ขณะที่เขตกรุงเทพฯโตราว ๆ 60% มีผลบวกทางตรง เพราะรายได้มากขึ้น ความต้องการปัจจัย 4 ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย

อสังหาฯยังโตได้อีก

“ทิศ ทางอสังหาริมทรัพย์ในปี 2556 มองว่ายังอยู่ในช่วงฟื้นตัวของที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล หลังเกิดปัญหาอุทกภัยปี 2554 อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าอุปสงค์และอุปทานจะขยายตัวอยู่ที่ 5.2% และ 16.5% ตามลำดับ…” คำกล่าวเปิดประเด็นของ “ศราวุธ จารุจินดา” ประธานสายสินเชื่อธุรกิจ ของ KKตามต่อด้วยมือวิจัยข้อมูล “ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ระบุว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมฯในพื้นที่ต่างจังหวัดมีโอกาสเติบโตอย่างมาก สะท้อนจากอัตราขยายตัวของยอดสินเชื่อคงค้างของภูมิภาคต่าง ๆ อยู่ในระดับสูงกว่าเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

เปิดโพย 13 จังหวัดโตแน่

ทั้ง นี้ หัวเมืองที่คาดว่าจะมีศักยภาพเติบโตมี 13 จังหวัด แบ่งเป็น 2 เวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นตลาดอสังหาฯ ที่เติบโตสอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจมี 6 จังหวัด คือชลบุรี ภูเก็ต ขอนแก่น ระยอง อุบลราชธานี

และลำปาง กับเวอร์ชั่นอสังหาฯ ที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตอันใกล้ 7 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม หนองคาย บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระแก้ว กาญจนบุรี และพิษณุโลก

แนว โน้มดังกล่าว เป็นส่วนผสมมาจากปัจจัยหนุนหลายด้านรวมกัน เริ่มจากนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเติบโตขึ้น (Urbanization) โดยเฉพาะจังหวัดหัวเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ อาทิ เมืองท่องเที่ยว ทั้งภูเก็ต หัวหิน พัทยา กับเมืองธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งมีโฟกัสอยู่ที่ระยอง ชลบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา

นอกจากนี้ กระแสการรวมกลุ่มเปิดการค้าเสรี โดยเฉพาะการนับถอยหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่นำไปสู่การลงทุนพัฒนาเส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนและจังหวัดตามเส้นทาง GMS อาทิ หนองคาย สระแก้ว และพิษณุโลก เป็นต้น

GMS ปลุกจังหวัดหน้าด่านโต

ปัจจัย “นโยบายเศรษฐกิจมหภาค” พบว่าช่วงเปลี่ยนผ่าน 2-3 ปี จนถึง 15 ปีหน้า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทยครั้งใหญ่ เป็นผลลัพธ์จากนโยบายค่าแรง 300 บาท นโยบายจำนำข้าว ที่สนับสนุนรายได้เกษตรกร เท่ากับเพิ่มกำลังซื้อให้กับกลุ่มรากหญ้า ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

ปัจจัย “การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน” โครงการแห่งความหวังในต่างจังหวัด หนีไม่พ้นรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน ในอนาคตเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ จะทำให้เชื่อมโยงการเดินทางจากที่หนึ่งสู่ที่หนึ่งได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ผลพลอยได้อัตโนมัติ คือทำให้มีดีมานด์ที่อยู่อาศัยแนวรถไฟความเร็วสูง เพราะเคลื่อนที่เข้ากรุงเทพฯได้ง่ายและเร็วขึ้นนั่นเอง

และสุดท้าย ปัจจัย “ภูมิภาคนิยม” เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไทยร่วมกับเพื่อนบ้าน 10 ประเทศเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่การเปิดเสรีเป็นเออีซีตลาดเดียว โดยเฉพาะความร่วมมืออนุภาคลุ่มน้ำโขง GMS มี 3 เส้นทางหลัก ๆ ที่เรียกว่า “ระเบียงเศรษฐกิจ” คือ 1.แนวเหนือ-ใต้ เชื่อมคุนหมิง ดานัง ท่าขี้เหล็ก แม่สาย กรุงเทพฯ 2.แนวตะวันออก-ตะวันตก เชื่อมเมืองท่าดานัง ผ่านสะหวันนะเขต เข้าไทยที่ จ.มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลากยาวผ่านอ่าวรายาวดี เมียนมาร์

3.แนวใต้ เชื่อมเมืองโฮจิมินห์ ผ่านกรุงเทพฯ ทะลุไปถึงเมืองทวาย ซึ่งเป็นแนวเส้นทางที่รัฐบาลเมียนมาร์ออกแรงผลักดันอย่างมาก เพราะทวายจะได้กลายเป็นแลนด์มาร์กในการขนส่งสินค้าจากเวียดนามเข้าสู่ โซนมหาสมุทรอินเดีย

ประเทศไทยในฐานะอยู่จุดศูนย์กลาง GMS จังหวัดหน้าด่านหรือจังหวัดศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย (ด่านชายแดนเชียงแสน เชียงของ) พิษณุโลก มุกดาหาร หาดใหญ่ กาญจนบุรี ตาก ได้รับอานิสงส์ทั้งหมด

ตัวชี้วัด คือจังหวัดชายแดนมีตัวเลขการเติบโตการค้าแทบทุกด่าน โดยเฉพาะภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นหนองคาย มุกดาหาร ปี 2555 โตถึง 20-30% ทั้งในแง่มูลค่าการค้าชายแดน และการขยายตัวของเศรษฐกิจในพื้นที่

ดูภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์   no comments

ธุรกิจแฟรนไชส์นายสิทธิพรกล่าวว่า ปัจจุบันพีดีเฮ้าส์มี 3 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจแฟรนไชส์ ภายใต้แบรนด์พีดีเฮ้าส์และเอคิวเฮ้าส์ ดำเนินการโดยพีดีเฮ้าส์ ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง โดยบริษัท พีดีสยามซัพพลาย แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และธุรกิจรับก่อสร้างบ้าน โดยบริษัท ปทุมดีไซน์ จำกัด โดยปีที่ผ่านมามีรายได้รวม 900 กว่าล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะมีรายได้ประมาณ 1,900 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จะมาจากธุรกิจรับสร้างบ้าน 81% จำนวน 350 หลัง มูลค่า 1,500 ล้านบาท วัสดุก่อสร้าง 14% มูลค่าประมาณ 250 ล้านบาท จากธุรกิจแฟรนไชส์ 5% หรือประมาณ 150 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกนี้มีรายได้จากการขายแล้วประมาณ 300 ล้านบาท

“ปีนี้มี แผนที่จะขยายธุรกิจแฟรนไชส์เพิ่ม อีก 3-4 สาขา คือที่กาญจนบุรี นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายไปยังจันทบุรี ชุมพร สตูลด้วย ซึ่งจะทำให้ในปีนี้มีสาขาเพิ่มเป็น 38 สาขา และจะขยายเป็น 50 สาขาในปี 2557 และแผน 5 ปีข้างหน้าจะขยายสาขาแฟรนไชส์ไปบริเวณจังหวัดชายแดน อาทิ แม่สาย-เชียงราย นครพนม หนองคาย อุบลราชธานี สุรินทร์ และสะเดา-สงขลา เป็นต้น และมีแผนที่จะขยายธุรกิจโดยการขายมาสเตอร์แบรนด์พีดีเฮ้าส์เพื่อให้นำไป บริหารต่อ ไปยังกลุ่มประเทศพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” นายสิทธิพรกล่าว

พีดีเฮ้าส์ เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศปี 2556 ขยายตัวได้ดี โดยทั้งปีน่าจะเติบโตได้ประมาณ 12-15% หรือมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวมสร้างบ้านเองที่มีมูลค่า 120,000-130,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคที่ผู้ประกอบการจะต้องระมัดระวังในปีนี้คือ การขาดแคลนแรงงานและต้นทุนวัสดุที่จะปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 3-5% ซึ่งพีดีเฮ้าส์มีแผนที่จะปรับราคาสร้างบ้านขึ้นอีกประมาณ 3-5% ภายในเดือนเมษายนนี้

 

ธุรกิจร้านอาหาร   no comments

“การ ทำโครงการดังกล่าวจะมี ผลโดยตรงต่อการเพิ่มจำนวนพ่อครัวแม่ครัวร้านอาหารไทยที่จะมีโอกาสเติบโตใน ต่างประเทศ และเพิ่มการนำเข้าวัตถุดิบอาหารไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ เครื่องเทศ และเครื่องปรุงอาหาร” นางศรีรัตน์กล่าว

ไทยที่ได้ตรารับรองไทยซีเล็คที่ปัจจุบันมีการรับรองไป แล้วประมาณ 1,200 ร้าน จากจำนวนร้านที่เปิดบริการทั่วโลกกว่าหมื่นร้าน โดยตั้งเป้าจะมอบเพิ่มอีกปีละ 5-10% หรือกว่า 100 ราย

พร้อมกันนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานไทยในต่างประเทศ เพื่อจัดแคมเปญหรือการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วโลกได้รู้ถึงความหมายและเรื่อง ราวของอาหารไทย และความแตกต่างของวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหาร ผ่านการเชิญนักเขียนด้านอาหารของประเทศต่างๆ มาร่วมงานแสดงสินค้าอาหารในไทย และจัดชมการสาธิตอาหารไทย รวมถึงร่วมกับสถาบันสอนอาหารไทยเพื่อจัดสาธิตการทำอาหารไทยในต่างแดน หรือประเทศใดมีศักยภาพสูงก็จะร่วมจัดทำโรงเรียนสอนการทำอาหารไทยในต่างแดน หรือจัดทำหลักสูตรสอนอาหารไทยในสถาบันสอนอาหารต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีการทำแล้วที่ประเทศญี่ปุ่น

 

ธุรกิจเครื่องดื่มกำลังมาแรงในหน้าร้อน   no comments

นาย ชนินทร์กล่าวว่า สำหรับเครื่องดื่มทั้ง 4 กลุ่ม มีมูลค่าตลาดรวมกันมากกว่า 50% ของตลาดเครื่องดื่มรวม โดยน้ำอัดลมมีมูลค่าตลาดประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ชูกำลัง 2 หมื่นล้านบาท ชาเขียวพร้อมดื่ม 1.2 หมื่นล้านบาท และเกลือแร่ 1 หมื่นล้านบาท หากแยกเป็นรายกลุ่มพบว่าช่วงต้นปีนี้ชาเขียวโตได้มากสุดในอัตรา 30% ส่วนอีก 3 กลุ่ม โตในอัตรามากกว่า 10% โดยการแข่งขันที่มากขึ้นในกลุ่มน้ำอัดลมจากการที่เอสเข้าตลาด ชูกำลังและเกลือแร่ จากการที่แรงเยอร์กลับเข้ามาทำตลาดใหม่อีกครั้งโดยบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ซึ่งในปีนี้จะเห็นการเติบโตได้อย่างมีนัยยะสำคัญอีกเช่นกันหลังสิงห์คอร์ปอ เรชั่น เปิดตัวเครื่องดื่มเกลือแร่แบรนด์ซัลโว

นายชนินทร์ เทียนเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอเบฟเวอเรจ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มซอรัส และซีแซท วิธ ซิงค์ ในกลุ่มให้คุณประโยชน์หรือฟังก์ชั่นนอลดริ๊งค์ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นอีกปีที่ตลาดเครื่องดื่มเติบโตได้ดีไม่ต่ำกว่า 15% หลังจากช่วง 2 ปีก่อนหน้ามีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 11-14% ส่งผลให้ปีที่ผ่านมามีมูลค่าการตลาดรวมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท จากการผลักดันของการบริโภคเครื่องดื่มสำหรับหน้าร้อน 4 กลุ่มหลัก คือ น้ำอัดลม ชูกำลัง ชาเขียวพร้อมดื่ม และเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ เนื่องจากอากาศร้อนและภาวะการแข่งขันเพิ่มขึ้นผลจากที่มีผู้ประกอบการราย ใหม่เข้าตลาด รวมทั้งโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย

นายชนินทร์กล่าวว่า นอกจากนี้กลุ่มฟังก์ชั่นนอลดริ้งยังมีอีกตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีคือ กลุ่มฟังก์ชั่นนอลดริ้งค์ ซึ่งมีมูลค่าราว 3 พันล้านบาท โตได้ดีในกลุ่มเครื่องดื่มประเภทช็อต มากกว่าเครื่องดื่มประเภทขวด ซึ่งปีที่ผ่านมาโต 30% และปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนภุมภาพันธ์บริษัทได้ออกสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อ ?ด๊อกเตอร์ มายด์เซ็น” เป็นเครื่องดื่มผสมวิตามินรูปแบบใหม่ ช่วยคลายเครียดเจาะกลุ่มตลาดผู้หญิง วัยทำงาน ด้วยงบในการทำตลาด 20 ล้านบาท และมีแผนเปิดตัวเพิ่มอีก 3 แบรนด์ โดยเป็นเครื่องดื่มสำหรับเด็กเปิดตัวเดือนพฤษภาคม และอีก 2 แบรนด์เปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง

 

 

เงินบาทแข็งตัวใครได้ประโยชน์   no comments

วันที่ 19 มี.ค. 2556 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยระหว่างเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐที่ธุรกิจและคนธรรมดาซื้อขายอยู่ที่ 29.5128

ถ้าเป็นอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคาร 29.371 บาท/1 ดอลลาร์สหรัฐ

แข็งตัวขึ้นในชั่ว 2 เดือนครึ่ง 1.1 บาท หรือประมาณร้อยละ 3.6

และยังครองสถิติประเทศที่สกุลเงินแข็งขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน

สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ ที่เพิ่มจาก 1,391.93 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2556

มาเป็น 1,591.65 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2556

เพิ่มขึ้น 200 จุด หรือร้อยละ 14.37 ในช่วงเวลา 2 เดือนครึ่ง

ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างรวดเร็ว และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่พุ่งทะยาน เป็น “อาการ” ที่เห็นชัดเจนที่สุดของเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ

จากข้อมูลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ตามตารางประกอบ) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาหนี้สินต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1,500,000 ล้านบาท

แต่ในจำนวนนี้เป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้สินในภาคธุรกิจที่กู้มาเพื่อลงทุน หรือขยายงานเพียงประมาณ 12,000 ล้านเหรียญ

ที่เหลืออีกเกือบ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เกิดจากธนาคารพาณิชย์และนักค้าเงินต่างประเทศกู้ยืมหรือนำเข้ามา

เพื่อกินส่วนต่างทั้งจากอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และราคาทรัพย์สิน อาทิ หุ้นหรือที่ดิน

ตาม ตารางจะเห็นว่าหนี้สินในภาครัฐ คือทั้งของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้นรวมกันถึงประมาณ 20,000 ล้านเหรียญ หรือ 600,000 ล้านบาท

ทั้งที่รัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ออกไปกู้เงินจากต่างประเทศ

แต่เป็นเพราะเมื่อมีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาซื้อพันธบัตร ตามบัญชีจะบันทึกว่าเป็น “หนี้สินต่างประเทศ”

หนี้สินต่างประเทศที่มาในรูปพันธบัตรนี้เพิ่มขึ้นในส่วนของรัฐบาลเกือบ 12,000 ล้านเหรียญ

และเพิ่มขึ้นในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยเกือบ 8,000 ล้านเหรียญ

ขณะที่หนี้สินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านเหรียญ

เป็นหนี้ระยะยาวที่เพิ่มขึ้น 8,000 ล้านเหรียญ และหนี้ระยะสั้น 10,000 ล้านเหรียญ

วัตถุประสงค์ก็ไม่ได้แตกต่างจากนักลงทุนต่างประเทศแต่อย่างใด

คือนำเงินต้นทุนต่ำจากต่างประเทศเข้ามากินกำไรส่วนต่างในเมืองไทย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมกำไรธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา

ในรายงานผลประกอบการในปี 2555 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ธนาคารกรุงเทพ กำไรสุทธิ 33,021 ล้านบาท เทียบกับปี 2554 ที่กำไร 27,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,684 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.79

ธนาคารกสิกรไทย กำไรสุทธิ 35,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่กำไร 24,225 ล้านบาท หรือร้อยละ 45.55

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กำไร 14,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.87

ธนาคารทหารไทย กำไร 1,605 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 59.97% จากการตั้งสำรองพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 5 พันล้านบาท

ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กำไร 1,580 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.06

ธนาคารทิสโก้ กำไร 3,705 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.44

ธนาคารไทยพาณิชย์ กำไรสุทธิ 40,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.9

ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีกำไรเพิ่มขึ้นรวมกันหลายหมื่นล้านบาท

นักลงทุนต่างประเทศซึ่ง “เข้าฮอสสองต่อ” คือกำไรทั้งค่าเงิน และกำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น

จะกินส่วนต่างจากความเอื้ออารีของธนาคารแห่งประเทศไทยไปแล้วเท่าไหร่

การปล่อยให้เงินทุนระยะสั้นไหลเข้าอย่างเสรีโดยไม่จัดการอะไร หรือไม่มีมาตรการรองรับสกัดกั้น

ในอีกด้านก็คือการส่งเสริมให้เกิดการเก็งกำไรในภาคที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทุกนาทีที่ผ่านไป คือกำไรของธนาคารและนักค้าเงินต่างประเทศ

สิ่งที่ควรทำเมื่อต้องการสร้างแบรนด์   no comments

วันนี้ผู้บริโภคเป็นเสมือนตัวแทนของแบรนด์ เพราะมีอำนาจทางการสื่อสารอยู่ในมือ พอใจหรือไม่พอใจอะไรก็สามารถแชร์ความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียทันที ซึ่งจะสร้างพลังบวกและลบให้แก่แบรนด์ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นแบรนด์ต้องจริงใจ อย่าโกหก เพราะผู้บริโภคสามารถเกิดประสบการณ์ร่วมได้ตลอดเวลา

สำหรับเทรนด์ โฆษณาปีนี้แบ่งเป็น 3 เทรนด์หลัก ได้แก่ 1.More Emotion การสร้างผลงานโฆษณาแต่ละชิ้น อาจจะต้องเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภค ด้วยวิธีการเล่าเรื่องผ่านหนังโฆษณา แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติของสินค้า เช่น นมดัชมิลล์ ชุด Magic for Life ที่นำเอาประโยชน์ของการดื่มนมมาเล่าผ่านความฝันของแต่ละคน

สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ารักและผูกพันกับแบรนด์นั้น ๆ แต่กว่าที่จะทำให้รู้สึกรักแบรนด์ แบรนด์เองก็ต้องแสดงความจริงใจผ่านการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือกิจกรรมอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์แบบยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม มองว่าการสร้างสรรค์โฆษณาแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของแต่ละแบ รนด์ โดยไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ช่องทางการสื่อสารอาจเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะปัจจุบันผู้บริโภครับสื่อมากกว่า 1 ช่องทางในเวลาเดียวกัน ดังนั้น การสร้างงานโฆษณาก็ต้องบูรณาการสื่อในหลากหลายช่องทาง ทั้งโมบาย ออนไลน์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการสื่อสารสูงสุด

“วันนี้ผลงานโฆษณาอาจจะ ไม่ใช่แค่สร้างสรรค์ แปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่า หรือกระตุ้นยอดขายให้แก่แบรนด์นั้น ๆ ด้วย”

สอดรับกับแนวคิดของนายภา วิต จิตกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีอำนาจอยู่ในมือมากขึ้น จากช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้บริโภค ทำให้แบรนด์สินค้าต้องมีความพิถีพิถัน ใส่ใจผู้บริโภคมากขึ้นว่าต้องการอะไร มีรูปแบบและไลฟ์สไตล์แบบใด

“งานโฆษณาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ สร้างการรับรู้เบื้องต้น และผู้บริโภคก็เลือกที่จะเสพคอนเทนต์มากขึ้น และเลือกรับสื่อจากหลากหลายช่องทาง ทำให้รูปแบบวิธีการทำของโฆษณาต้องเปลี่ยนตามไปด้วย”

ตามด้วย 2.Idea with the Story สร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นกับแบรนด์ ด้วยการสร้างเรื่องราว และ 3.More Social โฆษณาหนึ่งชิ้นจากนี้จะไม่ใช่แค่การ Share & Like อีกต่อไป แต่โฆษณาชิ้นนั้นต้องทำให้เกิดการบอกต่อ วันนี้ต้องยอมรับว่าสื่อดิจิทัลมีผลต่อผู้บริโภค ทำให้รูปแบบโฆษณาเปลี่ยนไป จากเดิมหนังโฆษณาจะเป็นตัวหลักที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจ และเกิดการบอกต่อบนออนไลน์ แต่ปัจจุบันออนไลน์กลับเป็นแรงผลักดันให้เกิดการบอกต่อ กลายเป็นกระแส แล้วค่อยย้อนกลับมาที่หนังโฆษณาบนทีวี

ด้านนายวินิจ สุรพงษ์ชัย ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมโฆษณาแอดเฟส (ADFEST) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโฆษณาเปลี่ยนไปจากจำนวนสื่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้รูปแบบงานโฆษณา ครีเอทีฟต้องเปลี่ยนไป เพื่อปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้อง ปีนี้จึงเพิ่มประเภทการตัดสินเป็น 16 ประเภท จากเดิม 14 ประเภท โดยเพิ่ม Effective Lotus หรือผลงานที่ตัดสินจากความคิดสร้างสรรค์และสร้างยอดขาย และ “Mobile Lotus” รูปแบบโฆษณาและการสื่อสารบนมือถือรวมถึงขยายขอบเขตของผู้ส่งผลงานครีเอทีฟ โฆษณาไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง จากที่จำกัดอยู่แค่เอเชีย-แปซิฟิก และยังจัดกิจกรรม ADFEST+D&AD Academy ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปสำหรับครีเอทีฟรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 30 ปี

คาด ว่าปีนี้จะมีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 3,500 ชิ้นงาน ใน 16 ประเภท และจะมีผู้เข้าร่วมจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และตะวันออกกลางกว่า 1,400 คน ทั้งนี้ งาน ADFEST จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 16 โดยปีนี้จัดภายใต้ธีม “คอนเน็กต์ เดอะ ดอตส์ (Connect the dots)” การเชื่อมต่อผู้คน สื่อ ความคิด กลยุทธ์ การตลาด ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ และเครื่องมือทางการสื่อสารให้เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์

ตลาดหุ้นและการลงทุน   no comments

ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงต่จากวานนี้เหตุได้อานิสงส์ตช.พลิกกลับลำมาซื้อสุทธิ แถทภาพรวมตปท.ยังสดใสขานรับต่อเนื่องที่ FED ยันเดินหน้าทำ QE ต่อ หนุนแรงซื้อเข้าหุ้นสื่อสาร-แบงก์ ส่วนบ่ายมีลุ้นเดินหน้าบวกต่อหาดัชนีปรับตัวขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,550 จุด ติด ปัจจัยศก.และการเมืองตปท.ให้แนวรับแรกไว้ที่ 1,540 จุด แนวรับถัด 1,535 จุด แนวต้านไว้ที่ 1,550 จุด

นายทวีรัชต์ มัททวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 1 มีนาคม ดัชนีตลาดหุ้นไทยในการซื้อขายภาคสามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากวานนี้ที่ ดัชนีปรับตัวขึ้นค่อนข้างสูง และนักลงทุนต่างชาติได้กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยโดยกลับมามียอดขายสุทธิ อีกครั้ง  รวมถึงภาพรวมของต่างประเทศที่ยังคงสดใสขานรับปัจจัยบวกต่อเนื่องหลังจากที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED) อกมาระบุว่ามาตรการผ่านคลายเชิงปรัมาณ(QE) ยังมีความจำเป็นต้องดำเนินต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเช้านี้หุ้นที่มีแรงซื้อค่อนข้างสูงเป็นหุ้นในกลุ่มสื่อสารและธนาคาร พาณิชย์

บุกดูโรงงานเกาหลีอีกแหล่งที่น่าลงทุน   no comments

“เสี่ยคุง-ชัยรัตน์ ชูประภาวรรณ” เอ็มดีบริษัท วงศ์บราเดอร์ จำกัด เอ็กซ์คลูซีฟเอเย่นต์ในตลาดประเทศไทย บอกว่า เหตุผลที่เลือกผลิตภัณฑ์ฟิล์มเกาหลี เพราะมาตรฐานการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีทำให้มีสินค้า “ฟิล์มนวัตกรรม” ไม่แพ้ผู้ผลิตจากฝั่งอเมริกา ยุโรป

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตฟิล์ม สินค้าต้องนำเข้าทั้งหมด อยู่ที่ว่าจะนำเข้าจากมุมไหนของโลก บุคลิกของโรงงานฝั่งอเมริกา-ยุโรปขาดความยืดหยุ่น ต้องสั่งซื้อสินค้าตามแค็ตตาล็อก ขณะที่โรงงานโซนเอเชียยืดหยุ่นกว่า

แต่ก็พบว่าโรงงานในเอเชียมีเพียง 2-3 ประเทศคือ จีน ไต้หวัน เกาหลี เมื่อลึกลงรายละเอียดการผลิตฟิล์มจะเป็นสินค้าที่ใช้สารเคมี ซึ่งเกาหลีมาตรฐานธุรกิจสารเคมีเก่งกว่า ตอบโจทย์ความต้องการฟิล์มคุณภาพเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวในกรณีสินค้า ต่ำมาตรฐานในภายหลัง

เมื่อเลือกประเทศเจ้าของเทคโนโลยีผู้ผลิตฟิล์ม ได้แล้ว สิ่งที่ “วงศ์บราเดอร์” ต้องทำงานต่อก็คือการสร้างแบรนด์และถักทอเครือข่ายผู้บริโภคที่จะเข้าถึงการ ใช้ฟิล์มเกาหลีให้ได้มากที่สุด คำตอบสุดท้ายออกมาเป็นแบรนด์ “แมกซ์ม่า-MAXXMA” ที่คุ้นตาเป็นอย่างดีในตลาดเมืองไทย

SKC = ปตท.เมืองไทย

ฟิล์มเกาหลีที่วงศ์บราเดอร์นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ผลิตโดย SKC Group คำถามคือ…เขาเป็นใคร

พบ คำตอบว่า SKC กรุ๊ปเป็นองค์กรเอกชนที่มีธุรกิจหลัก 2 วงการคือ ปิโตรเคมีกับเทเลคอม สายธุรกิจปิโตรฯของเขาเทียบเท่ากับ “ปตท.” ในเมืองไทย ตอนหลังมีบายโปรดักต์ที่เหลือจากธุรกิจปิโตร จึงมีการแตกบริษัทลูกออกมาทำผลิตภัณฑ์ฟิล์ม

อาณาจักร SKC กรุ๊ปที่นำเสนอข้อมูลคือ ณ ปี 2010 มีรายได้รวม 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสินทรัพย์รวม 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ พนักงาน 1,456 คน มีบริษัทในเครือ ได้แก่ SK telesys, SK HASS, SKC COLON PI, SKC airgas, SKW มีบริษัทร่วมทุนทั่วโลก กระจายฐานผลิตไปยัง SKC U.S.A., SKC Europe, SKC Japan เป็นต้น

สถานะทำกำไรเฉลี่ยปีละ 15-20% มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จากขนาดตลาดทั่วโลก 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โฟกัส ตลาดวินโดว์ฟิล์มหรือฟิล์มติดกระจก-ติดอาคาร ณ ปี 2010-2011 มีรายได้ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2012 รายได้ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ น่าสนใจว่าภายใน 2015 ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับจะโตก้าวกระโดด 5 เท่าภายใน 3 ปี

กล่าวสำหรับประเทศไทย ทาง SKC กรุ๊ปมองว่าเป็นตลาดใหญ่เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน “วงศ์บราเดอร์” ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลตลาดเมียนมาร์และ สปป.ลาวด้วย…ถ้าต้องการจะทำ

รุกตลาดฟิล์มเกรดพรีเมี่ยม

“เรื่อง ความสามารถแข่งขันกับฟิล์มนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ ผมไม่ค่อยห่วง เพราะเรากับ SKC ทำวิจัยและพัฒนาสินค้าร่วมกันตลอด เช่น พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยตอนนี้น่าจะทำสินค้าที่มีรุ่นแบบไหน สียังไง ตอบโจทย์อะไรบ้าง ทำให้สอดคล้องกับตลาดเมืองไทย” คำกล่าวของเอ็มดีวงศ์บราเดอร์นำไปสู่ไอเท็มผลิตภัณฑ์ฟิล์มแบรนด์ MAXXMA ที่มี 3 ตลาดหลักด้วยกันคือ ตลาดฟิล์มประหยัดพลังงาน ป้องกันความร้อน, ตลาดรองคือฟิล์มนิรภัยกับฟิล์มตกแต่ง และฟิล์มป้องกันสีรถ (เคลียร์การ์ด)

“เหตุผล ที่เลือกฟิล์มของ SKC ซึ่งแพงกว่าจีนก็เพราะผมรีโมเดลธุรกิจหันมาเจาะตลาดพรีเมี่ยมมากขึ้น จึงต้องเน้นคุณภาพของฟิล์ม กับเน้นการทำมาร์เก็ตติ้งให้มากขึ้น”

ทุก วันนี้ฟิล์มประหยัดพลังงานแมกซ์ม่ามีเครือข่ายดีลเลอร์กระจายทั่วประเทศ 200-250 ราย ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 300 รายการมีเครือข่ายดีลเลอร์มากขึ้น ย่อมหมายถึงสร้างโอกาสเข้าถึงการใช้ฟิล์มให้กับผู้บริโภคโดยตรง