Archive for September, 2013

ป.ป.ช.มีมติส่งแนวทางป้องกันการทุจริตโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนลบ.ให้รัฐบาล   no comments

นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงถึงแนวทางและมาตรการของ ป.ป.ช. ในการป้องกันการทุจริตโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย วงเงิน 3.5 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์เห็นชอบตามข้อเสนอแนะของอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริต ในการส่งข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามาตรการป้องกันการ ทุจริตและความเสียหายของทางราชการในการดำเนินโครงการดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 19 (11) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

 

เนื่องจาก ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก และมีจุดเสี่ยงหลายจุด พร้อมยืนยันมติ ป.ป.ช.ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับการประชุมผู้นำน้ำโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงไม่ได้เป็นการกล่าวหารัฐบาลว่าอาจมีการทุจริต แต่เพื่อให้มีการปรับปรุงการใช้งบประมาณให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 19(11) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร

 

“การเสนอแนะมาตรการการป้องกันทุจริตให้รัฐบาลเพราะมีความห่วงใยและไม่ได้ขัดขวางโครงการ แต่ต้องการให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ มีความโปร่งใส ส่วนรัฐบาลจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะพิจารณา” นายกล้านรงค์กล่าว

 

ด้านนาย พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาลมี ลักษณะที่เร่งรีบและรวบรัดเมื่อเทียบกับการดำเนินโครงการตามปกติการคัดเลือก ผู้รับจ้าง หรือการแข่งขันของบริษัทที่ยื่นข้อเสนอมีไม่มากเท่าที่ควร

 

อีกทั้งการจ้างเหมายังเป็นการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จในรูปแบบdesign build เป็นการกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบทั้งการออกแบบและก่อสร้างในแต่ละโมดูล การรวมงานที่มีลักษณะที่หลากหลาย ดำเนินการในพื้นที่หลายแห่ง และที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ให้มาอยู่ในสัญญาเดียวกัน มีแนวโน้มทำให้การตรวจรับงาน การควบคุมงาน และการเบิกจ่ายมีความยุ่งยากมากขึ้น ผู้ว่าจ้างจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์อย่างสูง หากทางราชการไม่สามารถรองรับงานเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้

 

ดัวยเหตุนี้จึงได้มีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยงข้องพิจารณาดังนี้คือ ในการพิจารณาคัดเลือกผู้รับจ้าง ควรกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้ชัดขึ้นเพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปด้วยความโปร่งใส

 

ส่วนการทำสัญญาจ้างไม่ควรรวมงานที่มีความหลากหลายทั้งในแง่ของลักษณะงานและในด้านพื้นที่ก่อสร้างไว้ในสัญญาเดียวกัน ควรแสกสัญญาเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ และการกำกับโครงการและตรวจรับงาน ควรมอบหมายหน่วยงานราชการที่มีภารกิจเกี่ยวข้องโดยตรงเป็นผู้รับผิดชอบ มีกลไกตรวจสอบงานแบบ check and balance เพื่อป้องกันการทุจริต รวมทั้งควรให้เครือข่ายภาคเอกชนต่อต้านการคอรัปชั่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินโครงการ

 

วานนี้นายเมธีครองแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริต ได้สรุปแนวทางและมาตรการป้องกันการทุจริตโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยหนังสือสรุปแนวทางและมาตรการป้องกันดังกล่าวมีประมาณ 10 หน้า ชี้จุดเสี่ยง 7-8 จุด ตั้งแต่เริ่มโครงการ การเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจุดใหญ่จะมีเรื่องความเสียหายที่มาจากความไม่พร้อมในเรื่องของที่ดิน กรรมสิทธิ์ที่ดิน

คมความคิดจากรัฐบาลญี่ปุ่น   no comments

ใน ขณะที่ นายไพสิฐ ตัณฑุลพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าวว่า ตามแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศของ กฟผ.นั้น เทคโนโลยีไม่แตกต่างจากที่ญี่ปุ่นใช้ แต่การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นจะต้องอยู่ในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น ทะเล เพราะต้องใช้น้ำมากในกระบวนการหล่อเย็น ฉะนั้น จะต้องมีระบบขนถ่ายถ่านหินที่เหมาะสม มีระบบสายส่งรองรับ จึงเป็นเหตุผลที่ กฟผ.มีพิ้นที่เป้าหมาย คือ จังหวัดกระบี่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่และซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าแล้ว

“การ สร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินในไทยมีข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ในการศึกษาทุกโครงการของ กฟผ.มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยที่มั่นใจได้ว่า กฟผ.จะดูแลโรงไฟฟ้าให้มีผลกระทบน้อยที่สุด”

นายฮิโรมิ ซาซากิบาระ ผู้จัดการทั่วไปและผู้จัดการกลุ่มปฏิบัติการฝ่ายธุรกิจนานาชาติ บริษัทจูบุ อิเลคทริค พาวเวอร์ กล่าวว่า เหตุผลของการเลือกพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น เพราะไม่ต้องการพึ่งพาเชื้อเพลิงใดเป็นหลัก รวมถึงเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เทียบกับน้ำมันนั้นมีราคาถูกกว่าการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงถึง 3 เท่า หรือมีต้นทุนที่เทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์

ในขณะเดียว กัน มีข้อเสียคือต้องมีมาตรการต่อสิ่งแวดล้อมที่มากกว่าการใช้น้ำมัน ต้องควบคุมมอนิเตอร์ตรวจสอบค่า NOX และ SOX ไม่ให้เกินค่าที่กฎหมายกำหนด

“ก่อน ที่จะก่อสร้างใช้เวลาทำความเข้าใจกับประชาชถึง 15 ปี บริษัทเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ ใช้งบฯติดตั้งระบบกำจัดมลพิษและดูแลสิ่งแวดล้อมถึง 25% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด กำหนดให้ต้องมีพื้นที่สีเขียว 25% ทีมงาน

ต้อง นำอุบัติเหตุหรือความผิดพลาดเดิมมาศึกษาวิจัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดอีก รวมถึงญี่ปุ่นจะไม่มีการตั้งกองทุนเพื่อชุมชน แต่ใช้วิธีชดเชยให้ชุมชนในรูปแบของภาษี”

นายฮิโรมิให้ข้อมูลถึง กฎหมายญี่ปุ่นที่กำหนดว่า การจะสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ไหนรัฐบาลต้องมีงบประมาณลงมาในพื้นที่นั้นเพื่อ เยียวยาผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าเฮกินัน รัฐบาลกลางของญี่ปุ่นให้งบประมาณแก่เมืองเฮกินันและเมืองใกล้เคียงจำนวน 5 พันล้านเยน และบริษัทผู้พัฒนาโรงงานไฟฟ้าต้องจ่ายภาษีสินทรัพย์คงที่แก่ท้องถิ่นปีละ 2-5 พันล้านเยน ซึ่งประชาชนในพื้นที่ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าให้นำไปสร้างโรงพยาบาล

Written by admin on September 9th, 2013

Tagged with , ,