Archive for the ‘การทำธุรกิจ’ Category

ค่าบาทระดับในระดับเหมาะสม   no comments

“เราไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการลดดอกเบี้ย หรือออกมาตรการใด ๆ และไม่ได้พูดถึง แต่ ธปท.ยืนยันมีเครื่องมือหลายอย่างที่พร้อมใช้ดูแลค่าเงินบาท ซึ่งดอกเบี้ยนโยบาย หรือมาตรการที่ทำให้เงินไหลเข้า-ออกช้าลง จนถึงมาตรการระงับการไหลเข้าของเงินทุนก็ล้วนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแล แต่หากถามว่าจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินบาทหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เชื่อว่า ธปท.ดูแลใกล้ชิดอยู่แล้ว”

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 29.00-30.00 บาท/ดอลลาร์ ถือเป็นระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม และมีความใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซียที่แข็งค่า 2.8-2.9%

 

หอการค้าดอดพบผู้ว่า ธปท.หารือมาตรการดูแลผู้ส่งออก แนะ ธปท.ดูแลค่าบาทให้เคลื่อนไหวมีศักยภาพไม่ผันผวน ใกล้เคียงภูมิภาค พร้อมหาวิธีนำเงินสกุลท้องถิ่นมาใช้ในการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่จำเป็น ต้องแลกเป็นดอลลาร์

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ทางหอการค้าไทยอยากเห็นค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนมากเกินไป และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ทำให้เอกชนแข่งขันได้

นอกจากนี้ อยากให้ ธปท.หาวิธีการนำเงินสกุลท้องถิ่นมาใช้ในการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านโดย ตรง ไม่ต้องแลกเป็นดอลลาร์สหรัฐก่อนเหมือนในปัจจุบัน ส่วนการส่งออกปีนี้จะทำได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ 8-9% หรือไม่ ต้องขอติดตามดูตัวเลขไตรมาส 2/2556 ก่อน

 

GDP เติบโตปลายปีนี้   no comments

 

นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระจากต่างประเทศเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีข้อมูลในการตรวจสอบที่ชัดเจน ทางกระทรวงจึงควรประสานงานและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะข้อสรุปในการเรียกตรวจรถบางส่วน ที่นำเข้ามาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กว่า 2,000 คันและยังไม่ได้จดทะเบียนซึ่งได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วว่าจะมีขั้นตอนการ เรียกรถมาตรวจสอบอย่างไร

 

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำรถเข้าไปตรวจสอบ ใช้เวลาตรวจและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 45 วัน แม้การตรวจค่าไอเสียทำได้เร็วขึ้นจริง แต่เอกสารที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนต้องรอนานเกินไป

 

ปกติรถนำเข้าจาก ต่างประเทศผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานต่าง ประเทศที่มีมาตรฐานสูงยืนยันอยู่แล้วจึงเกิดคำถามว่าการตรวจค่าไอเสียนั้น เป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 

ผลกระทบจากรัฐบาลเข้มงวดกับบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ตั้งแต่ปรับวิธีคำนวณภาษีใหม่ ทำให้รถแต่ละคันมีต้นทุนภาษีสูงขึ้น และใช้มาตรการคุมเข้มจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับเกณฑ์การปล่อยไอเสีย หากไม่ผ่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรถนำเข้าค้างอยู่ที่ท่าเรือกว่า 2,000 คัน กระทบธุรกิจรถยนต์นำเข้าเป็นหมื่นล้านบาท

จนล่าสุดสมาคมผู้นำเข้าและ จำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวง อุตสาหกรรมเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบด้วยการร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่รถมา ถึงที่ท่าเรือ การตรวจมาตรฐานไอเสียโดยสถาบันยานยนต์ จนถึงการจดทะเบียนรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบก จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 90 วัน ให้ลดเหลือเพียง 10 วัน

พร้อมทั้งปรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบค่าไอเสีย สำหรับรถยนต์เบนซินจากเดิมคันละ 120,000 บาท เหลือ 44,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังคงอัตราเดิม 40,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

แต่เกณฑ์ที่ผ่อนปรนนี้ บรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระหลายรายก็ยังมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ

 

“เรามองว่าการจะออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้จริงและมีผลทันทีเราเป็นห่วงไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่ขั้นตอนการตัดสินใจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐ ควรทำได้ทันทีเพราะการรอความชัดเจนนานถึง 3 เดือนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก อนาคตประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน”

เช่นเดียวกับนางสาวชลลธรศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือบีอาร์จี ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์อิสระ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐผ่อนเกณฑ์ แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่

และสถาบันยานยนต์ระบุว่าสามารถตรวจสอบรถได้แค่ 8 วันต่อคัน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่รอการจดทะเบียนจำนวนมาก จึงน่าจะมีการเพิ่มสถานที่ในการตรวจและเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบ การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น

ขณะที่นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ลูกค้ารถนำเข้าลดน้อยลง แต่สำหรับบริษัทนั้นถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้ายังมีความเชื่อมั่น เพราะในสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นระบุว่ารถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากบริษัทจะต้องได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ถือเป็นการรับประกันที่ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ทั้งนี้เมื่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรถนำเข้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการผ่อนปรนของกระทรวงอุตฯ โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาระบุเองนั้น ทางสมาคมยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจสูงสุดเรื่องนี้คือ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งที่ผ่านมา สมอ.เปลี่ยนแปลงเลขาธิการบ่อยมาก คนที่แล้วมาอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบค่าไอเสีย แม้จะลดราคาลง แต่หากต้องทำ 3-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ต้นทุนก็เพิ่มอยู่ดี เท่ากับไม่ได้สิทธิ์นั้น ๆ ในขณะที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่รถนำเข้าทุกคันจะมีใบกำกับการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะใช้ทดแทนได้เพราะมาตรฐานจากต่างประเทศสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สมาคมจะต้องเร่งผลักดันยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ซึ่งวันนี้รถที่ตรวจผ่านยังต้องรอใบอนุญาตเพื่อใช้จดทะเบียน และการตรวจนั้นรถรุ่นเดียวกัน สเป็กเดียวกัน ตรวจคันเดียวสามารถครอบคลุมทุกคันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้น จำนวนรถนำเข้าที่มีจำนวนมากมาย ต้องนำมาตรวจทุกคัน สถาบันยานยนต์ สมอ. คงรองรับไม่ไหวแน่นอน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อปัญหาการนำเข้ารถยนต์ เห็นชอบแก้ไขกฎระเบียบการตรวจสอบและอนุญาตรถเกรย์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ได้แก่ ร่นเวลาการตรวจสอบจากท่าเรือ จนถึงกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากเดิม 90 วันเหลือเพียงไม่เกิน 10 วัน ในกรณีที่มีเอกสารทุกอย่างครบ และสถาบันยานยนต์จะลดค่าใช้จ่ายการทดสอบค่ามลพิษ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป

แก้กฎกระทรวงคุมการลงทุน   no comments

 

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะมีการกำหนดด้วยการระบุถึงประเภทโรงงานอุตสาหกรรมที่ห้าม มีการตั้งหรือขยายในบริเวณดังกล่าว เช่น โรงงานที่มีวัตถุอันตราย หรือโรงงานที่ก่อให้เกิดกากของเสียในปริมาณมาก เพื่อป้องกันโรงงานที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดมลพิษต่อลุ่มน้ำ ได้ อย่างไรก็ตาม อาจมีการระบุถึงโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นให้ตั้งใน บริเวณลุ่มน้ำได้ เช่น อุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ หรืออุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยการขนส่งริมน้ำ เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ คณะทำงานจะมีการประชุมหารือเพื่อวางหลักเกณฑ์สำหรับการตั้งโรงงานในพื้นที่ ใกล้แม่น้ำอีกครั้ง เมื่อได้ข้อสรุปจะมีการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวหารือร่วมกับคณะพหุภาคี ที่ประกอบด้วยกระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำ และชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการประกาศใช้เป็นประกาศกระทรวง หรือเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เพื่อดำเนินโครงการอุตสาหกรรมรวมใจภักดิ์ รักษ์แม่น้ำ ที่เชิญชวนให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลัก 6 สายได้ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ คือแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำลำตะคอง ทะเลสาบสงขลา และแม่น้ำบางปะกงนั้น ล่าสุดทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มสำรวจเริ่มต้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ตั้งแต่ช่วงจังหวัดนครสวรรค์ ลงมาจนถึงปากแม่น้ำของจังหวัดสมุทรปราการ มากำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการบังคับใช้ เพื่อไม่ให้โรงงานที่จะก่อสร้างใหม่หรือขยายโรงงานตั้งในพื้นที่ใกล้แม่น้ำ ในระยะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดไว้

สำหรับเกณฑ์เบื้องต้นที่จะ กำหนดห้ามตั้งโรงงานใหม่หรือขยายใกล้กับพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลักนั้น คือ 1) จะวัดจากค่าความสกปรกของบ่อน้ำเสียก่อนที่จะปล่อยออกจากโรงงานลงสู่แหล่งน้ำ สาธารณะ หากมีค่าความสกปรกเกินร้อยละ 20 จะถูกสั่งห้ามตั้งโรงงานใหม่หรือขยายโรงงาน 2) การตั้งโรงงานใหม่ต้องมีระยะห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 ด้านซ้าย-ขวา ด้านละ 2 กิโลเมตร แต่ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า หากเกิดกรณีตลิ่งริมน้ำพังเสียหายจะต้องวัดจากจุดใดแทน เพราะอาจจะทำให้ระยะห่างอาจจะไม่ถึง 2 กิโลเมตรตามที่กำหนด ซึ่งในประเด็นนี้จะต้องมีการประชุมหารืออีกครั้ง เพื่อสรุปกรอบหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน

“จากที่ลงสำรวจพื้นที่ล่าสุด ปัจจุบันมีโรงงานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีน้ำทิ้งเกิน 50 ลูกบาศก์เมตร ประมาณ 1,700 โรง โดยในจำนวนนี้มีโรงงานที่ปล่อยน้ำทิ้งเกิน 500 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 88 โรง ทั้งนี้ มีโรงงานขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) อีกประมาณ 100 โรง

ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเมื่อมีการประกาศ ใช้แล้วจะไม่มีผลย้อนหลังกับโรงงานที่มีการตั้งไปแล้วก่อนหน้าที่มีการ ประกาศ แต่สำหรับโรงงานใหม่นั้นจะต้องปฏิบัติให้ได้ตามหลักเกณฑ์นี้ ซึ่ง ก.อุตสาหกรรมต้องจริงจังมากขึ้น เพื่อให้โรงงานสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างไม่มีปัญหาเหมือน ที่ผ่านมา”

 

สำหรับโครงการ อุตสาหกรรมรวมใจภักดิ์ รักษ์แม่น้ำ กระทรวงอุตสาหกรรมมีเป้าหมายในการฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำอย่างเร่ง ด่วน และรณรงค์เพื่อปลุกจิตสำนึกด้วยการสร้างความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายชุมชน รวมถึงผู้ประกอบกิจการโรงงานในกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ความสำคัญและหันมาดูแล รักษา และฟื้นฟูแหล่งน้ำ อันจะก่อให้เกิดการฟื้นแบบบูรณาการ โดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 2 ปี (2555-2557)

อุตสหกรรมโรงไฟฟ้าท้ายเขื่อน   no comments

ประเทศ ไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังเขื่อนท้ายน้ำรวม 48.7 เมกะวัตต์ ขณะที่ยังเหลือโครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นโครงการนำร่องแห่งสุดท้ายที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตามกำหนดโครงการแห่งนี้จะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2558 และมีกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์

2.โครงการที่อยู่ระหว่างการประกวดราคาจำนวน 2 แห่ง คือ เขื่อนกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง และเขื่อนคลองตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้ง 2 แห่งกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2559 และมีกำลังการผลิตรวม 8 เมกะวัตต์ และ 3.โครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มทุนจำนวน 23 แห่ง กำลังการผลิตรวม 77.2 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2561-2573
นายวิบูลย์ พงศ์เทพูปถัมภ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กฟผ.มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานทั้งหมด 31 แห่ง กำลังการผลิตรวม 163.9 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1) โครงการนำร่อง 6 แห่ง มีกำลังผลิตรวม 78.7 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ 388.17 ล้านหน่วยต่อปี ใช้เงินลงทุนรวม 4,486 ล้านบาท โดยในปี 2556 จะมีโครงการนำร่องจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) จำนวน 4 แห่ง กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 36.7 เมกะวัตต์ ได้แก่ 1.เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนมิถุนายน 2.เขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี กำลังการผลิต 12 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนกรกฎาคม 3.เขื่อนนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก กำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนตุลาคม และ 4.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี กำลังการผลิต 6.7 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนธันวาคม

เมื่อนำการผลิตใหม่ในปีนี้รวมกับ กำลังผลิตไฟฟ้าจากโครงการนำร่องในเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2555 จำนวน 12 เมกะวัตต์ จะส่งผลให้ในปี 2556

“โครงการที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาต่อไปได้ต้องคุ้มทุนมากกว่าพลังงานทดแทนจากลม ซึ่งมีต้นทุน 5-6 บาทต่อหน่วย ขณะนี้พบว่าโครงการที่ศึกษาแล้วเข้าเงื่อนไขมีแห่งเดียว คือ เขื่อนผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการ กฟผ.พิจารณาต่อไป ส่วนโครงการอื่น ๆ ที่กำลังศึกษาพบว่ามีต้นทุนการผลิตอยู่ระหว่าง 6-7 บาทต่อหน่วย ซึ่งมากกว่าพลังงานลม จึงต้องรอเวลาเพื่อให้คุ้มทุนมากขึ้นต่อไป” นายวิบูลย์กล่าว

นายชัชชม ชมประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนจัดสรรน้ำ สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแผนงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนแล้ว 118 แห่ง กำลังผลิตรวม 178.2 เมกะวัตต์ เป็นโครงการของ กฟผ. 33 แห่ง กำลังผลิต 163.9 เมกะวัตต์ และโครงการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 87 แห่ง กำลังการผลิต 14.3 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนของ กฟภ. 19 แห่ง และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่ประตูน้ำ-อ่างน้ำของ กฟภ.จำนวน 68 แห่ง

“โครงการ ส่วนของ กฟภ.ยังไม่มีแห่งใดเริ่มก่อสร้าง และตอนนี้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กที่ ประตูระบายน้ำและอ่างเก็บน้ำของชลประทานทั่วประเทศระหว่างกรมชลประทาน กฟภ. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ลงนามไว้เมื่อปี 2553 ได้หมดอายุลงแล้ว เร็ว ๆ นี้ จึงต้องมีการลงนามเอ็มโอยูกันใหม่อีกครั้ง” นายชัชชมกล่าว

นายวีรศักดิ์ ศรีกาวี
ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล-ปฏิบัติการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนภูมิพลสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 9 เดือนต่อปี ยกเว้นช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมที่น้ำเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนมีความสูงใกล้เคียงกันมากจนไม่สามารถเดินเครื่องได้

หลังเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 พบว่าโรงไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 1 ล้านหน่วยต่อเดือน หรือประมาณ 10 ล้านหน่วยต่อปี น้อยกว่าเป้าหมายที่ 61.75 ล้านหน่วยต่อปี เพราะอุปกรณ์ยังไม่เสถียร ส่วนสาเหตุที่โรงไฟฟ้าเดินเครื่องช้ากว่าที่กำหนดไว้ในปี 2553 เพราะติดปัญหาด้านการก่อสร้างและด้านเทคนิค

การลงทุนในตลาดทองคำ   no comments

กลยุทธ์การลงทุน วายแอลจีมีมุมมองว่า ราคาทองคำยังมีการเคลื่อนไหวผันผวน คาดการณ์ว่าราคาทองคำพยายามรักษาระดับราคา โดยถ้าราคามีการปรับตัวลดลงและไม่หลุดแนวรับนักลงทุนยังสามารถเข้าซื้อทองคำ เพื่อลงทุนระยะสั้นจากการแกว่งตัวของราคาทองคำ ซึ่งคาดการณ์แนวรับที่ระดับราคา 1,450 หรือ 1,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือแนวรับได้ราคามีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ ระดับราคา 1,485 หรือ 1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์แต่หากราคาทองคำหลุดแนวรับ 1,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0-0.1% ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด พร้อมกับยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการเพิ่มฐานเงินที่อัตรา 60-70 ล้านล้านเยนต่อปีเพื่อเพิ่มปริมาณเงิน โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นจะอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งมีเป้าหมายที่จะจัดการกับภาวะเงินฝืด อย่างไรแล้วราคาทองคำไม่ได้ขยับขึ้นรับข่าวดังกล่าวเนื่องจากผลการประชุม เป็นไปตามคาดการณ์ และราคาทองคำได้มีการปรับตัวขึ้นรับกระแสข่าวดังกล่าวไปแล้ว อย่างไรแล้ว ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจากรัฐบาลซีเรียอาจใช้อาวุธเคมีกับกองกำลังฝ่ายตรง ข้าม อันเนื่องมาจากความขัดแย้งภายในประเทศ โดยทำเนียบรัฐบาลสหรัฐระบุว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐประเมินด้วยความมั่นใจในระดับหนึ่งว่ารัฐบาลทหารของ ซีเรียใช้อาวุธเคมีครอบคลุมพื้นที่ขนาดเล็ก โดยเฉพาะสารเคมี Sarin ซึ่งความกังวลดังกล่าวทำให้นักลงทุนจับตาดูเสถียรภาพในอ่าวอาหรับ ทั้งนี้ราคาน้ำมันดับที่ปรับตัวสูงขึ้นได้รับแรงหนุนให้กับราคาทองคำ  ขณะที่ราคาทองคำกำลังเผชิญกับแรงขายทำกำไรเมื่อราคาขยับขึ้นทดสอบโวนแนวต้าน ที่ระดับ 1,485-1,504 โดยผู้ที่ซื้อทองคำที่ระดับราคาต่ำก่อนหน้านี้ อาจจะมีการขายทำกำไรออกมาส่งผลให้เมื่อราคาทองคำขยับขึ้นยังคงเห็นแรงขายใน ตลาดทองคำ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำมีการแกว่งตัวเคลื่อนไหวผันผวน เบื้องต้นวายแอลจีประเมินว่า หากราคาทองคำยืนเหนือบริเวณ 1,450-1,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณ 1,485 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยยังเน้นกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นและทำกำไรจากการแกว่งตัวหากราคาทองคำ สามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้มีโอกาสที่ราคาจะขึ้นทดสอบแนวต้านด้านบน แต่หากไม่สามารถยืนได้ราคาก็มีโอกาสอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,425 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

จับตาตลาดหุ้นร้อน   no comments

ส่วน ปัจจัยในต่างประเทศ ได้แก่ ความกังวลเรื่องมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ของประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ จะยังคงมีต่อเนื่องหรือไม่ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางของบางประเทศส่งสัญญาณว่าอาจจะยกเลิกมาตรการแล้ว ดังนั้นหากเกิดขึ้นก็จะส่งผลให้สภาพคล่องของเม็ดเงินในระบบหายไปอย่างมาก

“ประเมิน กรอบการแกว่งตัวของดัชนีในไตรมาส 2 นี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,450-1,550 จุด แต่ไม่น่าจะขึ้นไปสูงกว่าระดับ 1,600 จุด เพราะนับตั้งแต่นี้ การซื้อขายจะเข้าสู่บรรยากาศการลงทุนที่อ่อนตัวลงแล้ว หลังจากร้อนแรงมานาน” นายสุกิจกล่าว

ความเห็นของ “วิกิจ ถิรวรรณรัตน์” ผู้อำนวยการสายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ถอนเงินลงทุน (Exit Strategy) ออกจากตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศอาจจะยุติการอัดฉีดสภาพคล่อง เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐอาจพิจารณายุติการใช้มาตรการ QE เร็วขึ้น ส่วนธนาคารกลางของญี่ปุ่น อาจใช้มาตรการนี้ถึงแค่ปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น จึงอาจมีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากตลาดหุ้นได้

โดยบัวหลวงประเมินเป้า หมายดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปีนี้ว่า จะอยู่ที่ระดับ 1,640 จุด แต่ถ้าตลาดหุ้นกลับหัวลง ก็คาดว่าไม่น่าจะหลุดเกินกรอบแนวรับ 1,450 จุด

ด้าน “เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่า ยังเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทย และปีนี้น่าจะซื้อสุทธิแต่จะไม่สูงนัก เพราะตอนนี้ส่วนต่างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นกับพันธบัตรมีเพียง 3% ลดลงจากช่วงที่ผ่านมามีส่วนต่างตรงนี้ประมาณ 5.3-5.4%ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไม่น่าสนใจ

“หลังจากนี้หากดัชนีตลาด หุ้นปรับฐาน ก็อาจมีความเป็นได้ว่าจะมีเม็ดเงินโยกเข้ามาลงทุน ผลักดันให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้” นายเทิดศักดิ์กล่าว

ขณะที่ผลสำรวจ จากสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์รอบล่าสุด แนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นว่า ให้รอจังหวะซื้อหุ้นในช่วงที่ดัชนีปรับฐาน โดยเน้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีผลตอบแทนในเงินปันผลที่สูง รวมทั้งได้รับประโยชน์จากโครงการของทางภาครัฐ ซึ่งอิงการลงทุน การบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

ร้อน ๆ หนาว ๆ กับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้กันเป็นแถว ช่วงก่อนสงกรานต์ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลุดระดับ 1,500 จุด มีแรงเทขายโกยกำไรกันออกมา ขอถือเป็นเงินสดก่อน เพราะสถานการณ์ทั้งต่างประเทศและในประเทศไม่มีอะไรแน่นอน ซึ่งในช่วงไตรมาสแรก หลังดัชนีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,601.34 จุด เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ปรับขึ้นประมาณ 210 จุด หรือ 15% จากสิ้นปี 2555 ที่ดัชนีอยู่ที่ 1,391.93 จุด

แต่หลังจากทำนิวไฮ นักลงทุนก็เริ่มหวาดหวั่น โดยเฉพาะหุ้นเล็กหุ้นกลางที่ขึ้นร้อนแรง ใครที่ถือไว้ก็เทขายทำกำไรออกมาก่อน บ้างก็เข้ามาทยอยซื้อเก็บ บวกกับข่าวที่อึมครึมเรื่องมาตรการป้องปรามหุ้นร้อน การสกัดเงินไหลเข้าที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น ตลาดหุ้นจึงแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดจนถึงช่วงเมษายนที่หลุดลงมายืนอยู่ที่ 1,490.25 จุด ณ (10 เม.ย.)
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นผันผวน แต่มูลค่าการซื้อขาย(วอลุ่ม) คึกคักเฉลี่ยวันละ 6.2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ตั้งไว้ถึง 1 เท่า ซึ่ง “จรัมพร โชติกเสถียร” ผู้จัดการตลท. บอกว่าตลาดหุ้นไทยมีวอลุ่มสูงสุดในอาเซียน และสูงกว่าอันดับ 2 คือสิงค์โปร์ถึง 20% วอลุ่มที่สูงๆจะช่วยดึงดูดต่างชาติมากขึ้น ประกอบกับช่วงที่ตลาดหุ้นปรับลงเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้ค่าพี/อี (ระดับราคาปิดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น) อยู่ที่ 13.7 เท่า

ขณะที่นักลง ทุนส่วนใหญ่ต่างก็จับจ้องว่า หลังเทศกาลสงกรานต์ ตลาดหุ้นเปิดมาจะวิ่งเป็นกระทิงต่อหรือเป็นตลาดหมีซึมเซา “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมมุมมองของนักวิเคราะห์โบรกเกอร์ต่อทิศทางตลาดหุ้นในช่วงกลางปีจาก นี้ไป มานำเสนอมุมมองของ “สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่า ตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้ จนถึงปลายปี”56 มีทิศทางอ่อนตัวลงชัดเจนขึ้น หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 เดือน (6 มิ.ย. 55-29 มี.ค. 56) เกือบ 40%

สำหรับปัจจัยลบที่มีผลต่อตลาดหุ้น ถ้าดูในประเทศ ได้แก่ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท หากมีข้อถกเถียง จะทำให้โครงการต่าง ๆ ล่าช้าไปอีก ส่งผลต่อกลุ่มบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ได้ประโยชน์จากโครงการต่าง ๆ ก็จะถูกประเมินมูลค่าหุ้นใหม่

กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมีอัตราผลตอบ แทนจากเงินปันผลสูงที่สุด 3 อันดับแรกในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ประเมินอัตราผลตอบแทนไว้ที่ 4.74% กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดไว้ที่ 4.34% และกลุ่มปิโตรเคมี คาดอยู่ที่ 4.04%

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่คาดว่า จะมีการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) สูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดจะเติบโตเฉลี่ยที่ 37.41% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เติบโตเฉลี่ยที่ 33.42% และกลุ่มธนาคาร เติบโตเฉลี่ยที่ 24.84%

อย่างไรก็ตามหลังเปิดสงกรานต์ ตลาดหุ้นก็มีข่าวกำไรไตรมาสแรกของกลุ่มแบงก์ที่จะทยอยประกาศออกมา ซึ่งนายแบงก์ “นายสุภัค ศิวะรักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมิน

ผลประกอบการกลุ่มแบงก์ในไตรมาสแรกนี้ว่า กำไรก่อนตั้งสำรองยังน่าจะออกมาดี แต่ส่วนใหญ่เวลาแบงก์มีกำไรเยอะ ๆ จะถือโอกาสดึงเงินกำไรออกมาตั้งสำรองเพิ่มกันอีก เผื่อไว้ในช่วงที่ข้างหน้าเศรษฐกิจลง และเชื่อว่าตลาดหุ้นยังขึ้นไปได้อีก

เสียง สะท้อนทั้งจากโบรกเกอร์และนายแบงก์อ่านตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ ยังต้องเกาะติดปัจจัยรอบตัวให้ทันการ เพื่อจับจังหวะการลงทุนทั้งเข้าและออกเพื่อลดความเสี่ยง และไม่ให้เงินกำไรหดหายไป

การขยายตลาด   no comments

ใน แง่ของการเพิ่มแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ปัจจุบันที่ยูนิลีเวอร์ถือเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแบ รนด์มากที่สุดก็ว่าได้ด้วยจำนวนถึง25 แบรนด์ โดย 5 แบรนด์ที่เพิ่มเข้ามาคือตั้งแต่กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือนกับน้ำยาเอนก ประสงค์ “โปรแม็กซ์” ที่ออกตัวในช่วงหลังน้ำท่วม

ตามด้วย 3 แบรนด์กับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบรนด์ นอกจากโทนี่แอนด์กาย ก็มี “เทรซาเม่” ซาลอนแบรนด์ชื่อดัง เพื่อเจาะกลุ่มผู้หญิงที่รักการดูแลตัวเอง ชอบเข้าร้านทำผม ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้สามารถทำผมด้วยตัวเองเหมือนไปร้านซาลอนในราคาที่คุ้ม ค่า ขณะเดียวกันก็นำเข้าไลน์จัดแต่งทรงผม อาทิ สเปรย์ มูส และครีมเข้ามาทำตลาด โดยผนึกกำลังกับ “มอดส์แฮร์” แบรนด์ที่เป็นการแตกไลน์ไปที่กลุ่มสไตลิ่งอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

ทำ ให้กลุ่มแฮร์แคร์ของยูนิลีเวอร์ปัจจุบันเพิ่มเป็น7 แบรนด์ เป็นการปรับตัวเพื่อตอบสนองเทรนด์แฟชั่นด้านเส้นผม และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่ม “ซาลอนแบรนด์” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูนิลีเวอร์จะรุกหนักในปีนี้

สังเกตได้จากสินค้าใหม่ของยักษ์คอนซูเมอร์รายนี้ นอกจากจะสร้างตลาดใหม่แล้วยังล้วนเป็นสินค้าที่มีการ Added Value เพิ่มคุณภาพพร้อมกับราคาที่สูงขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มชนชั้นกลางมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวแบรนด์ “โทนี่แอนด์กาย” แฮร์แคร์ระดับพรีเมี่ยม รวมถึง “โดฟโลชั่น” ซึ่งมุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมากขึ้น

แต่ที่ถือว่าข้าม สายพันธุ์อย่างชัดเจนก็คือการเปิดตัวแม็กนั่มคาเฟ่ที่สยามเซ็นเตอร์ที่เป็น การต่อยอดการขยายรูปแบบธุรกิจที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างแบรนด์และสร้าง กระแสบอกต่อที่ไม่รู้จบ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของแม็กนั่ม สร้างความแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค รวมไปถึงการขยายเบเนฟิตของแบรนด์ “พอนด์ส” ด้วยการเปิดตัวพอนด์ส บีบีครีม ที่ผสมครีมกันแดดด้วย ถือเป็นนวัตกรรมที่แตกต่างจากคู่แข่ง

นอกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แคทิกอรี่ที่ถือเป็นหัวใจหลักของยูนิลีเวอร์อีกกลุ่ม คือผลิตภัณฑ์ซักล้าง และถนอมเสื้อผ้า โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมถือเป็นการแตกไลน์ครั้งใหญ่ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรน้ำ ภายใต้ชื่อ “คอมฟอร์ท แคร์ริ่ง วอช”

เป็นการใช้จุดแข็งของคอมฟอร์ทที่เป็นเบอร์ 1 ในตลาดน้ำยาปรับผ้านุ่ม ซึ่งมีอิมเมจในแง่ของสูตรน้ำอยู่แล้วมาขยายสู่ผงซักฟอกสูตรน้ำ ที่ชูจุดขายแบบ “ทูอินวัน” คือนอกจากขายเรื่องความสะอาดที่เป็นเบสิกของผงซักฟอกแล้ว ยังชูเรื่องการปกป้องเส้นใยผ้าไม่ให้ถูกทำลาย และช่วยรักษาสีของเนื้อผ้าไม่ให้ซีดจาง

“สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์”
รองประธานกรรมการบริหาร ธุรกิจผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน อาหาร และไอศกรีม บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ชี้ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรน้ำดังกล่าว คิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 3 พันล้านบาท และมีโอกาสขยายตัวอีกมาก ประกอบกับยูนิลีเวอร์เป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ซักผ้าด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% จึงมองเห็นทิศทางในการสร้างตลาดใหม่

เช่นเดียวกับแบรนด์ “โอโม พลัส” ที่มีการแตกเซ็กเมนต์มาลงเล่นในตลาดกำจัดเชื้อโรคและแบคทีเรีย ด้วยการเปิดตัว

“โอโม พลัส แอนตี้แบค” เจาะกลุ่มแม่บ้านและผู้บริโภคที่ใส่ใจในการดูแลสุขอนามัย จากเดิมโอโมจะเน้นหลักในเรื่อง “ความขาว” ซึ่งเป็นจุดขายหลักที่ใช้มาอย่างยาวนาน

เป็นแนวทางเดียวกับ “แอ็กซ์” ซึ่งชัดเจนในเรื่องสเปรย์ ระงับกลิ่นกาย ที่มีจุดขายเรื่องความหอมที่สาวรัก สาวหลง ตั้งแต่ต้นปีได้มีการเปิดตัวสินค้า และโหมโฆษณาแบบเต็มที่เพื่อโปรโมต “แอ็กซ์ ดราย” เป็นการขยายเบเนฟิตของแอ็กซ์มาสู่ตลาด “ความแห้ง” และ “ลดเหงื่อใต้วงแขน” ที่เป็นเบเนฟิตสำคัญของคนใช้โรลออนโดยเฉพาะกับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน

ที่สำคัญทำให้ภาพของ “แอ็กซ์” ดูเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการระงับกลิ่นกายมากขึ้น แทนที่จะพูดแต่เรื่องความหอม เพราะหากมองไปที่คู่แข่งหลักอย่าง “นีเวีย ฟอร์เมน” เจ้าตลาดโรลออนในปัจจุบันที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งในเรื่องนี้ และเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้นีเวียทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่มีอยู่อย่างมหาศาล

ตลอดปีนี้เราจะได้เห็นยูนิลีเวอร์ ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเบอร์ 1 เมืองไทย ซึ่งมียอดขายทะลุ 4 หมื่นล้านบาทในปีที่แล้ว และใช้งบฯโฆษณาต่อปีไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท กับแบรนด์ที่อยู่ในมือ พร้อมพอร์ตสินค้าที่มากมาย มีการนำเข้าแบรนด์และสร้างตลาดใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาขยายฐานลูกค้าของตัวเองให้กว้างขึ้น

เป็นกลยุทธ์ผู้นำที่งัดออกมาเพื่อรับมือกับบรรดาตลาดสินค้าอุปโภค บริโภคหลายแคทิกอรี่ที่อยู่ในภาวะอิ่มตัวขณะเดียวกันก็เพื่อรับมือกับบรรดา คู่แข่ง ทั้งพีแอนด์จี, ลอรีอัล ฯลฯ ที่มาแรงขึ้นเรื่อย ๆ

การค้าทั่วไป   no comments

รายงาน ข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผยว่า ในกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งห้ามไม่รับจำนำข้าว 18 สายพันธุ์ ที่มีอายุสั้นกว่า 110 วัน เข้าสู่โครงการรับจำนำ เพื่อป้องกันข้าวคุณภาพต่ำเข้าสู่โครงการนั้น เป็นเพียงการแก้เกี้ยวปัญหาคุณภาพข้าวในช่วงที่ผ่านมา ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากโรงสีและผู้ส่งออก แต่แท้จริงแล้ว กระบวนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกลับไม่ได้มีการเข้มงวดกับการรับขึ้นทะเบียน โดยไม่มีการระบุชนิดพันธุ์ข้าวไว้ในใบขึ้นทะเบียนเกษตรกร ระบุเพียงพันธุ์ “ข้าวเจ้า” เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า การห้ามหรือไม่ห้ามไม่ได้มีผลต่อปริมาณข้าวที่จะไหลเข้าโครงการ แต่เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ว่า โครงการนี้ได้มีการออกมาตรการป้องกันข้าวคุณภาพต่ำแล้วเท่านั้น

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีการผลิต 2554/2555 และปี 2555/2556 ไม่ได้ทำให้ราคาข้าวสารปรับตัวสูงขึ้นตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยหากเปรียบเทียบราคาซื้อขายข้าวสารเจ้า 100% ชั้น 2 (ใหม่) ราคาก่อนเริ่มโครงการจำนำตันละ 17,000 บาท และเคยปรับขึ้นไปสูงสุดถึง 18,000 บาท แต่ขณะนี้ราคาข้าวดังกล่าวกลับปรับลดลงตันละ 2,000 บาท เหลือเพียง 15,000-16,000 บาท ถือว่าเท่ากับราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้ารัฐบาลที่

ตันละ 15,000 บาท

“ปกติถ้าการจำนำต้นทุนข้าวเปลือก 15,000 บาท ราคาข้าวสารต้องเพิ่มขึ้นเป็น 21,000-22,000 บาท แต่ขณะนี้ราคาในตลาดซื้อขายข้าวสารกันอยู่ที่ประมาณ 15,000-16,000 บาท หรือหากทอนกลับมาเป็นข้าวเปลือกจะอยู่ที่ตันละประมาณ 10,500-11,000 บาท ซึ่งสาเหตุน่าจะเป็นเพราะปริมาณซัพพลายข้าวในตลาดไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมีไอ้โม่งบางคน แอบระบายข้าวสต๊อกออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยซื้อข้าวสารจากรัฐมาต้นทุนเพียงตันละ 12,000 บาท มาขายให้โรงสีตันละ 14,000-14,500 บาท แต่ยังต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อให้โรงสีเวียนเทียนส่งเข้าคลังกลาง เมื่อมีข้าวราคาถูกไหลออกมาจึงทำให้การรับจำนำไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ กขช.ที่ต้องการยกระดับราคาข้าว” แหล่งข่าวกล่าวและว่า

ขณะเดียวกันโครงการรับจำนำยังได้บังคับให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการส่งมอบข้าวที่สีแปรสภาพแล้ว และปลายข้าวเข้าโครงการ ซึ่งหากคิดรวมกันขณะนี้น่าจะมีปลายข้าวอยู่มากกว่า 3 ล้านตัน จึงทำให้ราคาปลายข้าวในตลาดปรับตัวสูงขึ้น เป็นตันละ 14,000-15,000 บาท ใกล้เคียงกับราคาข้าวต้นหรือข้าวสาร จากปกติก่อนดำเนินโครงการรับจำนำปลายข้าวจะซื้อขายกันอยู่ที่ราคาตันละ 11,000-12,000 บาท

“สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ราคาปลายข้าวขยับขึ้น เพราะมีการดึงปลายข้าวไปเข้าโกดังกลางด้วย ซึ่งปัญหาพัวพันกัน เพราะโรงสีส่วนหนึ่งที่รับซื้อข้าวจากไอ้โม่ง แล้วตัดบัญชีไม่ต้องสีแปรส่งมอบข้าวใหม่ แต่ต้องหาปลายข้าวไปส่งมอบเข้าโกดังกลาง แต่พอวิ่งหาปลายข้าวในตลาดไม่มี ก็เลยมีปัญหาขาดแคลนปลายข้าวขึ้น”

แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่จะไม่มีคนได้ ประโยชน์ เพราะขณะนี้มีการลักลอบระบายปลายข้าวในสต๊อกรัฐบาลให้กับบริษัทผู้ผลิตเส้น ก๋วยเตี๋ยวรายหนึ่งที่มีสายสัมพันธ์กับบริษัทนายหน้าที่ขายข้าวให้รัฐเหมา ซื้อไป นอกจากนี้ ผู้ได้ประโยชน์คือ ผู้ส่งออกข้าวเวียดนาม เพราะมีรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาเวียดนามขายปลายข้าวให้ไทยมากถึง 200,000-300,000 ตัน เพราะปลายข้าวเวียดนามราคาต่ำเพียงตันละ 11,000 บาทเท่านั้น

 

ธุรกิจและการพัฒนา   no comments

LPN-SF คลิกแนวคิดสรรค์สร้างคุณค่าร่วมเชิงธุรกิจ (Creative Share Value) สร้างศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท รองรับผู้อยู่อาศัย 10,000 ครอบครัว ในโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่นำร่องของ LPN บนพื้นที่ 100 ไร่ เชื่อคุณค่าจากการร่วมมือทั้งสององค์กรจะสร้าง “ชุมชนเมืองน่าอยู่” ที่สมบูรณ์

 

นายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยถึงที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เป็นการนำเอาแนวคิดสรรค์สร้างคุณค่าร่วมเชิงธุรกิจ (Creative Share Value)ของทั้งสององค์กร มาดำเนินการพัฒนาชุมชนพักอาศัยขนาดใหญ่บนทำเลย่านรังสิต โดย LPN ในแนวทางการพัฒนาคอนโดมิเนียมพักอาศัยชุมชนน่าอยู่ และบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF) ผู้ประกอบธุรกิจด้านการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้า ที่มุ่งเน้นพัฒนาศูนย์การค้าชุมชนและไลฟ์สไตล์รายแรกของเมืองไทย มาร่วมสร้างศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิด (Community Mall) ที่สมบูรณ์และครบวงจร ให้อยู่บนพื้นที่เดียวกัน เพื่อเป็นการร่วมเปิดประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์ ให้กับประชาคมลุมพินี

 

“ตลอดการดำเนินการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท เรามีความตั้งใจที่จะส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัยในทุกโครงการ ภายใต้แนวคิดการบริหารจัดการ “ชุมชนน่าอยู่” ที่ทาง LPN ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ และพัฒนามากว่า 20 ปี นอกจากนี้ บริษัทยังคงยึดมั่นในการพัฒนาคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ (Product & Service Value) อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการรองรับ และตอบสนองต่อพื้นฐานการดำรงชีวิตให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคนเมือง ซึ่งในความร่วมมือครั้งนี้ก็เช่นกัน บริษัทเชื่อมั่น และไว้วางใจใน SF ผู้นำด้านการบริหารศูนย์การค้าแบบเปิดให้เข้ามาร่วมสร้างชุมชนเมืองน่าอยู่ และพัฒนาความสำเร็จไปด้วยกัน เพื่อเป็นโครงการต้นแบบ โดยครั้งแรกเราร่วมกันพัฒนาโครงการดังกล่าวบนทำเลรังสิตคลอง 1 ที่มีประชากรหนาแน่น ภายใต้แบรนด์ “ลุมพินี ทาวน์ชิป” มูลค่าของโครงการกว่า 7 พันล้านบาท บนพื้นที่ 100 ไร่ โดยตั้งราคาห้องชุดที่ 600,000-700,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดกว่า 10,000 ครอบครัว”

จากความร่วมมือของสองบริษัท ในการใช้จุดแข็งและคุณค่าของทั้งสององค์กรเพื่อพัฒนาศักยภาพในการให้บริการ แก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ในครั้งนี้ LPN เชื่อมั่นว่าจะเป็นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีให้กับประชาคม ลุมพินี และทำให้โครงการดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน นายนพพร วิฑูรชาติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF) ได้กล่าวถึงรูปแบบธุรกิจด้านการพัฒนา และบริหารศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดร่วมกับ LPN ว่า
“SF มองการลงทุนในทำเลที่มีชุมชนหนาแน่น การเดินทางที่สะดวก และกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย จึงจะตัดสินใจลงทุนในแต่ละโครงการ ทั้งนี้ ในการจับมือร่วมกันในครั้งนี้ SF เชื่อมั่นในความชำนาญของ LPN ในการเลือกพื้นที่การพัฒนา โดยโครงการต่างๆ ล้วนแต่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ตลอดจนแนวคิดของ LPN สอดคล้องกับแนวทางของ SF อยู่แล้ว ทำให้การตัดสินใจลงทุกร่วมกันย่านรังสิตคลอง 1 เป็นไปโดยง่าย ด้วยศักยภาพของโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยถึงกว่า 10,000 ครอบครัว และด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการเติมเต็มการสร้างชุมชนน่าอยู่ ถือเป็นโครงการนำร่อง และคาดว่าในเร็วๆ นี้ จะมีการพัฒนาโครงการร่วมกันระหว่าง LPN และ SF  ในอีกหลายโครงการในอนาคต

กูรู ฟันธงปีนี้อสังหาฯ เด่น   no comments

ประชากรเขตเมือง ตจว.โตจี๊ด

“ดร.ปิย ศักดิ์” แจกแจงว่า เหตุที่กล้าฟันธงมี 13 จังหวัดแนวโน้มอนาคตธุรกิจอสังหาฯ มาจาก 4 ปัจจัยหลักด้วยกัน คือภูมิภาคนิยม กระแสสังคมเมือง นโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาล และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเริ่มจากปัจจัย “กระแสสังคมเมือง-Urbanization” ภาพที่เริ่มเป็นรูปธรรมชัดเจนเป็นลำดับ นับตั้งแต่นโยบายค่าแรง 300 บาท ได้เห็นภาพแรงงานคืนถิ่น ได้เห็นภาพคนชนบทเข้ามาพักอาศัย และทำงานในเขตเมือง เป็นการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมสู่สังคมอุตสาหกรรมมากขึ้นตัวชี้วัดที่ ชัดเจนคือ “รายได้ประชากร” ประเมินจากปี 2503 มีประชากร 5 ล้านคน อาศัยในเขตเมืองโดยประมาณ ปัจจุบันปี 2556 พบว่าเพิ่มจำนวนเป็น 23 ล้านคน

ประเมิน ว่าภายในปี 2563 ประชากรในเขตเมืองจะทวีจำนวนเป็น 29 ล้านคน นั่นหมายถึงมากกว่า 50% ของทั่วประเทศ ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยมากทวีคูณในเวลาเดียวกัน ประเด็นรายได้ต่อครัวเรือนในเขตภูมิภาคช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็เติบโตเร็วกว่าเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล คือมีอัตราเติบโต 120-140% ขณะที่เขตกรุงเทพฯโตราว ๆ 60% มีผลบวกทางตรง เพราะรายได้มากขึ้น ความต้องการปัจจัย 4 ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย

อสังหาฯยังโตได้อีก

“ทิศ ทางอสังหาริมทรัพย์ในปี 2556 มองว่ายังอยู่ในช่วงฟื้นตัวของที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล หลังเกิดปัญหาอุทกภัยปี 2554 อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าอุปสงค์และอุปทานจะขยายตัวอยู่ที่ 5.2% และ 16.5% ตามลำดับ…” คำกล่าวเปิดประเด็นของ “ศราวุธ จารุจินดา” ประธานสายสินเชื่อธุรกิจ ของ KKตามต่อด้วยมือวิจัยข้อมูล “ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ระบุว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมฯในพื้นที่ต่างจังหวัดมีโอกาสเติบโตอย่างมาก สะท้อนจากอัตราขยายตัวของยอดสินเชื่อคงค้างของภูมิภาคต่าง ๆ อยู่ในระดับสูงกว่าเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล

เปิดโพย 13 จังหวัดโตแน่

ทั้ง นี้ หัวเมืองที่คาดว่าจะมีศักยภาพเติบโตมี 13 จังหวัด แบ่งเป็น 2 เวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นตลาดอสังหาฯ ที่เติบโตสอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจมี 6 จังหวัด คือชลบุรี ภูเก็ต ขอนแก่น ระยอง อุบลราชธานี

และลำปาง กับเวอร์ชั่นอสังหาฯ ที่มีโอกาสเติบโตในอนาคตอันใกล้ 7 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม หนองคาย บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระแก้ว กาญจนบุรี และพิษณุโลก

แนว โน้มดังกล่าว เป็นส่วนผสมมาจากปัจจัยหนุนหลายด้านรวมกัน เริ่มจากนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเติบโตขึ้น (Urbanization) โดยเฉพาะจังหวัดหัวเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ อาทิ เมืองท่องเที่ยว ทั้งภูเก็ต หัวหิน พัทยา กับเมืองธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งมีโฟกัสอยู่ที่ระยอง ชลบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา

นอกจากนี้ กระแสการรวมกลุ่มเปิดการค้าเสรี โดยเฉพาะการนับถอยหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่นำไปสู่การลงทุนพัฒนาเส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนและจังหวัดตามเส้นทาง GMS อาทิ หนองคาย สระแก้ว และพิษณุโลก เป็นต้น

GMS ปลุกจังหวัดหน้าด่านโต

ปัจจัย “นโยบายเศรษฐกิจมหภาค” พบว่าช่วงเปลี่ยนผ่าน 2-3 ปี จนถึง 15 ปีหน้า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทยครั้งใหญ่ เป็นผลลัพธ์จากนโยบายค่าแรง 300 บาท นโยบายจำนำข้าว ที่สนับสนุนรายได้เกษตรกร เท่ากับเพิ่มกำลังซื้อให้กับกลุ่มรากหญ้า ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

ปัจจัย “การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน” โครงการแห่งความหวังในต่างจังหวัด หนีไม่พ้นรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน ในอนาคตเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ จะทำให้เชื่อมโยงการเดินทางจากที่หนึ่งสู่ที่หนึ่งได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ผลพลอยได้อัตโนมัติ คือทำให้มีดีมานด์ที่อยู่อาศัยแนวรถไฟความเร็วสูง เพราะเคลื่อนที่เข้ากรุงเทพฯได้ง่ายและเร็วขึ้นนั่นเอง

และสุดท้าย ปัจจัย “ภูมิภาคนิยม” เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไทยร่วมกับเพื่อนบ้าน 10 ประเทศเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่การเปิดเสรีเป็นเออีซีตลาดเดียว โดยเฉพาะความร่วมมืออนุภาคลุ่มน้ำโขง GMS มี 3 เส้นทางหลัก ๆ ที่เรียกว่า “ระเบียงเศรษฐกิจ” คือ 1.แนวเหนือ-ใต้ เชื่อมคุนหมิง ดานัง ท่าขี้เหล็ก แม่สาย กรุงเทพฯ 2.แนวตะวันออก-ตะวันตก เชื่อมเมืองท่าดานัง ผ่านสะหวันนะเขต เข้าไทยที่ จ.มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลากยาวผ่านอ่าวรายาวดี เมียนมาร์

3.แนวใต้ เชื่อมเมืองโฮจิมินห์ ผ่านกรุงเทพฯ ทะลุไปถึงเมืองทวาย ซึ่งเป็นแนวเส้นทางที่รัฐบาลเมียนมาร์ออกแรงผลักดันอย่างมาก เพราะทวายจะได้กลายเป็นแลนด์มาร์กในการขนส่งสินค้าจากเวียดนามเข้าสู่ โซนมหาสมุทรอินเดีย

ประเทศไทยในฐานะอยู่จุดศูนย์กลาง GMS จังหวัดหน้าด่านหรือจังหวัดศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย (ด่านชายแดนเชียงแสน เชียงของ) พิษณุโลก มุกดาหาร หาดใหญ่ กาญจนบุรี ตาก ได้รับอานิสงส์ทั้งหมด

ตัวชี้วัด คือจังหวัดชายแดนมีตัวเลขการเติบโตการค้าแทบทุกด่าน โดยเฉพาะภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นหนองคาย มุกดาหาร ปี 2555 โตถึง 20-30% ทั้งในแง่มูลค่าการค้าชายแดน และการขยายตัวของเศรษฐกิจในพื้นที่