Archive for the ‘การโฆษณา’ Category

ปัญหาด้านเครือข่ายมือถือ   no comments

ส่วนเรื่องค่าบริการย้ายค่ายเบอร์เดิมหรือคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) ในวันที่ 21 พ.ค. นี้ ทางสำนักงานจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) พิจารณาลดราคา จาก 99 บาท เหลือ 39 บาท ซึ่งเตรียมเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติวันที่21 พ.ค.

และ เมื่อครบ 2 เดือนหลังจาก กทค. อนุมัติ หากยังมีปริมาณการใช้บริการเป็นจำนวนมากจะมีการพิจารณาลดราคาลงเหลือ 29 บาท  นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ขยายประสิทธิภาพในการให้บริการ เพิ่มจาก 40,000 เลขหมายต่อวัน เป็น 300,000 เลขหมายต่อวันด้วย

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังจากหารือกับผู้ประกอบการ 3G ที่ได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz ว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (DTN) และบริษัท เรียลฟิวเจอร์ จำกัด ยินดีจะลดราคาค่าบริการรายเดือนที่มีอยู่เดิม ลง15% ทุกแพคเก็จ

โดย AWN จะเริ่มลดราคาตั้งแต่ 21 พ.ค. นี้  ส่วนเรียลฟิวเจอร์จะเริ่มในเดือน มิ.ย. ขณะที่ DTN จะเริ่มลดราคาเมื่อได้เปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1GHz อย่างเป็นทางการ

“แพคเกจที่ลดราคา ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเป็นแพคเก็จ 3G บนคลื่น 2.1GHz เท่านั้น  แต่จะลดให้ลูกค้าปัจจุบันโดยอัตโนมัติ  เช่น แพคเกจ 399 บาท จะลดลงเหลือ 340 บาท เป็นต้น และจะให้ราคานี้เป็นราคากลางในการกำหนดค่าบริการในระบบ 3G ใหม่ด้วย  ซึ่ง กสทช. กำลังตรวจสอบแพคเก็จแต่ละรายว่าได้ลดราคาละ 15% จริงหรือไม่”

 

 

หุ้นเหวี่ยงตัวผันผวนหวังจบข่าวดีงบ Q1 แต่ได้แรงซื้อต่างชาติพยุงดัชนี   no comments

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์หน้า (20-23 พ.ค.) ประเมินว่าดัชนียังมีโอกาสผันผันมากขึ้น จากแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นที่เริ่มจำกัดลงหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ เนื่องก่อนหน้านี้ แต่มีความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับลงในอัตราที่สูงกว่า เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนยังขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ ๆ พร้อมทั้นักลงทุนยังหลายปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อการลงทุนทั้งปัจจัยต่าง ประเทศ ได้แก่ การหยุดดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจยุโรปและปัจจัยการเมืองในประเทศที่เริ่มในสัปดาห์หน้า จะเริ่มกลับมาสร้างความกังวลในประเด็น พ.ร.บ.ปรองดองฯ

กลยุทธ์การลง ทุนแนะนำทยอยขายเมื่อดัชนีดีดตัวขึ้นไปที่บริเวณแนวต้าน ให้แนวรับที่ 1,600 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,580 จุด แนวต้านที่ 1,650 จุด

ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวผันผวนเหวี่ยงบวกและลบ หลังหมดข่าวดีงบ บจ.Q1/56 แต่ยังได้แรงซื้อต่างชาติประคอง หุ้นสัปดาห์หน้าผันผวนเสี่ยงลงมากกว่าขึ้น ให้แนวรับ 1,600 จุด แนวรับถัดไป 1,580 จุด แนวต้าน 1,650 จุด

นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 17 พฤษภาคม ภาพการเคลื่อนไหวดัชนีแกว่งตัวในลักษณะผันผวน ทั้งในแดนบวกและลบ โดยในช่วงการซื้อขายระหว่างวันดัชนีปรับตัวขึ้นไปยืนเหนือที่ระดับ 1,630 จุดอีกครั้งซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาลงทุน แต่ยังมีแรงขายของนักลงทุนออกมาหลังจากหมดข่าวดีของผลประกอบการไตรมาส 1/56 ที่ประกาศผลการดำเนินงานครบแล้ว

 

 

ราคาเงินเฟ้อยังคงเพิ่มมากขึ้น   no comments

 

นายชัยฤทธิ์ วศินสมบัติ นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างสำหรับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและการลงทุนพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการเอกชนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สินค้าวัสดุหลักอย่างน้อย 4 รายการ นำโดยปูนซีเมนต์ ลวดอัดแรง หิน ทราย ทยอยขอปรับราคา โดยปรับขึ้นราคาไปแล้วประมาณ 10%

ปูนซีเมนต์จุดพลุขึ้นราคา

เริ่มจากสินค้าปูนซีเมนต์เป็นตัวจุดประกาย โดยทางผู้ผลิตเกือบทุกรายได้ขอปรับราคาขายเพิ่มรอบแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากราคา 2,000 บาท/ตัน เพิ่ม 200 บาทเป็น 2,200 บาท/ตัน และจะขอปรับราคาอีกรอบในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยจะเพิ่มอีก 200 บาท/ตัน ถ้าหากปรับได้ตามที่แจ้งมาเท่ากับปูนซีเมนต์จะมีราคา 2,400 บาท/ตัน

“ปูนเป็นสินค้าควบคุม แต่ราคาเพดานของกรมการค้าภายในตันละ 2,590 บาท ทุกวันนี้ยังต่ำกว่าราคาควบคุม ดังนั้นวิธีการขึ้นราคาปูนก็คือดึงส่วนลดที่ให้เอเย่นต์กลับคืนไป ทำให้ราคาขยับเข้าไปใกล้ราคาควบคุมมากขึ้น”

นายชัยฤทธิ์กล่าวว่า ผลกระทบจากปูนขึ้นราคา ทำให้วัสดุก่อสร้างเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ อีก 3 รายการทยอยปรับราคาตาม ได้แก่

1) ลวดอัดแรง เพิ่มจาก 32,000 บาท/ตันเป็น 33,000 บาท/ตัน เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ผลิตเพียงรายเดียวในประเทศไทย ทำให้สินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ลวด-หิน-ทรายขยับตาม

2) หิน วัตถุดิบในกระบวนการผลิตคอนกรีตและเสาเข็มเริ่มขาดแคลนอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดีมานด์สูงแต่โรงโม่เริ่มผลิตไม่ทัน ปัจจุบันราคาขายเพิ่มขึ้น 10-15% แล้วแต่ช่วง โดยราคาขายเพิ่มขึ้นจากตันละ 220 บาท เป็น 250 บาท

3) ทราย เริ่มขาดแคลนตั้งแต่น้ำท่วมปลายปี 2554 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ขายปรับราคาขึ้นจาก 200 บาท/ตัน เป็น 220 บาท/ตัน

“สถานการณ์วัสดุก่อสร้างในขณะนี้คือดีมานด์ซัพพลายไม่สมดุล ทำให้ผู้ผลิตถือโอกาสปรับราคาเพิ่ม และกระทบต่อธุรกิจปลายน้ำคือรับเหมาก่อสร้าง ทำให้ต้นทุนเพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องเผชิญกับปัญหาวัสดุก่อสร้างขาดแคลนและมีราคาแพง”

นายชัยฤทธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคอนกรีตผสมและเสาเข็ม เมื่อต้นทุนสูงขึ้นจึงจำเป็นต้องปรับราคาเพิ่มสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในรูปแบบการดึงส่วนลดจากลูกค้าคืนเช่นกัน โดยธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จมีการดึงส่วนลดกลับประมาณ 10% จากที่เคยให้ส่วนลด 30-50% ของราคาตั้งขาย ขณะที่ธุรกิจเสาเข็มมีการดึงส่วนลดกลับ 10-15%

เอเย่นต์แบยอดขายลดลง

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทในเครือวงษ์พิทักษ์ ตัวแทนจำหน่ายปูนตราลูกโลก และวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ในภาคตะวันตก 8 จังหวัด กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ผู้ผลิตปูนซีเมนต์เกือบทุกรายได้แจ้งซัพพลาย เออร์ขอดึงส่วนลดราคาขายหน้าโรงงานเพิ่มเป็น 200 บาท/ตัน และจะขอปรับราคาอีกภายในเดือนพฤษภาคมนี้ 200 บาท/ตัน หรือ 10 บาท/ถุง แต่การดึงส่วนลดในครั้งที่ 2 ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการขึ้นราคารอบแรกทำให้ยอดขายตกลงมา หากขึ้นอีกระลอกเชื่อว่าจะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรับไหวอย่างแน่นอน

นายอัครเดชกล่าวด้วยว่า ยอดจำหน่ายปูนถุงหรือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในช่วงที่ผ่านมาลดลง 10-15% เป็นผลมาจากผู้รับเหมาและผู้บริโภคนิยมหันไปใช้คอนกรีตผสมเสร็จเพิ่มมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ส่งผลให้ตลาดคอนกรีตผสมเสร็จเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ในขณะนี้

ราคาเหล็กยังไม่ฟื้นตัว

ด้านนายเสนอ ตระกูลสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตระกูลสุขค้าวัสดุก่อสร้าง จำกัด เอเย่นต์รายใหญ่ย่านกรุงเทพฯ ตะวันออก กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์เหล็กเส้นในขณะนี้ว่า ราคาโดยรวมถือว่าไม่ได้ฟื้นตัวตามวัสดุประเภทอื่น ๆ ตรงกันข้าม มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาขายในประเทศจะปรับตัวลดลงได้อีก จากราคาเหล็กเส้นมาตรฐาน 19,500 บาท/ตัน ลดลงจากช่วงต้นปี 500 บาท จากเดิมที่มีราคาขาย 21,000 บาท/ตัน

คาดว่ามาจากหลายปัจจัย 1) ความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกยังทรงตัว 2) เงินบาทแข็งค่า เป็นตัวกดดันไม่ให้สามารถปรับราคาขายขึ้นได้ เพราะบริษัทผู้รับเหมาชะลอการสั่งซื้อเนื่องจากมองว่าราคาเหล็กโดยรวมน่าจะปรับตัวลดลงอีก

“งานก่อสร้างในประเทศเยอะมาก แต่ราคาเหล็กไม่ขยับเลย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเหล็กก่อสร้างไทย ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน”

นายเสนอกล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวแปรที่อาจจะส่งผลกระทบต่อวงการเหล็กในประเทศคือการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะจะทำให้สินค้าจากมาเลเซียและอินโดนีเซียเข้ามาตีตลาดในประเทศ ขณะเดียวกันเวียดนามเองก็กำลังมีการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กขนาดใหญ่ นอกจากนี้ทาง สปป.ลาวอยู่ระหว่างศึกษาเปิดโรงงานถลุงแร่เหล็กและถ่านหินโดยเป็นการลงทุนจากจีนอีกด้วย

ศาลฟ้องคดีเงินกู้   no comments

นอก จากนี้ ศาลยังมีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนุญมาตรา 68 ที่นายวรินทร์ เทียมจรัส ขอให้ศาลวินิจฉัยรับไว้พิจารณาด้วย แต่คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งเป็นอีกคำร้องของนายวรินทร์ นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้อง ส.ส. 134 คน ที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ศาลวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) หรือไม่ หลังจากกระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลดร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากนายทหารกองหนุน โดยที่ประชุมมีมติรับคำร้องด้วยคะแนน 7 ต่อ 2 โดย 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับคำร้องคือนายนุรักษ์ มาประณีต และนายชัช ชลวร โดยให้เหตุผลว่า คดีดังกล่าวยังไม่เป็นข้อยุติ และหลังจากนี้จะให้ผู้ถูกร้องส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรือประมาณ 15 วัน

 

ส่วนกรณีที่นายบวร ยสินทร และคณะขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า ประธานรัฐสภาที่ 1 กับพวก 315 คน ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งมีหลักการที่จำกัดสิทธิ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ริดรอนพระราชอำนาจในการมีพระบรมราชวินิจฉัย และมีผลนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ศาลเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 190 เป็นคนละกรณีกับการแก้มาตรา 68 จึงไม่มีมูลที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จึงมีมติไม่รับคำร้อง

 

 

เงินบาทไร้ทิศทางร่วงหนัก   no comments

สำหรับค่าเงินเยนวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 102.08/10 เยน/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวันพุธที่ 102.68/71 เยน/ดอลลาร์ สกุลเงินเยนนั้นปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงคืนวันพุธและแข็งค่าสุดที่ระดับ 101.86 เยน/ดอลลาร์ ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่น่าผิดหวังของสหรัฐ โดยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐฯนั้นส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร สหรัฐฯปรับตัวลดลง และส่งผลให้นักลงทุนถอนเงินออกจากพันธบัตรสหรัฐฯและกลับเข้าครอบครองเงินเย นมากขึ้น อย่างไรก็ดีเงินเยนได้อ่อนค่าลงในช่วงการซื้อขายวันนี้จากการเข้าซื้อทำกำไร เงินดอลลาร์สหรัฐฯของนักลงทุน นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของญี่ปุ่นซึ่งออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดย GDP ของญี่ปุ่นนั้นเพิ่มขึ้น 0.9% ในไตรมาสแรกของปีนี้มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.7% ซึ่งการเพิ่มขึ้นของ GDP ญี่ปุ่นในครั้งนี้นั้นเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจของญี่ปุ่นโดยรัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ทั้งนี้ค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่างวันอยู่ที่ระดับ 101.95-102.60 เยน/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 102.56/58 เยน/ดอลลาร์ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2556 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 29.68/70 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (15/5) ที่ 29.71/73 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทนั้นแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากการที่นักลงทุนต่างชาติยังเข้ามาลงทุน ในตลาดตราสารหนี้และตลาดหลักทรัพย์ของไทยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐฯที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อคืนวันพุธที่ ผ่านมานั้นเป็นที่น่าผิดหวัง ทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะลดวงเงินในการทำการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ลงภายในสิ้นปีนี้ลง ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯนั้นปรับตัวอ่อนค่าลงอีกครั้ง โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯนั้นปรับตัวลดลงถึง 0.5% ในเดือนเมษายน ลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี ในวันนี้เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอปัจจัยใหม่ที่จะมาเคลื่อนตลาดและรอดูผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 29 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ โดยในวันนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ๆ ที่ 29.65-29.72 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 29.67/69 บาท/ดอลลาร์

สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 1.2876/77 ดอลลาร์/ยูโร ระดับเดียวกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธที่ 1.2879/80 ดอลลาร์/ยูโร สกุลเงินยูโรนั้นอ่อนตัวลงตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันพุธโดยปรับตัวอ่อนค่าสุดที่ ระดับ 1.2843 ดอลลาร์/ยูโร ภายหลังจากที่ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของยูโรโซนที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อวาน นั้นออกมาเป็นที่น่าผิดหวัง โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในไตรมาสแรกของปีนี้ น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และตัวเลข GDP ของฝรั่งเศสนั้นแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปนั้นได้เข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง โดย GDP ของฝรั่งเศสนั้นปรับตัวลดลงสองไตรมาสติดต่อกันโดยลดลง 0.2% ในไตรมาสแรกของปีนี้ อย่างไรก็ดี สกุลเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับต่ำสุดภายหลังจากข้อมูล เศรษฐกิจของสหรัฐออกมาไม่ดีเท่าที่คาดการณ์ไว้และช่วยกดดันเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ โดยในวันนี้สกุลเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ๆ ยูโรระหว่างระดับ 1.2845-1.2889 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.2867/68 ดอลลาร์/ยูโร

 

 

 

การจัดตั้งกองทุนน้ำ   no comments

รศ.ดร.อภิชาต กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์บูรณาการด้านข้อมูลเรื่องน้ำ มีอยู่ในงบประมาณ 3.5 แสนล้านแล้ว ที่เรียกว่า A6 B4 วงเงิน 4 พันล้าน เพื่อนำไปพัฒนาเครือข่ายข้อมูล ระบบข้อมูล ,และศูนย์บัญชาการ แต่เราไม่ได้รวบยอดมาคุมคนเดียว แต่พัฒนาเครือข่ายให้เชื่อมได้ วิธีการสั่งการยามปกติหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ทำไป เฉพาะยามวิกฤติสามารถดึงข้อมูล การสั่งการเปิดปิดประตูมาในเซ็นเตอร์ได้ โดยจะทำเฉพาะประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงครบ 25 ลุ่มน้ำไทยก่อน แต่พรุ่งนี้จะพูดเรื่องความร่วมมือระหว่างภูมิภาค ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีหลายหน่วยงานสนใจว่าประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางการ แลกเปลี่ยนได้หรือไม่ ซึ่งไทนพร้อมและยินดีที่จะทำในฐานะประธานคณะทำงานด้านสารัตถะ ในการประชุมผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 กล่าวว่า ในการประชุมด้านน้ำฯ ครั้งนี้ ไทยมีการจัดทำปฏิญญาเชียงใหม่ไว้ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้ว ซึ่งในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เมื่อการประชุมผู้นำฯ เสร็จสิ้นลง จะมีการอ่านปฏิญญาเชียงใหม่ ซึ่งชัดเจนว่าจะมีการส่งเสริมความร่วมมือมีเครือข่ายร่วมกัน ถ้าเป็นไปตามความคาดเดา รัฐบาลไทยอาจประกาศตั้งกองทุน และเสนอตัวเองเป็นศูนย์สำหรับเป็นตัวประสานงานในเรื่องพัฒนาด้านน้ำ เป็นเครือข่ายข้อมูล

“เบื้องต้นอาจมีเม็ดเงินนำร่อง 10 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ผมลองเสนอแนวคิดไปคร่าว ๆ เพราะมีผู้นำประเทศมากันเยอะ เบื้องต้นไทยควรแสดงตัวเป็นเจ้าภาพลงเงินไปก่อน 1 ล้านเหรียญ และมีการลงขันกันคนละ 1 ล้าน เพราะมีประเทศพัฒนาแล้วมากันเยอะ แต่ละประเทศลงขันกันคนละ 1 ล้าน ก็ได้ครบ 10 ล้านเหรียญฯ ซึ่งไทยจะมีองค์กร บุคลากร และสถานที่ สิ่งสำคัญคือในปี 2015 ไทย มี AEC ไทยควรวางตัวว่าจะมีบทบาทเรื่องใดบ้าง ในฐานะที่เราจัดเรื่องน้ำเรื่องนี้ และได้รับความสนใจมาก ก็ควรเสนอตัวคล้ายๆ เป็นศูนย์ประสานงานเรื่องน้ำ เมื่อไทยเริ่มก็ควรเป็นประธาน และหุ้นส่วนก็ควรมีคณะกรรมการมาดูแล และไทยเป็นตัวประสานงาน”

ค่าบาทระดับในระดับเหมาะสม   no comments

“เราไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการลดดอกเบี้ย หรือออกมาตรการใด ๆ และไม่ได้พูดถึง แต่ ธปท.ยืนยันมีเครื่องมือหลายอย่างที่พร้อมใช้ดูแลค่าเงินบาท ซึ่งดอกเบี้ยนโยบาย หรือมาตรการที่ทำให้เงินไหลเข้า-ออกช้าลง จนถึงมาตรการระงับการไหลเข้าของเงินทุนก็ล้วนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแล แต่หากถามว่าจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินบาทหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เชื่อว่า ธปท.ดูแลใกล้ชิดอยู่แล้ว”

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 29.00-30.00 บาท/ดอลลาร์ ถือเป็นระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม และมีความใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซียที่แข็งค่า 2.8-2.9%

 

หอการค้าดอดพบผู้ว่า ธปท.หารือมาตรการดูแลผู้ส่งออก แนะ ธปท.ดูแลค่าบาทให้เคลื่อนไหวมีศักยภาพไม่ผันผวน ใกล้เคียงภูมิภาค พร้อมหาวิธีนำเงินสกุลท้องถิ่นมาใช้ในการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่จำเป็น ต้องแลกเป็นดอลลาร์

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ทางหอการค้าไทยอยากเห็นค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนมากเกินไป และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ทำให้เอกชนแข่งขันได้

นอกจากนี้ อยากให้ ธปท.หาวิธีการนำเงินสกุลท้องถิ่นมาใช้ในการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านโดย ตรง ไม่ต้องแลกเป็นดอลลาร์สหรัฐก่อนเหมือนในปัจจุบัน ส่วนการส่งออกปีนี้จะทำได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ 8-9% หรือไม่ ต้องขอติดตามดูตัวเลขไตรมาส 2/2556 ก่อน

 

GDP เติบโตปลายปีนี้   no comments

 

นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระจากต่างประเทศเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีข้อมูลในการตรวจสอบที่ชัดเจน ทางกระทรวงจึงควรประสานงานและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะข้อสรุปในการเรียกตรวจรถบางส่วน ที่นำเข้ามาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กว่า 2,000 คันและยังไม่ได้จดทะเบียนซึ่งได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วว่าจะมีขั้นตอนการ เรียกรถมาตรวจสอบอย่างไร

 

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำรถเข้าไปตรวจสอบ ใช้เวลาตรวจและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 45 วัน แม้การตรวจค่าไอเสียทำได้เร็วขึ้นจริง แต่เอกสารที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนต้องรอนานเกินไป

 

ปกติรถนำเข้าจาก ต่างประเทศผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานต่าง ประเทศที่มีมาตรฐานสูงยืนยันอยู่แล้วจึงเกิดคำถามว่าการตรวจค่าไอเสียนั้น เป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 

ผลกระทบจากรัฐบาลเข้มงวดกับบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ตั้งแต่ปรับวิธีคำนวณภาษีใหม่ ทำให้รถแต่ละคันมีต้นทุนภาษีสูงขึ้น และใช้มาตรการคุมเข้มจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับเกณฑ์การปล่อยไอเสีย หากไม่ผ่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรถนำเข้าค้างอยู่ที่ท่าเรือกว่า 2,000 คัน กระทบธุรกิจรถยนต์นำเข้าเป็นหมื่นล้านบาท

จนล่าสุดสมาคมผู้นำเข้าและ จำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวง อุตสาหกรรมเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบด้วยการร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่รถมา ถึงที่ท่าเรือ การตรวจมาตรฐานไอเสียโดยสถาบันยานยนต์ จนถึงการจดทะเบียนรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบก จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 90 วัน ให้ลดเหลือเพียง 10 วัน

พร้อมทั้งปรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบค่าไอเสีย สำหรับรถยนต์เบนซินจากเดิมคันละ 120,000 บาท เหลือ 44,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังคงอัตราเดิม 40,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

แต่เกณฑ์ที่ผ่อนปรนนี้ บรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระหลายรายก็ยังมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ

 

“เรามองว่าการจะออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้จริงและมีผลทันทีเราเป็นห่วงไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่ขั้นตอนการตัดสินใจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐ ควรทำได้ทันทีเพราะการรอความชัดเจนนานถึง 3 เดือนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก อนาคตประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน”

เช่นเดียวกับนางสาวชลลธรศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือบีอาร์จี ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์อิสระ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐผ่อนเกณฑ์ แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่

และสถาบันยานยนต์ระบุว่าสามารถตรวจสอบรถได้แค่ 8 วันต่อคัน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่รอการจดทะเบียนจำนวนมาก จึงน่าจะมีการเพิ่มสถานที่ในการตรวจและเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบ การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น

ขณะที่นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ลูกค้ารถนำเข้าลดน้อยลง แต่สำหรับบริษัทนั้นถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้ายังมีความเชื่อมั่น เพราะในสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นระบุว่ารถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากบริษัทจะต้องได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ถือเป็นการรับประกันที่ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ทั้งนี้เมื่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรถนำเข้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการผ่อนปรนของกระทรวงอุตฯ โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาระบุเองนั้น ทางสมาคมยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจสูงสุดเรื่องนี้คือ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งที่ผ่านมา สมอ.เปลี่ยนแปลงเลขาธิการบ่อยมาก คนที่แล้วมาอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบค่าไอเสีย แม้จะลดราคาลง แต่หากต้องทำ 3-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ต้นทุนก็เพิ่มอยู่ดี เท่ากับไม่ได้สิทธิ์นั้น ๆ ในขณะที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่รถนำเข้าทุกคันจะมีใบกำกับการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะใช้ทดแทนได้เพราะมาตรฐานจากต่างประเทศสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สมาคมจะต้องเร่งผลักดันยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ซึ่งวันนี้รถที่ตรวจผ่านยังต้องรอใบอนุญาตเพื่อใช้จดทะเบียน และการตรวจนั้นรถรุ่นเดียวกัน สเป็กเดียวกัน ตรวจคันเดียวสามารถครอบคลุมทุกคันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้น จำนวนรถนำเข้าที่มีจำนวนมากมาย ต้องนำมาตรวจทุกคัน สถาบันยานยนต์ สมอ. คงรองรับไม่ไหวแน่นอน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อปัญหาการนำเข้ารถยนต์ เห็นชอบแก้ไขกฎระเบียบการตรวจสอบและอนุญาตรถเกรย์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ได้แก่ ร่นเวลาการตรวจสอบจากท่าเรือ จนถึงกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากเดิม 90 วันเหลือเพียงไม่เกิน 10 วัน ในกรณีที่มีเอกสารทุกอย่างครบ และสถาบันยานยนต์จะลดค่าใช้จ่ายการทดสอบค่ามลพิษ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป

แก้กฎกระทรวงคุมการลงทุน   no comments

 

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะมีการกำหนดด้วยการระบุถึงประเภทโรงงานอุตสาหกรรมที่ห้าม มีการตั้งหรือขยายในบริเวณดังกล่าว เช่น โรงงานที่มีวัตถุอันตราย หรือโรงงานที่ก่อให้เกิดกากของเสียในปริมาณมาก เพื่อป้องกันโรงงานที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดมลพิษต่อลุ่มน้ำ ได้ อย่างไรก็ตาม อาจมีการระบุถึงโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นให้ตั้งใน บริเวณลุ่มน้ำได้ เช่น อุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ หรืออุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยการขนส่งริมน้ำ เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ คณะทำงานจะมีการประชุมหารือเพื่อวางหลักเกณฑ์สำหรับการตั้งโรงงานในพื้นที่ ใกล้แม่น้ำอีกครั้ง เมื่อได้ข้อสรุปจะมีการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวหารือร่วมกับคณะพหุภาคี ที่ประกอบด้วยกระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำ และชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการประกาศใช้เป็นประกาศกระทรวง หรือเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เพื่อดำเนินโครงการอุตสาหกรรมรวมใจภักดิ์ รักษ์แม่น้ำ ที่เชิญชวนให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลัก 6 สายได้ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ คือแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำลำตะคอง ทะเลสาบสงขลา และแม่น้ำบางปะกงนั้น ล่าสุดทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มสำรวจเริ่มต้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ตั้งแต่ช่วงจังหวัดนครสวรรค์ ลงมาจนถึงปากแม่น้ำของจังหวัดสมุทรปราการ มากำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการบังคับใช้ เพื่อไม่ให้โรงงานที่จะก่อสร้างใหม่หรือขยายโรงงานตั้งในพื้นที่ใกล้แม่น้ำ ในระยะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดไว้

สำหรับเกณฑ์เบื้องต้นที่จะ กำหนดห้ามตั้งโรงงานใหม่หรือขยายใกล้กับพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลักนั้น คือ 1) จะวัดจากค่าความสกปรกของบ่อน้ำเสียก่อนที่จะปล่อยออกจากโรงงานลงสู่แหล่งน้ำ สาธารณะ หากมีค่าความสกปรกเกินร้อยละ 20 จะถูกสั่งห้ามตั้งโรงงานใหม่หรือขยายโรงงาน 2) การตั้งโรงงานใหม่ต้องมีระยะห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 ด้านซ้าย-ขวา ด้านละ 2 กิโลเมตร แต่ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า หากเกิดกรณีตลิ่งริมน้ำพังเสียหายจะต้องวัดจากจุดใดแทน เพราะอาจจะทำให้ระยะห่างอาจจะไม่ถึง 2 กิโลเมตรตามที่กำหนด ซึ่งในประเด็นนี้จะต้องมีการประชุมหารืออีกครั้ง เพื่อสรุปกรอบหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน

“จากที่ลงสำรวจพื้นที่ล่าสุด ปัจจุบันมีโรงงานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีน้ำทิ้งเกิน 50 ลูกบาศก์เมตร ประมาณ 1,700 โรง โดยในจำนวนนี้มีโรงงานที่ปล่อยน้ำทิ้งเกิน 500 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 88 โรง ทั้งนี้ มีโรงงานขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) อีกประมาณ 100 โรง

ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเมื่อมีการประกาศ ใช้แล้วจะไม่มีผลย้อนหลังกับโรงงานที่มีการตั้งไปแล้วก่อนหน้าที่มีการ ประกาศ แต่สำหรับโรงงานใหม่นั้นจะต้องปฏิบัติให้ได้ตามหลักเกณฑ์นี้ ซึ่ง ก.อุตสาหกรรมต้องจริงจังมากขึ้น เพื่อให้โรงงานสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างไม่มีปัญหาเหมือน ที่ผ่านมา”

 

สำหรับโครงการ อุตสาหกรรมรวมใจภักดิ์ รักษ์แม่น้ำ กระทรวงอุตสาหกรรมมีเป้าหมายในการฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำอย่างเร่ง ด่วน และรณรงค์เพื่อปลุกจิตสำนึกด้วยการสร้างความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายชุมชน รวมถึงผู้ประกอบกิจการโรงงานในกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ความสำคัญและหันมาดูแล รักษา และฟื้นฟูแหล่งน้ำ อันจะก่อให้เกิดการฟื้นแบบบูรณาการ โดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 2 ปี (2555-2557)

การลงทุนในตลาดทองคำ   no comments

กลยุทธ์การลงทุน วายแอลจีมีมุมมองว่า ราคาทองคำยังมีการเคลื่อนไหวผันผวน คาดการณ์ว่าราคาทองคำพยายามรักษาระดับราคา โดยถ้าราคามีการปรับตัวลดลงและไม่หลุดแนวรับนักลงทุนยังสามารถเข้าซื้อทองคำ เพื่อลงทุนระยะสั้นจากการแกว่งตัวของราคาทองคำ ซึ่งคาดการณ์แนวรับที่ระดับราคา 1,450 หรือ 1,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยหากราคาทองคำสามารถยืนเหนือแนวรับได้ราคามีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ ระดับราคา 1,485 หรือ 1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์แต่หากราคาทองคำหลุดแนวรับ 1,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0-0.1% ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด พร้อมกับยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการเพิ่มฐานเงินที่อัตรา 60-70 ล้านล้านเยนต่อปีเพื่อเพิ่มปริมาณเงิน โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นจะอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งมีเป้าหมายที่จะจัดการกับภาวะเงินฝืด อย่างไรแล้วราคาทองคำไม่ได้ขยับขึ้นรับข่าวดังกล่าวเนื่องจากผลการประชุม เป็นไปตามคาดการณ์ และราคาทองคำได้มีการปรับตัวขึ้นรับกระแสข่าวดังกล่าวไปแล้ว อย่างไรแล้ว ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจากรัฐบาลซีเรียอาจใช้อาวุธเคมีกับกองกำลังฝ่ายตรง ข้าม อันเนื่องมาจากความขัดแย้งภายในประเทศ โดยทำเนียบรัฐบาลสหรัฐระบุว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐประเมินด้วยความมั่นใจในระดับหนึ่งว่ารัฐบาลทหารของ ซีเรียใช้อาวุธเคมีครอบคลุมพื้นที่ขนาดเล็ก โดยเฉพาะสารเคมี Sarin ซึ่งความกังวลดังกล่าวทำให้นักลงทุนจับตาดูเสถียรภาพในอ่าวอาหรับ ทั้งนี้ราคาน้ำมันดับที่ปรับตัวสูงขึ้นได้รับแรงหนุนให้กับราคาทองคำ  ขณะที่ราคาทองคำกำลังเผชิญกับแรงขายทำกำไรเมื่อราคาขยับขึ้นทดสอบโวนแนวต้าน ที่ระดับ 1,485-1,504 โดยผู้ที่ซื้อทองคำที่ระดับราคาต่ำก่อนหน้านี้ อาจจะมีการขายทำกำไรออกมาส่งผลให้เมื่อราคาทองคำขยับขึ้นยังคงเห็นแรงขายใน ตลาดทองคำ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำมีการแกว่งตัวเคลื่อนไหวผันผวน เบื้องต้นวายแอลจีประเมินว่า หากราคาทองคำยืนเหนือบริเวณ 1,450-1,440 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำจะดีดตัวขึ้นไปทดสอบบริเวณ 1,485 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1,496 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยยังเน้นกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นและทำกำไรจากการแกว่งตัวหากราคาทองคำ สามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้มีโอกาสที่ราคาจะขึ้นทดสอบแนวต้านด้านบน แต่หากไม่สามารถยืนได้ราคาก็มีโอกาสอ่อนตัวลงทดสอบแนวรับบริเวณ 1,425 ดอลลาร์ต่อออนซ์