Archive for the ‘ตลาดหุ้น’ Category

ตามดูตัวเลขงบประมาณ   no comments

 

สำหรับโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำหากเป็นอ่างขนาดเล็กความจุไม่เกิน 100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรืออยู่ในพื้นที่ชลประทานเกิน 80,000 ไร่ ก็ไม่ต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนด

 

“ในทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในแผนของกรมชลประทานอยู่แล้ว มีบางส่วนที่เป็นอ่างขนาดเล็ก ๆ สามารถก่อสร้างได้ทันที มีประมาณ 5-6 แห่ง เช่น น้ำปาด แม่วงก์ก็น่าจะใกล้แล้ว เพราะอยู่ระหว่างขั้นตอนการทำอีเอไอ”

 

ITD เสนอแค่ 18 แห่ง

 

แหล่ง ข่าวจากกลุ่มบริษัท อิตาเลียนไทย-พาวเวอร์ไชน่า กล่าวว่า กลุ่มบริษัทเสนอสร้างอ่างเก็บน้ำตามโมดูล 5 จำนวน 18 แห่ง เพื่อให้อยู่ในงบประมาณ 50,000 ล้านบาท มีความจุกักเก็บน้ำรวมเกินจากที่ทีโออาร์กำหนด คืออยู่ที่ 1,500 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่ตัดออกมีอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเฮี้ย อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ อ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า ต.โกสัมพี อ.โกสัมพี จ.กำแพงเพชร อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำอื่น ๆ โดยมองว่าไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้ใน 18 แห่งนี้อยู่ในตำแหน่งตามทีโออาร์กำหนด จะมีขยับบ้างแต่ไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพื่อให้อยู่ในวงเงินที่จำกัด ด้านการเก็บกักน้ำโดยรวมอ่างเก็บน้ำจะจุน้ำได้น้อยเพราะเป็นอ่างขนาดเล็ก เพื่อลดผลกระทบ เช่น อ่างเก็บน้ำลุ่ม

 

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นอกจากโมดูล 5 การจัดทำทางผันน้ำ (ฟลัดเวย์) พื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 153,000 ล้านบาท หนึ่งในโครงการลงทุนก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมระยะยั่งยืน วงเงินลงทุนรวม 3 แสนล้านบาท ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าประมูลน้ำแล้ว โมดูล A1 การสร้างอ่างเก็บน้ำ มูลค่า 50,000 ล้านบาท ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน โดยโมดูลดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมชิงประมูล 2 ราย คือ บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค.วอเตอร์) และกลุ่มบริษัท อิตาเลียนไทย-พาวเวอร์ไชน่า

ทั้งนี้ ทีโออาร์กำหนดให้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดความจุเก็บกักประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก เพื่อบริการจัดการน้ำการชลประทาน โดยเน้นการป้องกันน้ำท่วม ค่าก่อสร้างไม่เกิน 50,000 ล้านบาท จำนวน 21 แห่ง ให้แล้วเสร็จใน 5 ปี โดยตัดโครงการแก่งเสือเต้นออก เน้นสร้างอ่างพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน-ตอนล่างแทน

เปิดจุดสร้าง 23 อ่างเก็บน้ำ

ประกอบด้วย 1.อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำยม 8 แห่ง ที่ ต.เตาปูน อ.สอง จ.แพร่, แม่น้ำยมตอนบน ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่, แม่ตีบ ต.แม่ตีบ อ.งาว จ.ลำปาง, แม่อ้อน 2 ต.บ้านอ้อน อ.งาว จ.ลำปาง, ห้วยโป่งผาก ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง, แม่แลง ต.เวียงต้า อ.ลอง จ.แพร่, น้ำงิม ต.งิม อ.ปง จ.พะเยา และอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยมที่เหมาะสม

2.อ่างเก็บน้ำแม่วงก์ ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ 3.อ่างเก็บน้ำแม่แจ่ม ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 4.อ่างเก็บน้ำคลองวังชมพู ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก 5.อ่างเก็บน้ำแม่ขาน ต.น้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ 6.อ่างเก็บน้ำที่น้ำปาด ต.ฟากท่า อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ 7.อ่างเก็บน้ำคลองสวนหมาก ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร 8.อ่างเก็บน้ำห้วยตั้ง ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน 9.อ่างเก็บน้ำคลองขลุงล่าง ต.คลองลานพัฒนา อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร 10.อ่างเก็บน้ำห้วยฉลอม ต.ท้องฟ้า อ.บ้านตาก จ.ตาก 11.อ่างเก็บน้ำห้วยพังงา ต.บ้านฝาย อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

12.อ่างเก็บน้ำห้วยท่าพล ต.ท่าพล อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 13.อ่างเก็บน้ำสมุน อ.เมืองน่าน จ.น่าน 14.อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเฮี้ย อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ 15.อ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า ต.โกสัมพี อ.โกสัมพี จ.กำแพงเพชร และ 16.อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำ

“ในการยื่นข้อเสนอทางเอกชนจะต้องมีการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าถูกน้ำท่วมอย่างน้อย 3 เท่าของพื้นที่ เป็นการชดเชยพื้นที่ที่นำมาสร้างอ่างเก็บน้ำให้กับกรมอุทยาน เพราะที่ตั้งสร้างอ่างส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อุทยาน รวมถึงจ่ายค่ารื้อย้ายค่าปลูกป่า ค่าบำรุงรักษาต่อเนื่อง 3 ปีในอัตราเฉลี่ยประมาณ 6,800 บาทต่อไร่” แหล่งข่าวจาก กบอ.กล่าวและว่า

 

น้ำยมตอนบนต้องเก็บความจุได้ประมาณ 700-800 ล้าน ลบ.ม. แต่เก็บได้ 100 ล้าน ลบ.ม. ส่วนแม่น้ำยมตอนล่างต้องเก็บได้ 1,300 ล้าน ลบ.ม. จะเก็บได้จริงแค่ 600 ล้าน ลบ.ม. หรืออ่างเก็บน้ำแม่วงก์ก็เก็บได้ 258 ล้าน ลบ.ม. แต่จะเพิ่มระบบการจัดการน้ำ เช่น ติดตั้งเครื่องมือ

“ดูแล้วที่น่าจะทำได้เลยคือ อ่างเก็บน้ำแม่อ้อน 2 และแม่แลง เพราะกรมชลฯทำขั้นตอนผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือไออีอี อ่างเก็บน้ำแม่วงก์ เพราะกำลังทำอีไอเอเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน เราไม่ต้องทำอีไอเอใหม่ เป็นต้น”

เค.วอเตอร์นำเทคโนโลยีมาเสริม

แหล่งข่าวจากบริษัท เค.วอเตอร์ กล่าวว่า โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำนั้น บริษัทเสนอรูปแบบตามที่กรมชลประทานศึกษาไว้ และผลการประเมินราคาก่อสร้างอยู่ในวงเงิน 50,000 ล้านบาท ทั้ง 23 โครงการ แยกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.โครงการที่ผ่านอีไอเอแล้ว จะเสนอรูปแบบวิธีการก่อสร้างให้ทันสมัยจากประเทศเกาหลีใต้มาก่อสร้าง เพื่อให้รวดเร็วและกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ให้น้อยที่สุด แต่ยึดตามแบบเดิมของกรมชลประทาน

2.กลุ่มโครงการที่บริษัทแนะนำว่าควรจะสร้าง เมื่อดูว่าสามารถบริหารจัดการน้ำได้ผล ซึ่งจะมีแบบและศึกษาไว้เบื้องต้นจะต้องทำอีไอเอเพิ่ม และ 3.กลุ่มเสนอแนะให้สร้างเพิ่ม

แหล่งข่าวจาก กบอ.กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารคุณสมบัติของทั้ง 4 กลุ่ม ว่าจัดเตรียมเอกสารครบถ้วนหรือไม่ในแต่ละโมดูล เช่น หลักประกันซอง หลักฐานการจดทะเบียนบริษัท การมอบอำนาจ เป็นต้น ที่มายื่นประมูลบริหารจัดการน้ำทั้ง 9 โมดูล วงเงินลงทุน 291,000 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1.บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค.วอเตอร์) 2.กลุ่มบริษัทอิตาเลียนไทย-พาวเวอร์ไชน่า 3.กลุ่มบริษัทค้าร่วมล็อกซเล่ย์ และ 4.กิจการร่วมค้าซัมมิท เอสยูที

“กลุ่มไหนเตรียมเอกสารมายื่นไม่ครบจะถูกตัดสิทธิ์ แต่เพราะเอกสารมีมากจะใช้เวลาตรวจสอบสักระยะหนึ่ง คาดว่าจะแล้วเสร็จและทราบผลในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ และประกาศผลผู้ชนะประมูลทันในวันที่ 4 มิถุนายนนี้” แหล่งข่าวกล่าว

ปัญหาด้านเครือข่ายมือถือ   no comments

ส่วนเรื่องค่าบริการย้ายค่ายเบอร์เดิมหรือคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) ในวันที่ 21 พ.ค. นี้ ทางสำนักงานจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) พิจารณาลดราคา จาก 99 บาท เหลือ 39 บาท ซึ่งเตรียมเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติวันที่21 พ.ค.

และ เมื่อครบ 2 เดือนหลังจาก กทค. อนุมัติ หากยังมีปริมาณการใช้บริการเป็นจำนวนมากจะมีการพิจารณาลดราคาลงเหลือ 29 บาท  นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ขยายประสิทธิภาพในการให้บริการ เพิ่มจาก 40,000 เลขหมายต่อวัน เป็น 300,000 เลขหมายต่อวันด้วย

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังจากหารือกับผู้ประกอบการ 3G ที่ได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz ว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (DTN) และบริษัท เรียลฟิวเจอร์ จำกัด ยินดีจะลดราคาค่าบริการรายเดือนที่มีอยู่เดิม ลง15% ทุกแพคเก็จ

โดย AWN จะเริ่มลดราคาตั้งแต่ 21 พ.ค. นี้  ส่วนเรียลฟิวเจอร์จะเริ่มในเดือน มิ.ย. ขณะที่ DTN จะเริ่มลดราคาเมื่อได้เปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1GHz อย่างเป็นทางการ

“แพคเกจที่ลดราคา ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเป็นแพคเก็จ 3G บนคลื่น 2.1GHz เท่านั้น  แต่จะลดให้ลูกค้าปัจจุบันโดยอัตโนมัติ  เช่น แพคเกจ 399 บาท จะลดลงเหลือ 340 บาท เป็นต้น และจะให้ราคานี้เป็นราคากลางในการกำหนดค่าบริการในระบบ 3G ใหม่ด้วย  ซึ่ง กสทช. กำลังตรวจสอบแพคเก็จแต่ละรายว่าได้ลดราคาละ 15% จริงหรือไม่”

 

 

หุ้นเหวี่ยงตัวผันผวนหวังจบข่าวดีงบ Q1 แต่ได้แรงซื้อต่างชาติพยุงดัชนี   no comments

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์หน้า (20-23 พ.ค.) ประเมินว่าดัชนียังมีโอกาสผันผันมากขึ้น จากแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นที่เริ่มจำกัดลงหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ เนื่องก่อนหน้านี้ แต่มีความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับลงในอัตราที่สูงกว่า เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนยังขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ ๆ พร้อมทั้นักลงทุนยังหลายปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อการลงทุนทั้งปัจจัยต่าง ประเทศ ได้แก่ การหยุดดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจยุโรปและปัจจัยการเมืองในประเทศที่เริ่มในสัปดาห์หน้า จะเริ่มกลับมาสร้างความกังวลในประเด็น พ.ร.บ.ปรองดองฯ

กลยุทธ์การลง ทุนแนะนำทยอยขายเมื่อดัชนีดีดตัวขึ้นไปที่บริเวณแนวต้าน ให้แนวรับที่ 1,600 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,580 จุด แนวต้านที่ 1,650 จุด

ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวผันผวนเหวี่ยงบวกและลบ หลังหมดข่าวดีงบ บจ.Q1/56 แต่ยังได้แรงซื้อต่างชาติประคอง หุ้นสัปดาห์หน้าผันผวนเสี่ยงลงมากกว่าขึ้น ให้แนวรับ 1,600 จุด แนวรับถัดไป 1,580 จุด แนวต้าน 1,650 จุด

นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 17 พฤษภาคม ภาพการเคลื่อนไหวดัชนีแกว่งตัวในลักษณะผันผวน ทั้งในแดนบวกและลบ โดยในช่วงการซื้อขายระหว่างวันดัชนีปรับตัวขึ้นไปยืนเหนือที่ระดับ 1,630 จุดอีกครั้งซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาลงทุน แต่ยังมีแรงขายของนักลงทุนออกมาหลังจากหมดข่าวดีของผลประกอบการไตรมาส 1/56 ที่ประกาศผลการดำเนินงานครบแล้ว

 

 

ราคาเงินเฟ้อยังคงเพิ่มมากขึ้น   no comments

 

นายชัยฤทธิ์ วศินสมบัติ นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างสำหรับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและการลงทุนพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการเอกชนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สินค้าวัสดุหลักอย่างน้อย 4 รายการ นำโดยปูนซีเมนต์ ลวดอัดแรง หิน ทราย ทยอยขอปรับราคา โดยปรับขึ้นราคาไปแล้วประมาณ 10%

ปูนซีเมนต์จุดพลุขึ้นราคา

เริ่มจากสินค้าปูนซีเมนต์เป็นตัวจุดประกาย โดยทางผู้ผลิตเกือบทุกรายได้ขอปรับราคาขายเพิ่มรอบแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากราคา 2,000 บาท/ตัน เพิ่ม 200 บาทเป็น 2,200 บาท/ตัน และจะขอปรับราคาอีกรอบในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยจะเพิ่มอีก 200 บาท/ตัน ถ้าหากปรับได้ตามที่แจ้งมาเท่ากับปูนซีเมนต์จะมีราคา 2,400 บาท/ตัน

“ปูนเป็นสินค้าควบคุม แต่ราคาเพดานของกรมการค้าภายในตันละ 2,590 บาท ทุกวันนี้ยังต่ำกว่าราคาควบคุม ดังนั้นวิธีการขึ้นราคาปูนก็คือดึงส่วนลดที่ให้เอเย่นต์กลับคืนไป ทำให้ราคาขยับเข้าไปใกล้ราคาควบคุมมากขึ้น”

นายชัยฤทธิ์กล่าวว่า ผลกระทบจากปูนขึ้นราคา ทำให้วัสดุก่อสร้างเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ อีก 3 รายการทยอยปรับราคาตาม ได้แก่

1) ลวดอัดแรง เพิ่มจาก 32,000 บาท/ตันเป็น 33,000 บาท/ตัน เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ผลิตเพียงรายเดียวในประเทศไทย ทำให้สินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ลวด-หิน-ทรายขยับตาม

2) หิน วัตถุดิบในกระบวนการผลิตคอนกรีตและเสาเข็มเริ่มขาดแคลนอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดีมานด์สูงแต่โรงโม่เริ่มผลิตไม่ทัน ปัจจุบันราคาขายเพิ่มขึ้น 10-15% แล้วแต่ช่วง โดยราคาขายเพิ่มขึ้นจากตันละ 220 บาท เป็น 250 บาท

3) ทราย เริ่มขาดแคลนตั้งแต่น้ำท่วมปลายปี 2554 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ขายปรับราคาขึ้นจาก 200 บาท/ตัน เป็น 220 บาท/ตัน

“สถานการณ์วัสดุก่อสร้างในขณะนี้คือดีมานด์ซัพพลายไม่สมดุล ทำให้ผู้ผลิตถือโอกาสปรับราคาเพิ่ม และกระทบต่อธุรกิจปลายน้ำคือรับเหมาก่อสร้าง ทำให้ต้นทุนเพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องเผชิญกับปัญหาวัสดุก่อสร้างขาดแคลนและมีราคาแพง”

นายชัยฤทธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคอนกรีตผสมและเสาเข็ม เมื่อต้นทุนสูงขึ้นจึงจำเป็นต้องปรับราคาเพิ่มสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในรูปแบบการดึงส่วนลดจากลูกค้าคืนเช่นกัน โดยธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จมีการดึงส่วนลดกลับประมาณ 10% จากที่เคยให้ส่วนลด 30-50% ของราคาตั้งขาย ขณะที่ธุรกิจเสาเข็มมีการดึงส่วนลดกลับ 10-15%

เอเย่นต์แบยอดขายลดลง

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทในเครือวงษ์พิทักษ์ ตัวแทนจำหน่ายปูนตราลูกโลก และวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ในภาคตะวันตก 8 จังหวัด กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ผู้ผลิตปูนซีเมนต์เกือบทุกรายได้แจ้งซัพพลาย เออร์ขอดึงส่วนลดราคาขายหน้าโรงงานเพิ่มเป็น 200 บาท/ตัน และจะขอปรับราคาอีกภายในเดือนพฤษภาคมนี้ 200 บาท/ตัน หรือ 10 บาท/ถุง แต่การดึงส่วนลดในครั้งที่ 2 ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการขึ้นราคารอบแรกทำให้ยอดขายตกลงมา หากขึ้นอีกระลอกเชื่อว่าจะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรับไหวอย่างแน่นอน

นายอัครเดชกล่าวด้วยว่า ยอดจำหน่ายปูนถุงหรือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในช่วงที่ผ่านมาลดลง 10-15% เป็นผลมาจากผู้รับเหมาและผู้บริโภคนิยมหันไปใช้คอนกรีตผสมเสร็จเพิ่มมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ส่งผลให้ตลาดคอนกรีตผสมเสร็จเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ในขณะนี้

ราคาเหล็กยังไม่ฟื้นตัว

ด้านนายเสนอ ตระกูลสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตระกูลสุขค้าวัสดุก่อสร้าง จำกัด เอเย่นต์รายใหญ่ย่านกรุงเทพฯ ตะวันออก กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์เหล็กเส้นในขณะนี้ว่า ราคาโดยรวมถือว่าไม่ได้ฟื้นตัวตามวัสดุประเภทอื่น ๆ ตรงกันข้าม มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาขายในประเทศจะปรับตัวลดลงได้อีก จากราคาเหล็กเส้นมาตรฐาน 19,500 บาท/ตัน ลดลงจากช่วงต้นปี 500 บาท จากเดิมที่มีราคาขาย 21,000 บาท/ตัน

คาดว่ามาจากหลายปัจจัย 1) ความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกยังทรงตัว 2) เงินบาทแข็งค่า เป็นตัวกดดันไม่ให้สามารถปรับราคาขายขึ้นได้ เพราะบริษัทผู้รับเหมาชะลอการสั่งซื้อเนื่องจากมองว่าราคาเหล็กโดยรวมน่าจะปรับตัวลดลงอีก

“งานก่อสร้างในประเทศเยอะมาก แต่ราคาเหล็กไม่ขยับเลย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเหล็กก่อสร้างไทย ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน”

นายเสนอกล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวแปรที่อาจจะส่งผลกระทบต่อวงการเหล็กในประเทศคือการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะจะทำให้สินค้าจากมาเลเซียและอินโดนีเซียเข้ามาตีตลาดในประเทศ ขณะเดียวกันเวียดนามเองก็กำลังมีการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กขนาดใหญ่ นอกจากนี้ทาง สปป.ลาวอยู่ระหว่างศึกษาเปิดโรงงานถลุงแร่เหล็กและถ่านหินโดยเป็นการลงทุนจากจีนอีกด้วย

ศาลฟ้องคดีเงินกู้   no comments

นอก จากนี้ ศาลยังมีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนุญมาตรา 68 ที่นายวรินทร์ เทียมจรัส ขอให้ศาลวินิจฉัยรับไว้พิจารณาด้วย แต่คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งเป็นอีกคำร้องของนายวรินทร์ นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้อง ส.ส. 134 คน ที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ศาลวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) หรือไม่ หลังจากกระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลดร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากนายทหารกองหนุน โดยที่ประชุมมีมติรับคำร้องด้วยคะแนน 7 ต่อ 2 โดย 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับคำร้องคือนายนุรักษ์ มาประณีต และนายชัช ชลวร โดยให้เหตุผลว่า คดีดังกล่าวยังไม่เป็นข้อยุติ และหลังจากนี้จะให้ผู้ถูกร้องส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรือประมาณ 15 วัน

 

ส่วนกรณีที่นายบวร ยสินทร และคณะขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า ประธานรัฐสภาที่ 1 กับพวก 315 คน ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งมีหลักการที่จำกัดสิทธิ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ริดรอนพระราชอำนาจในการมีพระบรมราชวินิจฉัย และมีผลนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ศาลเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 190 เป็นคนละกรณีกับการแก้มาตรา 68 จึงไม่มีมูลที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จึงมีมติไม่รับคำร้อง

 

 

เงินบาทไร้ทิศทางร่วงหนัก   no comments

สำหรับค่าเงินเยนวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 102.08/10 เยน/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวันพุธที่ 102.68/71 เยน/ดอลลาร์ สกุลเงินเยนนั้นปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงคืนวันพุธและแข็งค่าสุดที่ระดับ 101.86 เยน/ดอลลาร์ ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่น่าผิดหวังของสหรัฐ โดยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐฯนั้นส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร สหรัฐฯปรับตัวลดลง และส่งผลให้นักลงทุนถอนเงินออกจากพันธบัตรสหรัฐฯและกลับเข้าครอบครองเงินเย นมากขึ้น อย่างไรก็ดีเงินเยนได้อ่อนค่าลงในช่วงการซื้อขายวันนี้จากการเข้าซื้อทำกำไร เงินดอลลาร์สหรัฐฯของนักลงทุน นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของญี่ปุ่นซึ่งออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดย GDP ของญี่ปุ่นนั้นเพิ่มขึ้น 0.9% ในไตรมาสแรกของปีนี้มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.7% ซึ่งการเพิ่มขึ้นของ GDP ญี่ปุ่นในครั้งนี้นั้นเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจของญี่ปุ่นโดยรัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ทั้งนี้ค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่างวันอยู่ที่ระดับ 101.95-102.60 เยน/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 102.56/58 เยน/ดอลลาร์ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2556 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 29.68/70 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (15/5) ที่ 29.71/73 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทนั้นแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากการที่นักลงทุนต่างชาติยังเข้ามาลงทุน ในตลาดตราสารหนี้และตลาดหลักทรัพย์ของไทยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐฯที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อคืนวันพุธที่ ผ่านมานั้นเป็นที่น่าผิดหวัง ทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะลดวงเงินในการทำการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ลงภายในสิ้นปีนี้ลง ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯนั้นปรับตัวอ่อนค่าลงอีกครั้ง โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯนั้นปรับตัวลดลงถึง 0.5% ในเดือนเมษายน ลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี ในวันนี้เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอปัจจัยใหม่ที่จะมาเคลื่อนตลาดและรอดูผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 29 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ โดยในวันนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ๆ ที่ 29.65-29.72 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 29.67/69 บาท/ดอลลาร์

สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 1.2876/77 ดอลลาร์/ยูโร ระดับเดียวกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธที่ 1.2879/80 ดอลลาร์/ยูโร สกุลเงินยูโรนั้นอ่อนตัวลงตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันพุธโดยปรับตัวอ่อนค่าสุดที่ ระดับ 1.2843 ดอลลาร์/ยูโร ภายหลังจากที่ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของยูโรโซนที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อวาน นั้นออกมาเป็นที่น่าผิดหวัง โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในไตรมาสแรกของปีนี้ น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และตัวเลข GDP ของฝรั่งเศสนั้นแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปนั้นได้เข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง โดย GDP ของฝรั่งเศสนั้นปรับตัวลดลงสองไตรมาสติดต่อกันโดยลดลง 0.2% ในไตรมาสแรกของปีนี้ อย่างไรก็ดี สกุลเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับต่ำสุดภายหลังจากข้อมูล เศรษฐกิจของสหรัฐออกมาไม่ดีเท่าที่คาดการณ์ไว้และช่วยกดดันเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ โดยในวันนี้สกุลเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ๆ ยูโรระหว่างระดับ 1.2845-1.2889 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.2867/68 ดอลลาร์/ยูโร

 

 

 

การจัดตั้งกองทุนน้ำ   no comments

รศ.ดร.อภิชาต กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์บูรณาการด้านข้อมูลเรื่องน้ำ มีอยู่ในงบประมาณ 3.5 แสนล้านแล้ว ที่เรียกว่า A6 B4 วงเงิน 4 พันล้าน เพื่อนำไปพัฒนาเครือข่ายข้อมูล ระบบข้อมูล ,และศูนย์บัญชาการ แต่เราไม่ได้รวบยอดมาคุมคนเดียว แต่พัฒนาเครือข่ายให้เชื่อมได้ วิธีการสั่งการยามปกติหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ทำไป เฉพาะยามวิกฤติสามารถดึงข้อมูล การสั่งการเปิดปิดประตูมาในเซ็นเตอร์ได้ โดยจะทำเฉพาะประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงครบ 25 ลุ่มน้ำไทยก่อน แต่พรุ่งนี้จะพูดเรื่องความร่วมมือระหว่างภูมิภาค ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีหลายหน่วยงานสนใจว่าประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางการ แลกเปลี่ยนได้หรือไม่ ซึ่งไทนพร้อมและยินดีที่จะทำในฐานะประธานคณะทำงานด้านสารัตถะ ในการประชุมผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 กล่าวว่า ในการประชุมด้านน้ำฯ ครั้งนี้ ไทยมีการจัดทำปฏิญญาเชียงใหม่ไว้ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้ว ซึ่งในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เมื่อการประชุมผู้นำฯ เสร็จสิ้นลง จะมีการอ่านปฏิญญาเชียงใหม่ ซึ่งชัดเจนว่าจะมีการส่งเสริมความร่วมมือมีเครือข่ายร่วมกัน ถ้าเป็นไปตามความคาดเดา รัฐบาลไทยอาจประกาศตั้งกองทุน และเสนอตัวเองเป็นศูนย์สำหรับเป็นตัวประสานงานในเรื่องพัฒนาด้านน้ำ เป็นเครือข่ายข้อมูล

“เบื้องต้นอาจมีเม็ดเงินนำร่อง 10 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ผมลองเสนอแนวคิดไปคร่าว ๆ เพราะมีผู้นำประเทศมากันเยอะ เบื้องต้นไทยควรแสดงตัวเป็นเจ้าภาพลงเงินไปก่อน 1 ล้านเหรียญ และมีการลงขันกันคนละ 1 ล้าน เพราะมีประเทศพัฒนาแล้วมากันเยอะ แต่ละประเทศลงขันกันคนละ 1 ล้าน ก็ได้ครบ 10 ล้านเหรียญฯ ซึ่งไทยจะมีองค์กร บุคลากร และสถานที่ สิ่งสำคัญคือในปี 2015 ไทย มี AEC ไทยควรวางตัวว่าจะมีบทบาทเรื่องใดบ้าง ในฐานะที่เราจัดเรื่องน้ำเรื่องนี้ และได้รับความสนใจมาก ก็ควรเสนอตัวคล้ายๆ เป็นศูนย์ประสานงานเรื่องน้ำ เมื่อไทยเริ่มก็ควรเป็นประธาน และหุ้นส่วนก็ควรมีคณะกรรมการมาดูแล และไทยเป็นตัวประสานงาน”

ค่าบาทระดับในระดับเหมาะสม   no comments

“เราไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการลดดอกเบี้ย หรือออกมาตรการใด ๆ และไม่ได้พูดถึง แต่ ธปท.ยืนยันมีเครื่องมือหลายอย่างที่พร้อมใช้ดูแลค่าเงินบาท ซึ่งดอกเบี้ยนโยบาย หรือมาตรการที่ทำให้เงินไหลเข้า-ออกช้าลง จนถึงมาตรการระงับการไหลเข้าของเงินทุนก็ล้วนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแล แต่หากถามว่าจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินบาทหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เชื่อว่า ธปท.ดูแลใกล้ชิดอยู่แล้ว”

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 29.00-30.00 บาท/ดอลลาร์ ถือเป็นระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม และมีความใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซียที่แข็งค่า 2.8-2.9%

 

หอการค้าดอดพบผู้ว่า ธปท.หารือมาตรการดูแลผู้ส่งออก แนะ ธปท.ดูแลค่าบาทให้เคลื่อนไหวมีศักยภาพไม่ผันผวน ใกล้เคียงภูมิภาค พร้อมหาวิธีนำเงินสกุลท้องถิ่นมาใช้ในการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่จำเป็น ต้องแลกเป็นดอลลาร์

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ทางหอการค้าไทยอยากเห็นค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนมากเกินไป และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ทำให้เอกชนแข่งขันได้

นอกจากนี้ อยากให้ ธปท.หาวิธีการนำเงินสกุลท้องถิ่นมาใช้ในการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านโดย ตรง ไม่ต้องแลกเป็นดอลลาร์สหรัฐก่อนเหมือนในปัจจุบัน ส่วนการส่งออกปีนี้จะทำได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ 8-9% หรือไม่ ต้องขอติดตามดูตัวเลขไตรมาส 2/2556 ก่อน

 

ชาวบ้านฮือการเวนคืนที่ดิน   no comments

สารพัดเหตุผลงบฯบาน

นาย ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผยว่า ขณะนี้ รฟม.รอกระทรวงคมนาคมนำโครงการนี้เสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา คาดว่าเร็ว ๆ นี้ โดย รฟม.ทำรายละเอียดชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ ไปหมดแล้ว เนื่องจากวงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากกว่า 40,000 ล้านบาท เป็นกว่า 58,590 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าเวนคืนที่ดินเพิ่มขึ้น เนื่องจากกรมธนารักษ์ปรับราคาประเมินใหม่ กับมีการย้ายจุดสร้างเดโป้ ทำให้ค่าเวนคืนเพิ่มขึ้น

ส่วนค่าก่อสร้างก็เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคา เดิมประเมินไว้เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาก่อสร้างเพิ่มขึ้น ทั้งราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นมาก ยังมีค่ารื้อย้ายงานก่อสร้างสะพานข้ามแยกรัชโยธินจากแนวถนนรัชดาภิเษกมาอยู่ แนวถนนพหลโยธินแทน และมีโครงสร้างรถไฟฟ้าอยู่ข้างบน พร้อมก่อสร้างทางลอดใหม่บนแนวถนนรัชดาภิเษก

นอกจากนี้มีการปรับลด ระยะทางของสะพานข้ามแยกเกษตรและแยกเสนาด้วย เพื่อให้สร้างสถานีรถไฟฟ้าได้ ทั้งนี้ได้หารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะดำเนินการได้ทันทีหลังจากที่ได้ตัวผู้รับเหมาก่อสร้าง

วางแผนเริ่มเวนคืนปีนี้

นาย ยงสิทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงินลงทุนอยู่ใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีวงเงินลงทุนทั้งโครงการ 58,590 ล้านบาท แยกเป็นค่าจ้างที่ปรึกษา 1,703 ล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดิน 7,606 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ถูกเวนคืนประมาณ 200 กว่าราย ค่าก่อสร้าง 29,225 ล้านบาท และค่างานระบบรถไฟฟ้า 20,055 ล้านบาท

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้นำร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินแนวโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีอำนาจเข้าไปสำรวจพื้นที่ สำรวจผู้ถูกเวนคืนที่ดินโดยเร็ว

ล่า สุดมอบหมายให้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พิจารณารายละเอียดโครงการตามที่ รฟม.เสนอวงเงินลงทุนมา เนื่องจากมีค่าก่อสร้างและเวนคืนที่ดินเพิ่มขึ้นหลังมีการปรับเปลี่ยนจุดที่ ตั้งศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) มาอยู่ถนนลำลูกกาคลอง 2 เบื้องต้นทราบว่า รฟม.เสนอค่าเวนคืนเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 2,000 ล้านบาท เพิ่มเป็นกว่า 7,000 ล้านบาท

“ก่อนเสนอ ครม.อนุมัติ จะต้องมีข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วนมาชี้แจงให้ที่ประชุมฟังว่าทำไมวงเงินถึงเพิ่มขึ้น” นายชัชชาติกล่าว

 

ตามแผนงานจะเริ่มกระบวนการเวนคืนที่ดินปลายปีนี้ เปิดประมูลปลายปี 2556 เริ่มสร้างกลางปี 2557 เปิดบริการกลาง

ปี 2561 จัดหาระบบรถไฟฟ้าประมาณปี 2557 โดยโครงการจะเริ่มใช้เงินกู้ตาม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ปี 2557-2561

นาย ยงสิทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับการเปิดประมูลงานโยธา วงเงิน 29,225 ล้านบาท แยกออกเป็น 4 สัญญา มีงานโยธา 2 สัญญาคือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ (รวมรื้อสะพานข้ามแยก 3 แห่ง) ระยะทาง 11.4 กิโลเมตร วงเงินกว่า 12,000 ล้านบาท และช่วงสะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 7 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท งานระบบ 1 สัญญา และศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) 1 สัญญา

เปิดแนวเส้นทาง +16 สถานี

สำหรับ แนวเส้นทางโครงการจะก่อสร้างเป็นโครงสร้างยกระดับตลอดเส้นทาง มีจุดเริ่มต้นจากจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอสที่สถานีหมอชิต วิ่งตรงไปตามแนวถนนพหลโยธิน ข้ามทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ผ่านแยกรัชโยธิน แยก ม.เกษตรศาสตร์

จากนั้นตรงไปจนถึงพหลโยธินซอย 66 แนวเส้นทางจะเบี่ยงออกไปด้านซ้ายไปจนถึงอนุสาวรีย์หลักสี่ จากนั้นถึงจะกลับมาอยู่บนเกาะกลางถนนพหลโยธิน จนสิ้นสุดเขตกองทัพอากาศ แล้วเลี้ยวขวาตัดเข้าถนนลำลูกกา และมาสุดปลายทางที่คูคต บริเวณลำลูกกาคลอง 2

มี 16 สถานี ประกอบด้วย สถานีห้าแยกลาดพร้าว สถานีพหลโยธิน 24 สถานีรัชโยธิน สถานีเสนานิคม สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถานีกรมป่าไม้ สถานีบางบัว สถานีกรมทหารราบที่ 11 สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ สถานีอนุสาวรีย์หลักสี่ สถานีสายหยุด สถานีสะพานใหม่ สถานีโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ สถานี กม.25 และสถานีคูคต

GDP เติบโตปลายปีนี้   no comments

 

นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระจากต่างประเทศเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีข้อมูลในการตรวจสอบที่ชัดเจน ทางกระทรวงจึงควรประสานงานและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะข้อสรุปในการเรียกตรวจรถบางส่วน ที่นำเข้ามาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กว่า 2,000 คันและยังไม่ได้จดทะเบียนซึ่งได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วว่าจะมีขั้นตอนการ เรียกรถมาตรวจสอบอย่างไร

 

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำรถเข้าไปตรวจสอบ ใช้เวลาตรวจและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 45 วัน แม้การตรวจค่าไอเสียทำได้เร็วขึ้นจริง แต่เอกสารที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนต้องรอนานเกินไป

 

ปกติรถนำเข้าจาก ต่างประเทศผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานต่าง ประเทศที่มีมาตรฐานสูงยืนยันอยู่แล้วจึงเกิดคำถามว่าการตรวจค่าไอเสียนั้น เป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 

ผลกระทบจากรัฐบาลเข้มงวดกับบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ตั้งแต่ปรับวิธีคำนวณภาษีใหม่ ทำให้รถแต่ละคันมีต้นทุนภาษีสูงขึ้น และใช้มาตรการคุมเข้มจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับเกณฑ์การปล่อยไอเสีย หากไม่ผ่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรถนำเข้าค้างอยู่ที่ท่าเรือกว่า 2,000 คัน กระทบธุรกิจรถยนต์นำเข้าเป็นหมื่นล้านบาท

จนล่าสุดสมาคมผู้นำเข้าและ จำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวง อุตสาหกรรมเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบด้วยการร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่รถมา ถึงที่ท่าเรือ การตรวจมาตรฐานไอเสียโดยสถาบันยานยนต์ จนถึงการจดทะเบียนรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบก จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 90 วัน ให้ลดเหลือเพียง 10 วัน

พร้อมทั้งปรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบค่าไอเสีย สำหรับรถยนต์เบนซินจากเดิมคันละ 120,000 บาท เหลือ 44,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังคงอัตราเดิม 40,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

แต่เกณฑ์ที่ผ่อนปรนนี้ บรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระหลายรายก็ยังมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ

 

“เรามองว่าการจะออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้จริงและมีผลทันทีเราเป็นห่วงไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่ขั้นตอนการตัดสินใจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐ ควรทำได้ทันทีเพราะการรอความชัดเจนนานถึง 3 เดือนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก อนาคตประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน”

เช่นเดียวกับนางสาวชลลธรศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือบีอาร์จี ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์อิสระ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐผ่อนเกณฑ์ แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่

และสถาบันยานยนต์ระบุว่าสามารถตรวจสอบรถได้แค่ 8 วันต่อคัน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่รอการจดทะเบียนจำนวนมาก จึงน่าจะมีการเพิ่มสถานที่ในการตรวจและเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบ การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น

ขณะที่นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ลูกค้ารถนำเข้าลดน้อยลง แต่สำหรับบริษัทนั้นถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้ายังมีความเชื่อมั่น เพราะในสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นระบุว่ารถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากบริษัทจะต้องได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ถือเป็นการรับประกันที่ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ทั้งนี้เมื่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรถนำเข้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการผ่อนปรนของกระทรวงอุตฯ โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาระบุเองนั้น ทางสมาคมยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจสูงสุดเรื่องนี้คือ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งที่ผ่านมา สมอ.เปลี่ยนแปลงเลขาธิการบ่อยมาก คนที่แล้วมาอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบค่าไอเสีย แม้จะลดราคาลง แต่หากต้องทำ 3-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ต้นทุนก็เพิ่มอยู่ดี เท่ากับไม่ได้สิทธิ์นั้น ๆ ในขณะที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่รถนำเข้าทุกคันจะมีใบกำกับการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะใช้ทดแทนได้เพราะมาตรฐานจากต่างประเทศสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สมาคมจะต้องเร่งผลักดันยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ซึ่งวันนี้รถที่ตรวจผ่านยังต้องรอใบอนุญาตเพื่อใช้จดทะเบียน และการตรวจนั้นรถรุ่นเดียวกัน สเป็กเดียวกัน ตรวจคันเดียวสามารถครอบคลุมทุกคันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้น จำนวนรถนำเข้าที่มีจำนวนมากมาย ต้องนำมาตรวจทุกคัน สถาบันยานยนต์ สมอ. คงรองรับไม่ไหวแน่นอน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อปัญหาการนำเข้ารถยนต์ เห็นชอบแก้ไขกฎระเบียบการตรวจสอบและอนุญาตรถเกรย์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ได้แก่ ร่นเวลาการตรวจสอบจากท่าเรือ จนถึงกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากเดิม 90 วันเหลือเพียงไม่เกิน 10 วัน ในกรณีที่มีเอกสารทุกอย่างครบ และสถาบันยานยนต์จะลดค่าใช้จ่ายการทดสอบค่ามลพิษ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป