Archive for the ‘แหล่งธุรกิจ’ Category

ธุรกิจและการพัฒนา   no comments

LPN-SF คลิกแนวคิดสรรค์สร้างคุณค่าร่วมเชิงธุรกิจ (Creative Share Value) สร้างศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท รองรับผู้อยู่อาศัย 10,000 ครอบครัว ในโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่นำร่องของ LPN บนพื้นที่ 100 ไร่ เชื่อคุณค่าจากการร่วมมือทั้งสององค์กรจะสร้าง “ชุมชนเมืองน่าอยู่” ที่สมบูรณ์

 

นายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยถึงที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เป็นการนำเอาแนวคิดสรรค์สร้างคุณค่าร่วมเชิงธุรกิจ (Creative Share Value)ของทั้งสององค์กร มาดำเนินการพัฒนาชุมชนพักอาศัยขนาดใหญ่บนทำเลย่านรังสิต โดย LPN ในแนวทางการพัฒนาคอนโดมิเนียมพักอาศัยชุมชนน่าอยู่ และบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF) ผู้ประกอบธุรกิจด้านการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้า ที่มุ่งเน้นพัฒนาศูนย์การค้าชุมชนและไลฟ์สไตล์รายแรกของเมืองไทย มาร่วมสร้างศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิด (Community Mall) ที่สมบูรณ์และครบวงจร ให้อยู่บนพื้นที่เดียวกัน เพื่อเป็นการร่วมเปิดประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์ ให้กับประชาคมลุมพินี

 

“ตลอดการดำเนินการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท เรามีความตั้งใจที่จะส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัยในทุกโครงการ ภายใต้แนวคิดการบริหารจัดการ “ชุมชนน่าอยู่” ที่ทาง LPN ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ และพัฒนามากว่า 20 ปี นอกจากนี้ บริษัทยังคงยึดมั่นในการพัฒนาคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ (Product & Service Value) อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการรองรับ และตอบสนองต่อพื้นฐานการดำรงชีวิตให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคนเมือง ซึ่งในความร่วมมือครั้งนี้ก็เช่นกัน บริษัทเชื่อมั่น และไว้วางใจใน SF ผู้นำด้านการบริหารศูนย์การค้าแบบเปิดให้เข้ามาร่วมสร้างชุมชนเมืองน่าอยู่ และพัฒนาความสำเร็จไปด้วยกัน เพื่อเป็นโครงการต้นแบบ โดยครั้งแรกเราร่วมกันพัฒนาโครงการดังกล่าวบนทำเลรังสิตคลอง 1 ที่มีประชากรหนาแน่น ภายใต้แบรนด์ “ลุมพินี ทาวน์ชิป” มูลค่าของโครงการกว่า 7 พันล้านบาท บนพื้นที่ 100 ไร่ โดยตั้งราคาห้องชุดที่ 600,000-700,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดกว่า 10,000 ครอบครัว”

จากความร่วมมือของสองบริษัท ในการใช้จุดแข็งและคุณค่าของทั้งสององค์กรเพื่อพัฒนาศักยภาพในการให้บริการ แก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ในครั้งนี้ LPN เชื่อมั่นว่าจะเป็นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีให้กับประชาคม ลุมพินี และทำให้โครงการดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน นายนพพร วิฑูรชาติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF) ได้กล่าวถึงรูปแบบธุรกิจด้านการพัฒนา และบริหารศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดร่วมกับ LPN ว่า
“SF มองการลงทุนในทำเลที่มีชุมชนหนาแน่น การเดินทางที่สะดวก และกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย จึงจะตัดสินใจลงทุนในแต่ละโครงการ ทั้งนี้ ในการจับมือร่วมกันในครั้งนี้ SF เชื่อมั่นในความชำนาญของ LPN ในการเลือกพื้นที่การพัฒนา โดยโครงการต่างๆ ล้วนแต่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ตลอดจนแนวคิดของ LPN สอดคล้องกับแนวทางของ SF อยู่แล้ว ทำให้การตัดสินใจลงทุกร่วมกันย่านรังสิตคลอง 1 เป็นไปโดยง่าย ด้วยศักยภาพของโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยถึงกว่า 10,000 ครอบครัว และด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการเติมเต็มการสร้างชุมชนน่าอยู่ ถือเป็นโครงการนำร่อง และคาดว่าในเร็วๆ นี้ จะมีการพัฒนาโครงการร่วมกันระหว่าง LPN และ SF  ในอีกหลายโครงการในอนาคต

ตลาดหุ้นและการลงทุน   no comments

ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงต่จากวานนี้เหตุได้อานิสงส์ตช.พลิกกลับลำมาซื้อสุทธิ แถทภาพรวมตปท.ยังสดใสขานรับต่อเนื่องที่ FED ยันเดินหน้าทำ QE ต่อ หนุนแรงซื้อเข้าหุ้นสื่อสาร-แบงก์ ส่วนบ่ายมีลุ้นเดินหน้าบวกต่อหาดัชนีปรับตัวขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,550 จุด ติด ปัจจัยศก.และการเมืองตปท.ให้แนวรับแรกไว้ที่ 1,540 จุด แนวรับถัด 1,535 จุด แนวต้านไว้ที่ 1,550 จุด

นายทวีรัชต์ มัททวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 1 มีนาคม ดัชนีตลาดหุ้นไทยในการซื้อขายภาคสามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากวานนี้ที่ ดัชนีปรับตัวขึ้นค่อนข้างสูง และนักลงทุนต่างชาติได้กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยโดยกลับมามียอดขายสุทธิ อีกครั้ง  รวมถึงภาพรวมของต่างประเทศที่ยังคงสดใสขานรับปัจจัยบวกต่อเนื่องหลังจากที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED) อกมาระบุว่ามาตรการผ่านคลายเชิงปรัมาณ(QE) ยังมีความจำเป็นต้องดำเนินต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเช้านี้หุ้นที่มีแรงซื้อค่อนข้างสูงเป็นหุ้นในกลุ่มสื่อสารและธนาคาร พาณิชย์

ธุรกิจเครื่องดื่มอีกแหล่งที่น่าลงทุน   no comments

ในปีนี้ ที่ต้องมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ ทั้งยอดขาย, นวัตกรรมสินค้า, โปรโมชั่น โดยเฉพาะการเป็น “ผู้นำ” กระแสของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดชั้นเซียนอย่าง “ตัน ภาสกรนที” สามารถฉกชิงภาพลักษณ์ดังกล่าวไปได้เสมอ

โดยเฉพาะโปรโมชั่นหน้าร้อน ที่ถือเป็น “ไคลแม็กซ์” ที่สุด มาปีนี้ “โออิชิ” เปลี่ยนแนวหันมาจัดชิงโชคแบบ “ฮาร์ดเซล” แจกทองมูลค่า 90 ล้านบาทกับแคมเปญ “รหัสโออิชิ ลุ้นรวยทุกชั่วโมง” เริ่มแจก 1 มีนาคมนี้

นับเป็นโปรโม ชั่นหน้าร้อนที่มีมูลค่ามากที่สุดที่บริษัทเคยจัด พร้อมเพิ่มงบฯตลาดเป็น 250 ล้านบาท จากปกติที่ใช้อยู่ที่ 100-150 ล้านบาท

ปีนี้ถือว่าโออิ ชิแก้ตัวได้ ด้วยการชิงกระแสแถลงข่าวเปิดตัวโปรโมชั่นก่อนหน้าอิชิตันได้สำเร็จในช่วง เช้าของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ แต่เสี่ยตัน ซึ่งมี “จุดแข็ง” ในเรื่องฐานแฟนคลับ โดยเฉพาะช่องทางเฟซบุ๊ก

กว่า 2 ล้านแฟนเพจ ตกเย็นวันเดียวกันก็โพสต์ภาพการไปเบิกเงินที่ธนาคาร เพื่อนำมาจัดโปรโมชั่นช่วงซัมเมอร์นี้กับ “ลุ้นรหัส รวยเปรี้ยง 60 วัน 60 ล้าน รีเทิร์น” ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 1 มีนาคมนี้ ความน่าสนใจ คือ จำนวนเงินที่เบิก 90 ล้านบาท เท่ากับโออิชิแบบเป๊ะ ๆ ไม่ขาด ไม่เกิน

งาน นี้แม้ไม่แน่ชัดว่าใครตัดหน้าใคร แต่ที่น่าสังเกตคือ ทั้งคู่ต่างปรับแนวรบหันมาใช้แคมเปญแบบ “แบ็กทูเบสิก” ด้วยการ “แจกทองปลุกยอด” แทนการพาไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบ “ทัวร์ยกแก๊ง” ซึ่งถือเป็นโลโก้ประจำตัวทั้งคู่ ด้วยโจทย์สำคัญของทั้งคู่วันนี้คือการ “แย่งมาร์เก็ตแชร์” มากกว่า

“อนิรุทธิ์ มหธร” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแข่งขันของตลาดเครื่องดื่ม

ในช่วงหน้าร้อนนี้จะดุเดือดอย่างแน่นอน คาดว่างบฯการตลาดที่ผู้ประกอบการทุกค่ายจะใช้ในช่วงนี้จะไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

โออิชิคาดหวังจะเติบโต 30% และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอีก 5% จาก 45% เป็น 50% จากมูลค่าตลาดชาเขียว 13,000 ล้านบาท

หน้าร้อน ซึ่งถือเป็น “ไฮซีซั่น” ของตลาดเครื่องดื่มช่วงเวลาที่ทุกค่ายต้องทุ่มสรรพกำลังทุกอย่างที่มีเพื่อ ฉกฉวยโอกาสในการสร้างยอดขายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นอกจากความดุเดือดในแง่ของการแข่งขันทางธุรกิจแล้ว ความเข้มข้นในปีนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อหลายค่ายมีคำว่า “ศักดิ์ศรี” ที่ค้ำคออยู่ คือ ยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อดึงส่วนแบ่งตลาดให้มากที่สุด เข้าทำนอง “แพ้ไม่ได้” ที่เห็นชัดที่สุดคือ อดีตคนเคยรักกันอย่าง “โออิชิ-อิชิตัน” ที่ปัจจุบันมี

ขณะ ที่ “บิ๊กโคล่า” ของอาเจ กรุ๊ป จากเปรู เลือกช่วงจังหวะนี้ เข็นน้ำสี “บิ๊ก จิงเจอร์ พายแอปเปิล” ออกมาแนะนำตัวกับผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากอยู่ในตลาดเมืองไทยมากว่า 5-6 ปี ที่หันมารุกตลาดน้ำสีอย่างจริงจัง โดยโจทย์ของอาเจ กรุ๊ปปีนี้ คือเน้นต่อยอดด้วยการทุ่มสร้างแบรนด์บิ๊กโคล่าให้โดนใจผู้บริโภคคนเมืองมาก ยิ่งขึ้น ผ่านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง และอีเวนต์ต่าง ๆ

ฝ่ายที่ดู เหมือนจะเงียบที่สุด ณ เวลานี้ เห็นจะเป็นอดีตผู้นำอย่าง “เป๊ปซี่” เชื่อว่าจะไม่ปล่อยให้โอกาสทองในช่วงนี้หลุดลอยไป แม้ถึงปัจจุบันยังค่อนข้างเงียบอยู่ก็ตาม

“ซัมเมอร์” สำหรับตลาดน้ำอัดลม ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการ “ช่วงชิง” ทั้งยอดขาย กระแส อิมเมจ และ “ศักดิ์ศรี” ของความเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ต้องทุ่มกันแบบไม่มียั้ง

 
“อิชิตัน” ที่เข้าตลาดมาเกือบ 2 ปี ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดถึง 23% ส่วนโออิชิ ที่ประสบปัญหาเรื่องโรงงานผลิตในช่วงน้ำท่วม ปัจจุบันเหลือมาร์เก็ตแชร์ตกลงมาเหลือ 45% เทียบกับก่อนที่อิชิตันจะเข้าตลาดในเดือนกรกฎาคม 2554 เคยมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า 60% ถือเป็นภารกิจใหญ่ของโออิชิ

นอก จากชาเขียวอีกตลาดที่น่าจะมีดีกรีการแข่งขันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ “น้ำอัดลม” จากข้อมูลของเอซี นีลเส็น ส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมในช่องทางค้าปลีก (ไม่รวมร้านอาหาร) โค้กขึ้นเป็นผู้นำแทนเป๊ปซี่ ด้วยส่วนแบ่งไม่ต่ำกว่า 50% ตาม

ด้วยเป๊ปซี่ 30% บิ๊กโคล่า 16%

โดยตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ละแบรนด์ต่างพาเหรดเปิดตัวแคมเปญหน้าร้อนกันอย่างคึกคัก

“เอส” ของเสริมสุขส่งโปรโมชั่น “แจกสุดขั้ว ทั่วประเทศ” ลุ้นเคสไอโฟน 5 แพลทินัมฝังเพชร 5 ชิ้น และเคสทองคำแท้ 100 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 18 ล้านบาท เป็นยกแรกก่อนที่จะปล่อยยก 2 มาในช่วงกลางเดือนเมษายนอีกรอบหนึ่ง

ครั้ง นี้ ถือเป็นครั้งแรกของการทำกิจกรรมหน้าร้อนของเสริมสุขที่ปราศจากพันธมิตรอย่าง “เป๊ปซี่” แต่เป็นการโชว์ฝีมือและไอเดีย การทำการตลาดของตัวเองแบบเพียว ๆ ซึ่งถือเป็น “บทพิสูจน์” ฝีมือของยักษ์ใหญ่รายนี้อย่างแท้จริง

“ฐิติ วุฒิ์ บุลสุข” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โปรโมชั่นครั้งนี้ไม่เหมือนที่บริษัทเคยทำในอดีต อย่างที่บอกเราจะไม่ทำอะไรแบบเดิม ๆ อีกต่อไป

“เคสไอโฟนที่แจก ซึ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น ไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้ บ่งบอกถึงความพิเศษ ความเป็นยูนีค ตัวตนที่ไม่เหมือนใคร สอดคล้องกับแบรนด์เอสได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็เป็นของรางวัลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ กับสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก”

ด้านผู้นำตลาดอย่างโค้กก็ส่ง “น้ำจิ้ม” นำร่องด้วย “มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง” โดยเล่นกับกระแสรายการสุดฮอต “The Voice” ตัวจริงเสียงจริง จัดคอนเสิร์ตใหญ่ “โค้ก พรีเซ้นท์ คอนเสิร์ต เสียงจริง ตัวจริง” ย้ำภาพแบรนด์ที่เข้ากระแส โดนใจคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นภาพที่ “เป๊ปซี่” ครองความเป็นผู้นำมาอย่างยาวนาน

ก่อนที่จะมี “บิ๊กแคมเปญ” แบบจัดหนัก จัดเต็ม ออกมาในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จในวันนี้

แนะนำแหล่งทำงเงินใน กทม.   no comments

Posted at 10:58 am in แหล่งธุรกิจ

นายจรัสพันธ์ วัชโรทัย ผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ ในฐานะผู้อำนวยการตลาดนัดจตุจักร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่การรถไฟฯได้เข้าไปบริหารตลาดนัดจตุจักรครบรอบ 1 ปีเมื่อเดือนมกราคม 2556 ที่ผ่านมา ล่าสุดอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงตลาดใหม่ ทั้งติดตั้งวัสดุต่าง ๆ ตกแต่งให้เกิดความสวยงาม พร้อมทั้งจัดโซนร้านค้าให้หาได้ง่ายขึ้นตามแผนจะใช้วงเงินดำเนินการประมาณ 234 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนมีนาคมนี้ วงเงิน 114 ล้านบาท เป็นการปรับปรุงถนนทางเดินภายนอกและภายในซอย โครงการต่าง ๆ ด้วยการนำกระเบื้องที่มีลวดลายสวยงามมาปูบริเวณทางเดิน พร้อมทั้งขีดสัญลักษณ์บอกทางไปตามร้านค้าโซนต่าง ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและลูกค้าที่เป็นคนไทยสามารถเดินช็อปปิ้งได้ง่าย ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 4 เดือน คาดว่าจะเสร็จในเดือนกันยายนนี้

ส่วนเฟสที่ 2 ใช้เงินลงทุนประมาณ 120 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2557 หรือประมาณเดือนตุลาคมเป็นต้นไป เป็นโครงการปรับปรุงโครงสร้างอาคาร เช่น หลังคา ระบบระบายน้ำภายในตลาดทั้งหมด ใช้เวลาดำเนินการภายใน 6 เดือน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2557

“เหตุผลที่ต้องปรับปรุง เนื่องจากโครงสร้างเดิมทรุดโทรมมาก ไม่ได้มีการปรับปรุงเลย เป็นการปรับโฉมให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เป็นตลาดนัดติดแอร์อยู่เหมือนเดิม แต่ต้องการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ค้าและลูกค้าด้วย”

นายจรัสพันธ์กล่าวว่า ผลดำเนินการในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การรถไฟฯสามารถทำรายได้จากการบริหารพื้นที่ตลาดได้มากกว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) เคยจ่ายค่าเช่าให้กับการรถไฟฯ โดยสามารถจัดเก็บรายได้เฉลี่ย 38 ล้านบาท/เดือน ขณะที่ในอดีต กทม.จ่ายค่าเช่าให้การรถไฟฯ ปีละ 20 ล้านบาท ด้านค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 13 ล้านบาท เป็นค่าจ้างบริษัทข้างนอกมาดำเนินการ โดยทำสัญญาจ้างระยะยาวปีต่อปี เช่น พนักงานทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย และจัดการจราจร เป็นต้น

“ค่าเช่าซึ่งเดิมการรถไฟฯจะต้องปรับเพิ่มขึ้น จากเดิมเก็บอยู่ประมาณ 3,000 กว่าบาทต่อแผงต่อเดือน หลังจากครบ 2 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่ได้พิจารณา ผมเรียนว่าต้องขอดูสภาพเศรษฐกิจและการค้าของตลาดมาประกอบกันด้วย” นายจรัสพันธ์กล่าว