ตามดูธุรกิจหนังไทย   no comments

เมื่อ พูดถึงพลอตเรื่องและความแปลกใหม่ของต้มยำกุ้งกันแล้ว น่าสนใจว่าภาคสองที่ทุ่มงบประมาณการสร้างไปกว่า 600 ล้านบาท จะสามารถเอาตัวรอดในตลาดหนังเมืองไทยได้ดีเพียงใด เมื่อเข้าไปอยู่บนโปรแกรมของโรงภาพยนตร์ในวันที่ 26 ตุลาคมที่จะถึงนี้

“หนัง แอ็กชั่นแนวศิลปะการต่อสู้ของไทยมันมีกำแพงที่ผู้สร้างจะต้องฝ่าไปให้ได้ นั่นคือความแปลกใหม่ ถ้าหนังไม่อาจทำให้คนดูรู้สึกแบบนั้นได้โอกาสเจ๊งก็สูง เพราะการทำหนังมวยไทยไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะต้องเข้ามาดูทุกคนนะ มันอารมณ์แตกต่างจากหนังท่านมุ้ยที่หลายคนมองว่าเป็นหนังประจำชาติที่ต้องดู ดังนั้นถ้าหนังแอ็กชั่นทำไม่ได้ก็มีตัวอย่างให้เห็นหลายเรื่องแล้วที่ไม่มี คนดู ไม่มีคนรู้จัก”

แม้ ว่าปรัชญาจะเคลมต้มยำกุ้งภาคสองว่าเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ก็ตาม แต่ความคาดหวังเรื่องตัวเลขรายได้ในภาคนี้ของตลาดไทยกลับไม่สวยหรูอย่างที่ คิด เพราะเขาหวังเพียงแค่ครึ่งเดียวของทุนสร้างเท่านั้น ส่วนที่เหลือไปลุ้นเอากับตลาดต่างประเทศแทน

“คิด ว่ายังไงก็คงไม่ขาดทุนเมื่อปิดการขายแล้ว แต่คงจะได้กำไรไม่มากอย่างที่คิดไว้ เพราะรู้ ๆ กันอยู่ว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นยังไง ตรงนี้ก็มีผลต่อตลาดหนังเหมือนกัน แต่เรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจา (พนม) คงไม่กระทบกับเรื่องแน่นอน เพราะส่วนตัวเชื่อมันในหนังเรื่องนี้ว่ามีเสน่ห์พอที่จะยังคงดึงดูดคนอยู่ แม้จะมีปัญหาเรื่องปลีกย่อยไปบ้างก็ตาม”

ปรัชญา เปรยทิ้งท้ายเอาไว้อีกว่า ปัญหาของจา-พนมที่เกิดขึ้นกับทางค่ายหนัง หากจัดการไม่ลงตัวคงจะส่งผลกระทบจริง ๆ ก็ตอนคิดจะทำ “ต้มยำกุ้ง 3″ ในอนาคต เพราะหากตัดสินใจทำขึ้นมาจริง ๆ ก็คงจะต้องรีบูตหนังไปเลย

“ต้ม ยำกุ้งมันต่างจากสไปเดอร์แมนที่จะเอาใครมาใส่ชุดคนก็ยังดู เพราะต้มยำกุ้งถูกผูกติดไว้ที่หน้าของจาไปแล้ว แต่ถ้ามันต่อไปติดกันจริง ๆ ส่วนตัวก็อยากจะลองรีบูตเรื่องนี้ดูเหมือนกันนะ มันน่าจะเป็นอะไรที่ท้าทายดีเหมือนกัน”

 

แต่ ล่าสุดในปี 2556 การเดินทางมาถึงโรงภาพยนตร์แบบทุลักทุเลเต็มไปด้วยปัญหามากมายของหนังบู๊ ศิลปะการต่อสู้ภาคต่ออย่าง “ต้มยำกุ้ง 2″ ที่ได้ทีมงานและนักแสดงนำจากเมื่อ 7 ปีก่อนอย่าง “จา-พนม ยีรัมย์” กับ “หม่ำ ม๊กจ๊ก” กลับมาผนึกกำลังร่วมงานกันอีกครั้ง พร้อมทุนการสร้างที่อัพเกรดขึ้นมากว่า 5 เท่า ได้ ทำให้หลายคนเริ่มจับตามองด้วยความคาดหวังอันหนักอึ้งว่า หนังเรื่องนี้น่าจะสามารถปลุกกระแสหนังบู๊สายศิลปะการต่อสู้ของไทยให้กลับมา รุ่งเรืองอีกครั้ง
จุดนี้ปรัชญาเน้นย้ำแบบขีดเส้นใต้หนา ๆ ว่า สำคัญยิ่งกว่า “บทหนัง” ที่หนังแนวทางอื่น ๆ ล้วนให้น้ำหนักเป็นอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำไป

“ผม ยอมรับว่าต้มยำกุ้งภาคแรกเป็นหนังที่มีบทอ่อนมากจริง ๆ แต่ด้วยความที่ฉากแอ็กชั่นในหนังมันสนุก มีความสดใหม่ของท่วงท่าศิลปะการต่อสู้ จนกล้าพูดเลยว่ามันเป็นหนังที่มีฉากแอ็กชั่นโคตรดีที่ใครเห็นใครก็ชม จึงทำให้หนังมันขายได้ เพราะคนที่เข้ามาดูหนังบู๊เกือบทั้งหมดต้องการความสนุกสะใจแบบเต็มที่”

อย่าง ไรก็ตาม ผู้กำกับต้มยำกุ้งยอมรับว่า เสียดายไม่น้อย ที่บทภาคแรก “ไม่ดี” เพราะต่อให้เป็นหนังบู๊แอ็กชั่นล้างผลาญชนิดระเบิดภูเขาเผากระท่อมแค่ไหนก็ จำเป็นต้องคุมบทให้ อยู่หมัด ดูดีมีมิติกว่าที่เคยทำเอาไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ทำให้ภาคสองในปีนี้จึงเน้นให้ความสำคัญมิติลุ่มลึกของตัวบทมากขึ้น ชนิดที่ว่าไม่ด้อยไปกว่าการระดมไอเดียกับ “พันนา ฤทธิไกร” และจา พนม คิดค้นท่าทางการต่อสู้เลยทีเดียว

การ ได้ตัว “เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์” ที่เคยฝากผลงานเอาไว้จาก 13 เกมสยอง, สี่แพร่ง (ตอน ยันต์สั่งตาย), หลุดสี่หลุด และทองสุก 13 มารับหน้าที่เขียนบทในภาคสอง น่าจะทำให้แฟนหนังต้มยำกุ้งและคนที่ค่อนแคะตัวบทในภาคก่อนสบายใจกันได้ไม่ มากก็น้อย

“ตอน แรกเราคิดกันว่าจะไม่พูดกันถึงเรื่องช้างแล้วนะ เพราะเราไม่อยากโดนล้ออีกแล้วว่า “ช้างกูอยู่ไหน ?” แต่พอเสียเวลาคิดพลอตอื่น ๆ ไปได้สักระยะจึงพบว่า ไม่สามารถเลี่ยงได้

จริง ๆ เพราะแคแร็กเตอร์ตัวละครในต้มยำกุ้งมีผูกพันกับช้างอย่างแข็งแรง อีกอย่างในปัจจุบันปัญหาช้างไทยมันก็ยังไม่จบ เราอยู่ในจุดที่สามารถช่วยให้ข้อมูลในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อช้างของ คนได้ ดังนั้นจึงสรุปกันว่ายังไงก็ต้องกลับมาพูดเรื่องช้างกันอยู่ดี ต่อให้โดนค่อนแคะก็ตาม (หัวเราะ)”

ป.ป.ช.มีมติส่งแนวทางป้องกันการทุจริตโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนลบ.ให้รัฐบาล   no comments

นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงถึงแนวทางและมาตรการของ ป.ป.ช. ในการป้องกันการทุจริตโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย วงเงิน 3.5 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์เห็นชอบตามข้อเสนอแนะของอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริต ในการส่งข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามาตรการป้องกันการ ทุจริตและความเสียหายของทางราชการในการดำเนินโครงการดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 19 (11) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

 

เนื่องจาก ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก และมีจุดเสี่ยงหลายจุด พร้อมยืนยันมติ ป.ป.ช.ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับการประชุมผู้นำน้ำโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงไม่ได้เป็นการกล่าวหารัฐบาลว่าอาจมีการทุจริต แต่เพื่อให้มีการปรับปรุงการใช้งบประมาณให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 19(11) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร

 

“การเสนอแนะมาตรการการป้องกันทุจริตให้รัฐบาลเพราะมีความห่วงใยและไม่ได้ขัดขวางโครงการ แต่ต้องการให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ มีความโปร่งใส ส่วนรัฐบาลจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะพิจารณา” นายกล้านรงค์กล่าว

 

ด้านนาย พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาลมี ลักษณะที่เร่งรีบและรวบรัดเมื่อเทียบกับการดำเนินโครงการตามปกติการคัดเลือก ผู้รับจ้าง หรือการแข่งขันของบริษัทที่ยื่นข้อเสนอมีไม่มากเท่าที่ควร

 

อีกทั้งการจ้างเหมายังเป็นการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จในรูปแบบdesign build เป็นการกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบทั้งการออกแบบและก่อสร้างในแต่ละโมดูล การรวมงานที่มีลักษณะที่หลากหลาย ดำเนินการในพื้นที่หลายแห่ง และที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ให้มาอยู่ในสัญญาเดียวกัน มีแนวโน้มทำให้การตรวจรับงาน การควบคุมงาน และการเบิกจ่ายมีความยุ่งยากมากขึ้น ผู้ว่าจ้างจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์อย่างสูง หากทางราชการไม่สามารถรองรับงานเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้

 

ดัวยเหตุนี้จึงได้มีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยงข้องพิจารณาดังนี้คือ ในการพิจารณาคัดเลือกผู้รับจ้าง ควรกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้ชัดขึ้นเพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปด้วยความโปร่งใส

 

ส่วนการทำสัญญาจ้างไม่ควรรวมงานที่มีความหลากหลายทั้งในแง่ของลักษณะงานและในด้านพื้นที่ก่อสร้างไว้ในสัญญาเดียวกัน ควรแสกสัญญาเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ และการกำกับโครงการและตรวจรับงาน ควรมอบหมายหน่วยงานราชการที่มีภารกิจเกี่ยวข้องโดยตรงเป็นผู้รับผิดชอบ มีกลไกตรวจสอบงานแบบ check and balance เพื่อป้องกันการทุจริต รวมทั้งควรให้เครือข่ายภาคเอกชนต่อต้านการคอรัปชั่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินโครงการ

 

วานนี้นายเมธีครองแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริต ได้สรุปแนวทางและมาตรการป้องกันการทุจริตโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยหนังสือสรุปแนวทางและมาตรการป้องกันดังกล่าวมีประมาณ 10 หน้า ชี้จุดเสี่ยง 7-8 จุด ตั้งแต่เริ่มโครงการ การเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจุดใหญ่จะมีเรื่องความเสียหายที่มาจากความไม่พร้อมในเรื่องของที่ดิน กรรมสิทธิ์ที่ดิน

คมความคิดจากรัฐบาลญี่ปุ่น   no comments

ใน ขณะที่ นายไพสิฐ ตัณฑุลพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. กล่าวว่า ตามแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศของ กฟผ.นั้น เทคโนโลยีไม่แตกต่างจากที่ญี่ปุ่นใช้ แต่การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นจะต้องอยู่ในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ เช่น ทะเล เพราะต้องใช้น้ำมากในกระบวนการหล่อเย็น ฉะนั้น จะต้องมีระบบขนถ่ายถ่านหินที่เหมาะสม มีระบบสายส่งรองรับ จึงเป็นเหตุผลที่ กฟผ.มีพิ้นที่เป้าหมาย คือ จังหวัดกระบี่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่และซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าแล้ว

“การ สร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินในไทยมีข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ในการศึกษาทุกโครงการของ กฟผ.มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยที่มั่นใจได้ว่า กฟผ.จะดูแลโรงไฟฟ้าให้มีผลกระทบน้อยที่สุด”

นายฮิโรมิ ซาซากิบาระ ผู้จัดการทั่วไปและผู้จัดการกลุ่มปฏิบัติการฝ่ายธุรกิจนานาชาติ บริษัทจูบุ อิเลคทริค พาวเวอร์ กล่าวว่า เหตุผลของการเลือกพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น เพราะไม่ต้องการพึ่งพาเชื้อเพลิงใดเป็นหลัก รวมถึงเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เทียบกับน้ำมันนั้นมีราคาถูกกว่าการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงถึง 3 เท่า หรือมีต้นทุนที่เทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์

ในขณะเดียว กัน มีข้อเสียคือต้องมีมาตรการต่อสิ่งแวดล้อมที่มากกว่าการใช้น้ำมัน ต้องควบคุมมอนิเตอร์ตรวจสอบค่า NOX และ SOX ไม่ให้เกินค่าที่กฎหมายกำหนด

“ก่อน ที่จะก่อสร้างใช้เวลาทำความเข้าใจกับประชาชถึง 15 ปี บริษัทเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ ใช้งบฯติดตั้งระบบกำจัดมลพิษและดูแลสิ่งแวดล้อมถึง 25% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด กำหนดให้ต้องมีพื้นที่สีเขียว 25% ทีมงาน

ต้อง นำอุบัติเหตุหรือความผิดพลาดเดิมมาศึกษาวิจัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดอีก รวมถึงญี่ปุ่นจะไม่มีการตั้งกองทุนเพื่อชุมชน แต่ใช้วิธีชดเชยให้ชุมชนในรูปแบของภาษี”

นายฮิโรมิให้ข้อมูลถึง กฎหมายญี่ปุ่นที่กำหนดว่า การจะสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ไหนรัฐบาลต้องมีงบประมาณลงมาในพื้นที่นั้นเพื่อ เยียวยาผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าเฮกินัน รัฐบาลกลางของญี่ปุ่นให้งบประมาณแก่เมืองเฮกินันและเมืองใกล้เคียงจำนวน 5 พันล้านเยน และบริษัทผู้พัฒนาโรงงานไฟฟ้าต้องจ่ายภาษีสินทรัพย์คงที่แก่ท้องถิ่นปีละ 2-5 พันล้านเยน ซึ่งประชาชนในพื้นที่ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าให้นำไปสร้างโรงพยาบาล

Written by admin on September 9th, 2013

Tagged with , ,

หุ้นไทยร่วงหนัก ลดพอร์ตลงทุนด่วน   no comments

รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 9,518 ล้านบาท หรือร้อยละ 77.1 จากการนำส่งเงินปันผลของ บมจ.ปตท. เป็นสำคัญ ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม 2555–เมษายน 2556) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,105,397 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 104,426 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษีสังกัดกระทรวงการคลังที่สูงกว่าเป้าหมาย 67,081 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 โดยมีสาเหตุสำคัญจากภาษีรถยนต์ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย สะท้อนถึงอุปสงค์ภายในประเทศและรายได้ภาคครัวเรือนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นและการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจสูงกว่าเป้า หมาย 41,854 ล้านบาท และ 15,295 ล้านบาท หรือร้อยละ 71.4 และร้อยละ 26.7 ตามลำดับ ทั้งนี้ นายสมชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่ 2.1 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อ การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลบ้างก็ตาม” โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

1.เดือนเมษายน 2556 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,581 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 10,585 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.0 (ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 9.1) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,728 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.9 สาเหตุหลักมาจากรายได้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาวะ เศรษฐกิจในประเทศ ภาษีรถยนต์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,434 ล้านบาท หรือร้อยละ 33.2 สืบเนื่องจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นสำคัญ นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 9,518 ล้านบาท หรือร้อยละ 77.1 เนื่องจาก บมจ.ปตท.นำส่งเงินปันผลประจำปี 2555 จำนวน 11,679 ล้านบาท จากที่ประมาณการว่าจะนำส่งในเดือนพฤษภาคม 2556 อย่างไรก็ดี ภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมันและภาษีสุราจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1,290 ล้านบาท และ 1,226 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0 และร้อยละ 21.6 ตามลำดับ ทั้งนี้ ในเดือนนี้มีการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ ของปีงบประมาณ 2556 จำนวน 4 งวด เป็นเงิน 32,385 ล้านบาท ในขณะที่เดือนเดียวกันปีก่อนมีการจัดสรรเพียง 1 งวด ส่งผลให้รายได้สุทธิของรัฐบาลต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 12,751 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.1

 

2.ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม 2555–เมษายน 2556) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,105,397 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 104,426 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 16.2) เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษีสังกัดกระทรวงการคลังที่สูงกว่าเป้าหมาย 67,081 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 นอกจากนี้ การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นและการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจที่สูงกว่า เป้าหมาย 41,854 ล้านบาท และ 15,295 ล้านบาท หรือร้อยละ 71.4 และร้อยละ 26.7 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การคืนภาษีของกรมสรรพากรสูงกว่าประมาณการ 18,542 ล้านบาท

ตามดูตัวเลขงบประมาณ   no comments

 

สำหรับโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำหากเป็นอ่างขนาดเล็กความจุไม่เกิน 100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรืออยู่ในพื้นที่ชลประทานเกิน 80,000 ไร่ ก็ไม่ต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนด

 

“ในทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในแผนของกรมชลประทานอยู่แล้ว มีบางส่วนที่เป็นอ่างขนาดเล็ก ๆ สามารถก่อสร้างได้ทันที มีประมาณ 5-6 แห่ง เช่น น้ำปาด แม่วงก์ก็น่าจะใกล้แล้ว เพราะอยู่ระหว่างขั้นตอนการทำอีเอไอ”

 

ITD เสนอแค่ 18 แห่ง

 

แหล่ง ข่าวจากกลุ่มบริษัท อิตาเลียนไทย-พาวเวอร์ไชน่า กล่าวว่า กลุ่มบริษัทเสนอสร้างอ่างเก็บน้ำตามโมดูล 5 จำนวน 18 แห่ง เพื่อให้อยู่ในงบประมาณ 50,000 ล้านบาท มีความจุกักเก็บน้ำรวมเกินจากที่ทีโออาร์กำหนด คืออยู่ที่ 1,500 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่ตัดออกมีอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเฮี้ย อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ อ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า ต.โกสัมพี อ.โกสัมพี จ.กำแพงเพชร อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำอื่น ๆ โดยมองว่าไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้ใน 18 แห่งนี้อยู่ในตำแหน่งตามทีโออาร์กำหนด จะมีขยับบ้างแต่ไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพื่อให้อยู่ในวงเงินที่จำกัด ด้านการเก็บกักน้ำโดยรวมอ่างเก็บน้ำจะจุน้ำได้น้อยเพราะเป็นอ่างขนาดเล็ก เพื่อลดผลกระทบ เช่น อ่างเก็บน้ำลุ่ม

 

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นอกจากโมดูล 5 การจัดทำทางผันน้ำ (ฟลัดเวย์) พื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 153,000 ล้านบาท หนึ่งในโครงการลงทุนก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมระยะยั่งยืน วงเงินลงทุนรวม 3 แสนล้านบาท ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าประมูลน้ำแล้ว โมดูล A1 การสร้างอ่างเก็บน้ำ มูลค่า 50,000 ล้านบาท ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน โดยโมดูลดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมชิงประมูล 2 ราย คือ บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค.วอเตอร์) และกลุ่มบริษัท อิตาเลียนไทย-พาวเวอร์ไชน่า

ทั้งนี้ ทีโออาร์กำหนดให้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดความจุเก็บกักประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก เพื่อบริการจัดการน้ำการชลประทาน โดยเน้นการป้องกันน้ำท่วม ค่าก่อสร้างไม่เกิน 50,000 ล้านบาท จำนวน 21 แห่ง ให้แล้วเสร็จใน 5 ปี โดยตัดโครงการแก่งเสือเต้นออก เน้นสร้างอ่างพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน-ตอนล่างแทน

เปิดจุดสร้าง 23 อ่างเก็บน้ำ

ประกอบด้วย 1.อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำยม 8 แห่ง ที่ ต.เตาปูน อ.สอง จ.แพร่, แม่น้ำยมตอนบน ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่, แม่ตีบ ต.แม่ตีบ อ.งาว จ.ลำปาง, แม่อ้อน 2 ต.บ้านอ้อน อ.งาว จ.ลำปาง, ห้วยโป่งผาก ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง, แม่แลง ต.เวียงต้า อ.ลอง จ.แพร่, น้ำงิม ต.งิม อ.ปง จ.พะเยา และอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยมที่เหมาะสม

2.อ่างเก็บน้ำแม่วงก์ ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ 3.อ่างเก็บน้ำแม่แจ่ม ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 4.อ่างเก็บน้ำคลองวังชมพู ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก 5.อ่างเก็บน้ำแม่ขาน ต.น้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ 6.อ่างเก็บน้ำที่น้ำปาด ต.ฟากท่า อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ 7.อ่างเก็บน้ำคลองสวนหมาก ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร 8.อ่างเก็บน้ำห้วยตั้ง ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน 9.อ่างเก็บน้ำคลองขลุงล่าง ต.คลองลานพัฒนา อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร 10.อ่างเก็บน้ำห้วยฉลอม ต.ท้องฟ้า อ.บ้านตาก จ.ตาก 11.อ่างเก็บน้ำห้วยพังงา ต.บ้านฝาย อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

12.อ่างเก็บน้ำห้วยท่าพล ต.ท่าพล อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 13.อ่างเก็บน้ำสมุน อ.เมืองน่าน จ.น่าน 14.อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเฮี้ย อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ 15.อ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า ต.โกสัมพี อ.โกสัมพี จ.กำแพงเพชร และ 16.อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำ

“ในการยื่นข้อเสนอทางเอกชนจะต้องมีการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าถูกน้ำท่วมอย่างน้อย 3 เท่าของพื้นที่ เป็นการชดเชยพื้นที่ที่นำมาสร้างอ่างเก็บน้ำให้กับกรมอุทยาน เพราะที่ตั้งสร้างอ่างส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อุทยาน รวมถึงจ่ายค่ารื้อย้ายค่าปลูกป่า ค่าบำรุงรักษาต่อเนื่อง 3 ปีในอัตราเฉลี่ยประมาณ 6,800 บาทต่อไร่” แหล่งข่าวจาก กบอ.กล่าวและว่า

 

น้ำยมตอนบนต้องเก็บความจุได้ประมาณ 700-800 ล้าน ลบ.ม. แต่เก็บได้ 100 ล้าน ลบ.ม. ส่วนแม่น้ำยมตอนล่างต้องเก็บได้ 1,300 ล้าน ลบ.ม. จะเก็บได้จริงแค่ 600 ล้าน ลบ.ม. หรืออ่างเก็บน้ำแม่วงก์ก็เก็บได้ 258 ล้าน ลบ.ม. แต่จะเพิ่มระบบการจัดการน้ำ เช่น ติดตั้งเครื่องมือ

“ดูแล้วที่น่าจะทำได้เลยคือ อ่างเก็บน้ำแม่อ้อน 2 และแม่แลง เพราะกรมชลฯทำขั้นตอนผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือไออีอี อ่างเก็บน้ำแม่วงก์ เพราะกำลังทำอีไอเอเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน เราไม่ต้องทำอีไอเอใหม่ เป็นต้น”

เค.วอเตอร์นำเทคโนโลยีมาเสริม

แหล่งข่าวจากบริษัท เค.วอเตอร์ กล่าวว่า โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำนั้น บริษัทเสนอรูปแบบตามที่กรมชลประทานศึกษาไว้ และผลการประเมินราคาก่อสร้างอยู่ในวงเงิน 50,000 ล้านบาท ทั้ง 23 โครงการ แยกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.โครงการที่ผ่านอีไอเอแล้ว จะเสนอรูปแบบวิธีการก่อสร้างให้ทันสมัยจากประเทศเกาหลีใต้มาก่อสร้าง เพื่อให้รวดเร็วและกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ให้น้อยที่สุด แต่ยึดตามแบบเดิมของกรมชลประทาน

2.กลุ่มโครงการที่บริษัทแนะนำว่าควรจะสร้าง เมื่อดูว่าสามารถบริหารจัดการน้ำได้ผล ซึ่งจะมีแบบและศึกษาไว้เบื้องต้นจะต้องทำอีไอเอเพิ่ม และ 3.กลุ่มเสนอแนะให้สร้างเพิ่ม

แหล่งข่าวจาก กบอ.กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารคุณสมบัติของทั้ง 4 กลุ่ม ว่าจัดเตรียมเอกสารครบถ้วนหรือไม่ในแต่ละโมดูล เช่น หลักประกันซอง หลักฐานการจดทะเบียนบริษัท การมอบอำนาจ เป็นต้น ที่มายื่นประมูลบริหารจัดการน้ำทั้ง 9 โมดูล วงเงินลงทุน 291,000 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1.บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค.วอเตอร์) 2.กลุ่มบริษัทอิตาเลียนไทย-พาวเวอร์ไชน่า 3.กลุ่มบริษัทค้าร่วมล็อกซเล่ย์ และ 4.กิจการร่วมค้าซัมมิท เอสยูที

“กลุ่มไหนเตรียมเอกสารมายื่นไม่ครบจะถูกตัดสิทธิ์ แต่เพราะเอกสารมีมากจะใช้เวลาตรวจสอบสักระยะหนึ่ง คาดว่าจะแล้วเสร็จและทราบผลในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ และประกาศผลผู้ชนะประมูลทันในวันที่ 4 มิถุนายนนี้” แหล่งข่าวกล่าว

ปัญหาด้านเครือข่ายมือถือ   no comments

ส่วนเรื่องค่าบริการย้ายค่ายเบอร์เดิมหรือคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) ในวันที่ 21 พ.ค. นี้ ทางสำนักงานจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) พิจารณาลดราคา จาก 99 บาท เหลือ 39 บาท ซึ่งเตรียมเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติวันที่21 พ.ค.

และ เมื่อครบ 2 เดือนหลังจาก กทค. อนุมัติ หากยังมีปริมาณการใช้บริการเป็นจำนวนมากจะมีการพิจารณาลดราคาลงเหลือ 29 บาท  นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ขยายประสิทธิภาพในการให้บริการ เพิ่มจาก 40,000 เลขหมายต่อวัน เป็น 300,000 เลขหมายต่อวันด้วย

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังจากหารือกับผู้ประกอบการ 3G ที่ได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz ว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (DTN) และบริษัท เรียลฟิวเจอร์ จำกัด ยินดีจะลดราคาค่าบริการรายเดือนที่มีอยู่เดิม ลง15% ทุกแพคเก็จ

โดย AWN จะเริ่มลดราคาตั้งแต่ 21 พ.ค. นี้  ส่วนเรียลฟิวเจอร์จะเริ่มในเดือน มิ.ย. ขณะที่ DTN จะเริ่มลดราคาเมื่อได้เปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1GHz อย่างเป็นทางการ

“แพคเกจที่ลดราคา ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเป็นแพคเก็จ 3G บนคลื่น 2.1GHz เท่านั้น  แต่จะลดให้ลูกค้าปัจจุบันโดยอัตโนมัติ  เช่น แพคเกจ 399 บาท จะลดลงเหลือ 340 บาท เป็นต้น และจะให้ราคานี้เป็นราคากลางในการกำหนดค่าบริการในระบบ 3G ใหม่ด้วย  ซึ่ง กสทช. กำลังตรวจสอบแพคเก็จแต่ละรายว่าได้ลดราคาละ 15% จริงหรือไม่”

 

 

หุ้นเหวี่ยงตัวผันผวนหวังจบข่าวดีงบ Q1 แต่ได้แรงซื้อต่างชาติพยุงดัชนี   no comments

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์หน้า (20-23 พ.ค.) ประเมินว่าดัชนียังมีโอกาสผันผันมากขึ้น จากแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นที่เริ่มจำกัดลงหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ เนื่องก่อนหน้านี้ แต่มีความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับลงในอัตราที่สูงกว่า เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนยังขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ ๆ พร้อมทั้นักลงทุนยังหลายปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อการลงทุนทั้งปัจจัยต่าง ประเทศ ได้แก่ การหยุดดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจยุโรปและปัจจัยการเมืองในประเทศที่เริ่มในสัปดาห์หน้า จะเริ่มกลับมาสร้างความกังวลในประเด็น พ.ร.บ.ปรองดองฯ

กลยุทธ์การลง ทุนแนะนำทยอยขายเมื่อดัชนีดีดตัวขึ้นไปที่บริเวณแนวต้าน ให้แนวรับที่ 1,600 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,580 จุด แนวต้านที่ 1,650 จุด

ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวผันผวนเหวี่ยงบวกและลบ หลังหมดข่าวดีงบ บจ.Q1/56 แต่ยังได้แรงซื้อต่างชาติประคอง หุ้นสัปดาห์หน้าผันผวนเสี่ยงลงมากกว่าขึ้น ให้แนวรับ 1,600 จุด แนวรับถัดไป 1,580 จุด แนวต้าน 1,650 จุด

นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 17 พฤษภาคม ภาพการเคลื่อนไหวดัชนีแกว่งตัวในลักษณะผันผวน ทั้งในแดนบวกและลบ โดยในช่วงการซื้อขายระหว่างวันดัชนีปรับตัวขึ้นไปยืนเหนือที่ระดับ 1,630 จุดอีกครั้งซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาลงทุน แต่ยังมีแรงขายของนักลงทุนออกมาหลังจากหมดข่าวดีของผลประกอบการไตรมาส 1/56 ที่ประกาศผลการดำเนินงานครบแล้ว

 

 

ราคาเงินเฟ้อยังคงเพิ่มมากขึ้น   no comments

 

นายชัยฤทธิ์ วศินสมบัติ นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างสำหรับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและการลงทุนพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการเอกชนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สินค้าวัสดุหลักอย่างน้อย 4 รายการ นำโดยปูนซีเมนต์ ลวดอัดแรง หิน ทราย ทยอยขอปรับราคา โดยปรับขึ้นราคาไปแล้วประมาณ 10%

ปูนซีเมนต์จุดพลุขึ้นราคา

เริ่มจากสินค้าปูนซีเมนต์เป็นตัวจุดประกาย โดยทางผู้ผลิตเกือบทุกรายได้ขอปรับราคาขายเพิ่มรอบแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากราคา 2,000 บาท/ตัน เพิ่ม 200 บาทเป็น 2,200 บาท/ตัน และจะขอปรับราคาอีกรอบในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยจะเพิ่มอีก 200 บาท/ตัน ถ้าหากปรับได้ตามที่แจ้งมาเท่ากับปูนซีเมนต์จะมีราคา 2,400 บาท/ตัน

“ปูนเป็นสินค้าควบคุม แต่ราคาเพดานของกรมการค้าภายในตันละ 2,590 บาท ทุกวันนี้ยังต่ำกว่าราคาควบคุม ดังนั้นวิธีการขึ้นราคาปูนก็คือดึงส่วนลดที่ให้เอเย่นต์กลับคืนไป ทำให้ราคาขยับเข้าไปใกล้ราคาควบคุมมากขึ้น”

นายชัยฤทธิ์กล่าวว่า ผลกระทบจากปูนขึ้นราคา ทำให้วัสดุก่อสร้างเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ อีก 3 รายการทยอยปรับราคาตาม ได้แก่

1) ลวดอัดแรง เพิ่มจาก 32,000 บาท/ตันเป็น 33,000 บาท/ตัน เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ผลิตเพียงรายเดียวในประเทศไทย ทำให้สินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ลวด-หิน-ทรายขยับตาม

2) หิน วัตถุดิบในกระบวนการผลิตคอนกรีตและเสาเข็มเริ่มขาดแคลนอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดีมานด์สูงแต่โรงโม่เริ่มผลิตไม่ทัน ปัจจุบันราคาขายเพิ่มขึ้น 10-15% แล้วแต่ช่วง โดยราคาขายเพิ่มขึ้นจากตันละ 220 บาท เป็น 250 บาท

3) ทราย เริ่มขาดแคลนตั้งแต่น้ำท่วมปลายปี 2554 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ขายปรับราคาขึ้นจาก 200 บาท/ตัน เป็น 220 บาท/ตัน

“สถานการณ์วัสดุก่อสร้างในขณะนี้คือดีมานด์ซัพพลายไม่สมดุล ทำให้ผู้ผลิตถือโอกาสปรับราคาเพิ่ม และกระทบต่อธุรกิจปลายน้ำคือรับเหมาก่อสร้าง ทำให้ต้นทุนเพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องเผชิญกับปัญหาวัสดุก่อสร้างขาดแคลนและมีราคาแพง”

นายชัยฤทธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคอนกรีตผสมและเสาเข็ม เมื่อต้นทุนสูงขึ้นจึงจำเป็นต้องปรับราคาเพิ่มสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในรูปแบบการดึงส่วนลดจากลูกค้าคืนเช่นกัน โดยธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จมีการดึงส่วนลดกลับประมาณ 10% จากที่เคยให้ส่วนลด 30-50% ของราคาตั้งขาย ขณะที่ธุรกิจเสาเข็มมีการดึงส่วนลดกลับ 10-15%

เอเย่นต์แบยอดขายลดลง

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทในเครือวงษ์พิทักษ์ ตัวแทนจำหน่ายปูนตราลูกโลก และวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ในภาคตะวันตก 8 จังหวัด กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ผู้ผลิตปูนซีเมนต์เกือบทุกรายได้แจ้งซัพพลาย เออร์ขอดึงส่วนลดราคาขายหน้าโรงงานเพิ่มเป็น 200 บาท/ตัน และจะขอปรับราคาอีกภายในเดือนพฤษภาคมนี้ 200 บาท/ตัน หรือ 10 บาท/ถุง แต่การดึงส่วนลดในครั้งที่ 2 ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการขึ้นราคารอบแรกทำให้ยอดขายตกลงมา หากขึ้นอีกระลอกเชื่อว่าจะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรับไหวอย่างแน่นอน

นายอัครเดชกล่าวด้วยว่า ยอดจำหน่ายปูนถุงหรือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในช่วงที่ผ่านมาลดลง 10-15% เป็นผลมาจากผู้รับเหมาและผู้บริโภคนิยมหันไปใช้คอนกรีตผสมเสร็จเพิ่มมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ส่งผลให้ตลาดคอนกรีตผสมเสร็จเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ในขณะนี้

ราคาเหล็กยังไม่ฟื้นตัว

ด้านนายเสนอ ตระกูลสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตระกูลสุขค้าวัสดุก่อสร้าง จำกัด เอเย่นต์รายใหญ่ย่านกรุงเทพฯ ตะวันออก กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์เหล็กเส้นในขณะนี้ว่า ราคาโดยรวมถือว่าไม่ได้ฟื้นตัวตามวัสดุประเภทอื่น ๆ ตรงกันข้าม มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาขายในประเทศจะปรับตัวลดลงได้อีก จากราคาเหล็กเส้นมาตรฐาน 19,500 บาท/ตัน ลดลงจากช่วงต้นปี 500 บาท จากเดิมที่มีราคาขาย 21,000 บาท/ตัน

คาดว่ามาจากหลายปัจจัย 1) ความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกยังทรงตัว 2) เงินบาทแข็งค่า เป็นตัวกดดันไม่ให้สามารถปรับราคาขายขึ้นได้ เพราะบริษัทผู้รับเหมาชะลอการสั่งซื้อเนื่องจากมองว่าราคาเหล็กโดยรวมน่าจะปรับตัวลดลงอีก

“งานก่อสร้างในประเทศเยอะมาก แต่ราคาเหล็กไม่ขยับเลย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเหล็กก่อสร้างไทย ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน”

นายเสนอกล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวแปรที่อาจจะส่งผลกระทบต่อวงการเหล็กในประเทศคือการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะจะทำให้สินค้าจากมาเลเซียและอินโดนีเซียเข้ามาตีตลาดในประเทศ ขณะเดียวกันเวียดนามเองก็กำลังมีการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กขนาดใหญ่ นอกจากนี้ทาง สปป.ลาวอยู่ระหว่างศึกษาเปิดโรงงานถลุงแร่เหล็กและถ่านหินโดยเป็นการลงทุนจากจีนอีกด้วย

ศาลฟ้องคดีเงินกู้   no comments

นอก จากนี้ ศาลยังมีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนุญมาตรา 68 ที่นายวรินทร์ เทียมจรัส ขอให้ศาลวินิจฉัยรับไว้พิจารณาด้วย แต่คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งเป็นอีกคำร้องของนายวรินทร์ นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้อง ส.ส. 134 คน ที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ศาลวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) หรือไม่ หลังจากกระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลดร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากนายทหารกองหนุน โดยที่ประชุมมีมติรับคำร้องด้วยคะแนน 7 ต่อ 2 โดย 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับคำร้องคือนายนุรักษ์ มาประณีต และนายชัช ชลวร โดยให้เหตุผลว่า คดีดังกล่าวยังไม่เป็นข้อยุติ และหลังจากนี้จะให้ผู้ถูกร้องส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรือประมาณ 15 วัน

 

ส่วนกรณีที่นายบวร ยสินทร และคณะขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า ประธานรัฐสภาที่ 1 กับพวก 315 คน ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งมีหลักการที่จำกัดสิทธิ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ริดรอนพระราชอำนาจในการมีพระบรมราชวินิจฉัย และมีผลนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ศาลเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 190 เป็นคนละกรณีกับการแก้มาตรา 68 จึงไม่มีมูลที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จึงมีมติไม่รับคำร้อง

 

 

เงินบาทไร้ทิศทางร่วงหนัก   no comments

สำหรับค่าเงินเยนวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 102.08/10 เยน/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวันพุธที่ 102.68/71 เยน/ดอลลาร์ สกุลเงินเยนนั้นปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงคืนวันพุธและแข็งค่าสุดที่ระดับ 101.86 เยน/ดอลลาร์ ภายหลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่น่าผิดหวังของสหรัฐ โดยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐฯนั้นส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร สหรัฐฯปรับตัวลดลง และส่งผลให้นักลงทุนถอนเงินออกจากพันธบัตรสหรัฐฯและกลับเข้าครอบครองเงินเย นมากขึ้น อย่างไรก็ดีเงินเยนได้อ่อนค่าลงในช่วงการซื้อขายวันนี้จากการเข้าซื้อทำกำไร เงินดอลลาร์สหรัฐฯของนักลงทุน นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของญี่ปุ่นซึ่งออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดย GDP ของญี่ปุ่นนั้นเพิ่มขึ้น 0.9% ในไตรมาสแรกของปีนี้มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.7% ซึ่งการเพิ่มขึ้นของ GDP ญี่ปุ่นในครั้งนี้นั้นเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจของญี่ปุ่นโดยรัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ทั้งนี้ค่าเงินเยนมีกรอบการเคลื่อนไหวระหว่างวันอยู่ที่ระดับ 101.95-102.60 เยน/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 102.56/58 เยน/ดอลลาร์ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินประจำวันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม 2556 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ระดับ 29.68/70 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (15/5) ที่ 29.71/73 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทนั้นแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากการที่นักลงทุนต่างชาติยังเข้ามาลงทุน ในตลาดตราสารหนี้และตลาดหลักทรัพย์ของไทยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐฯที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อคืนวันพุธที่ ผ่านมานั้นเป็นที่น่าผิดหวัง ทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะลดวงเงินในการทำการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ลงภายในสิ้นปีนี้ลง ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯนั้นปรับตัวอ่อนค่าลงอีกครั้ง โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯนั้นปรับตัวลดลงถึง 0.5% ในเดือนเมษายน ลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี ในวันนี้เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอปัจจัยใหม่ที่จะมาเคลื่อนตลาดและรอดูผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 29 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ โดยในวันนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ๆ ที่ 29.65-29.72 บาท/ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 29.67/69 บาท/ดอลลาร์

สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้เปิดตลาดที่ระดับ 1.2876/77 ดอลลาร์/ยูโร ระดับเดียวกับระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธที่ 1.2879/80 ดอลลาร์/ยูโร สกุลเงินยูโรนั้นอ่อนตัวลงตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันพุธโดยปรับตัวอ่อนค่าสุดที่ ระดับ 1.2843 ดอลลาร์/ยูโร ภายหลังจากที่ตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของยูโรโซนที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อวาน นั้นออกมาเป็นที่น่าผิดหวัง โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของเยอรมนีนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในไตรมาสแรกของปีนี้ น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และตัวเลข GDP ของฝรั่งเศสนั้นแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปนั้นได้เข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง โดย GDP ของฝรั่งเศสนั้นปรับตัวลดลงสองไตรมาสติดต่อกันโดยลดลง 0.2% ในไตรมาสแรกของปีนี้ อย่างไรก็ดี สกุลเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับต่ำสุดภายหลังจากข้อมูล เศรษฐกิจของสหรัฐออกมาไม่ดีเท่าที่คาดการณ์ไว้และช่วยกดดันเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ โดยในวันนี้สกุลเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ ๆ ยูโรระหว่างระดับ 1.2845-1.2889 ดอลลาร์/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.2867/68 ดอลลาร์/ยูโร