Archive for the ‘การลงทุน’ tag

GDP เติบโตปลายปีนี้   no comments

 

นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระจากต่างประเทศเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีข้อมูลในการตรวจสอบที่ชัดเจน ทางกระทรวงจึงควรประสานงานและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะข้อสรุปในการเรียกตรวจรถบางส่วน ที่นำเข้ามาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กว่า 2,000 คันและยังไม่ได้จดทะเบียนซึ่งได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วว่าจะมีขั้นตอนการ เรียกรถมาตรวจสอบอย่างไร

 

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำรถเข้าไปตรวจสอบ ใช้เวลาตรวจและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 45 วัน แม้การตรวจค่าไอเสียทำได้เร็วขึ้นจริง แต่เอกสารที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนต้องรอนานเกินไป

 

ปกติรถนำเข้าจาก ต่างประเทศผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานต่าง ประเทศที่มีมาตรฐานสูงยืนยันอยู่แล้วจึงเกิดคำถามว่าการตรวจค่าไอเสียนั้น เป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 

ผลกระทบจากรัฐบาลเข้มงวดกับบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ตั้งแต่ปรับวิธีคำนวณภาษีใหม่ ทำให้รถแต่ละคันมีต้นทุนภาษีสูงขึ้น และใช้มาตรการคุมเข้มจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับเกณฑ์การปล่อยไอเสีย หากไม่ผ่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรถนำเข้าค้างอยู่ที่ท่าเรือกว่า 2,000 คัน กระทบธุรกิจรถยนต์นำเข้าเป็นหมื่นล้านบาท

จนล่าสุดสมาคมผู้นำเข้าและ จำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวง อุตสาหกรรมเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบด้วยการร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่รถมา ถึงที่ท่าเรือ การตรวจมาตรฐานไอเสียโดยสถาบันยานยนต์ จนถึงการจดทะเบียนรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบก จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 90 วัน ให้ลดเหลือเพียง 10 วัน

พร้อมทั้งปรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบค่าไอเสีย สำหรับรถยนต์เบนซินจากเดิมคันละ 120,000 บาท เหลือ 44,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังคงอัตราเดิม 40,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

แต่เกณฑ์ที่ผ่อนปรนนี้ บรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระหลายรายก็ยังมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ

 

“เรามองว่าการจะออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้จริงและมีผลทันทีเราเป็นห่วงไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่ขั้นตอนการตัดสินใจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐ ควรทำได้ทันทีเพราะการรอความชัดเจนนานถึง 3 เดือนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก อนาคตประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน”

เช่นเดียวกับนางสาวชลลธรศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือบีอาร์จี ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์อิสระ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐผ่อนเกณฑ์ แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่

และสถาบันยานยนต์ระบุว่าสามารถตรวจสอบรถได้แค่ 8 วันต่อคัน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่รอการจดทะเบียนจำนวนมาก จึงน่าจะมีการเพิ่มสถานที่ในการตรวจและเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบ การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น

ขณะที่นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ลูกค้ารถนำเข้าลดน้อยลง แต่สำหรับบริษัทนั้นถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้ายังมีความเชื่อมั่น เพราะในสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นระบุว่ารถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากบริษัทจะต้องได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ถือเป็นการรับประกันที่ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ทั้งนี้เมื่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรถนำเข้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการผ่อนปรนของกระทรวงอุตฯ โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาระบุเองนั้น ทางสมาคมยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจสูงสุดเรื่องนี้คือ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งที่ผ่านมา สมอ.เปลี่ยนแปลงเลขาธิการบ่อยมาก คนที่แล้วมาอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบค่าไอเสีย แม้จะลดราคาลง แต่หากต้องทำ 3-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ต้นทุนก็เพิ่มอยู่ดี เท่ากับไม่ได้สิทธิ์นั้น ๆ ในขณะที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่รถนำเข้าทุกคันจะมีใบกำกับการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะใช้ทดแทนได้เพราะมาตรฐานจากต่างประเทศสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สมาคมจะต้องเร่งผลักดันยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ซึ่งวันนี้รถที่ตรวจผ่านยังต้องรอใบอนุญาตเพื่อใช้จดทะเบียน และการตรวจนั้นรถรุ่นเดียวกัน สเป็กเดียวกัน ตรวจคันเดียวสามารถครอบคลุมทุกคันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้น จำนวนรถนำเข้าที่มีจำนวนมากมาย ต้องนำมาตรวจทุกคัน สถาบันยานยนต์ สมอ. คงรองรับไม่ไหวแน่นอน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อปัญหาการนำเข้ารถยนต์ เห็นชอบแก้ไขกฎระเบียบการตรวจสอบและอนุญาตรถเกรย์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ได้แก่ ร่นเวลาการตรวจสอบจากท่าเรือ จนถึงกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากเดิม 90 วันเหลือเพียงไม่เกิน 10 วัน ในกรณีที่มีเอกสารทุกอย่างครบ และสถาบันยานยนต์จะลดค่าใช้จ่ายการทดสอบค่ามลพิษ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป

จับตาตลาดหุ้นร้อน   no comments

ส่วน ปัจจัยในต่างประเทศ ได้แก่ ความกังวลเรื่องมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ของประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ จะยังคงมีต่อเนื่องหรือไม่ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางของบางประเทศส่งสัญญาณว่าอาจจะยกเลิกมาตรการแล้ว ดังนั้นหากเกิดขึ้นก็จะส่งผลให้สภาพคล่องของเม็ดเงินในระบบหายไปอย่างมาก

“ประเมิน กรอบการแกว่งตัวของดัชนีในไตรมาส 2 นี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,450-1,550 จุด แต่ไม่น่าจะขึ้นไปสูงกว่าระดับ 1,600 จุด เพราะนับตั้งแต่นี้ การซื้อขายจะเข้าสู่บรรยากาศการลงทุนที่อ่อนตัวลงแล้ว หลังจากร้อนแรงมานาน” นายสุกิจกล่าว

ความเห็นของ “วิกิจ ถิรวรรณรัตน์” ผู้อำนวยการสายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ถอนเงินลงทุน (Exit Strategy) ออกจากตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศอาจจะยุติการอัดฉีดสภาพคล่อง เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐอาจพิจารณายุติการใช้มาตรการ QE เร็วขึ้น ส่วนธนาคารกลางของญี่ปุ่น อาจใช้มาตรการนี้ถึงแค่ปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น จึงอาจมีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากตลาดหุ้นได้

โดยบัวหลวงประเมินเป้า หมายดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปีนี้ว่า จะอยู่ที่ระดับ 1,640 จุด แต่ถ้าตลาดหุ้นกลับหัวลง ก็คาดว่าไม่น่าจะหลุดเกินกรอบแนวรับ 1,450 จุด

ด้าน “เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่า ยังเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทย และปีนี้น่าจะซื้อสุทธิแต่จะไม่สูงนัก เพราะตอนนี้ส่วนต่างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นกับพันธบัตรมีเพียง 3% ลดลงจากช่วงที่ผ่านมามีส่วนต่างตรงนี้ประมาณ 5.3-5.4%ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไม่น่าสนใจ

“หลังจากนี้หากดัชนีตลาด หุ้นปรับฐาน ก็อาจมีความเป็นได้ว่าจะมีเม็ดเงินโยกเข้ามาลงทุน ผลักดันให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้” นายเทิดศักดิ์กล่าว

ขณะที่ผลสำรวจ จากสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์รอบล่าสุด แนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นว่า ให้รอจังหวะซื้อหุ้นในช่วงที่ดัชนีปรับฐาน โดยเน้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีผลตอบแทนในเงินปันผลที่สูง รวมทั้งได้รับประโยชน์จากโครงการของทางภาครัฐ ซึ่งอิงการลงทุน การบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

ร้อน ๆ หนาว ๆ กับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้กันเป็นแถว ช่วงก่อนสงกรานต์ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลุดระดับ 1,500 จุด มีแรงเทขายโกยกำไรกันออกมา ขอถือเป็นเงินสดก่อน เพราะสถานการณ์ทั้งต่างประเทศและในประเทศไม่มีอะไรแน่นอน ซึ่งในช่วงไตรมาสแรก หลังดัชนีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,601.34 จุด เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ปรับขึ้นประมาณ 210 จุด หรือ 15% จากสิ้นปี 2555 ที่ดัชนีอยู่ที่ 1,391.93 จุด

แต่หลังจากทำนิวไฮ นักลงทุนก็เริ่มหวาดหวั่น โดยเฉพาะหุ้นเล็กหุ้นกลางที่ขึ้นร้อนแรง ใครที่ถือไว้ก็เทขายทำกำไรออกมาก่อน บ้างก็เข้ามาทยอยซื้อเก็บ บวกกับข่าวที่อึมครึมเรื่องมาตรการป้องปรามหุ้นร้อน การสกัดเงินไหลเข้าที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น ตลาดหุ้นจึงแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดจนถึงช่วงเมษายนที่หลุดลงมายืนอยู่ที่ 1,490.25 จุด ณ (10 เม.ย.)
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นผันผวน แต่มูลค่าการซื้อขาย(วอลุ่ม) คึกคักเฉลี่ยวันละ 6.2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ตั้งไว้ถึง 1 เท่า ซึ่ง “จรัมพร โชติกเสถียร” ผู้จัดการตลท. บอกว่าตลาดหุ้นไทยมีวอลุ่มสูงสุดในอาเซียน และสูงกว่าอันดับ 2 คือสิงค์โปร์ถึง 20% วอลุ่มที่สูงๆจะช่วยดึงดูดต่างชาติมากขึ้น ประกอบกับช่วงที่ตลาดหุ้นปรับลงเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้ค่าพี/อี (ระดับราคาปิดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น) อยู่ที่ 13.7 เท่า

ขณะที่นักลง ทุนส่วนใหญ่ต่างก็จับจ้องว่า หลังเทศกาลสงกรานต์ ตลาดหุ้นเปิดมาจะวิ่งเป็นกระทิงต่อหรือเป็นตลาดหมีซึมเซา “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมมุมมองของนักวิเคราะห์โบรกเกอร์ต่อทิศทางตลาดหุ้นในช่วงกลางปีจาก นี้ไป มานำเสนอมุมมองของ “สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่า ตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้ จนถึงปลายปี”56 มีทิศทางอ่อนตัวลงชัดเจนขึ้น หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 เดือน (6 มิ.ย. 55-29 มี.ค. 56) เกือบ 40%

สำหรับปัจจัยลบที่มีผลต่อตลาดหุ้น ถ้าดูในประเทศ ได้แก่ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท หากมีข้อถกเถียง จะทำให้โครงการต่าง ๆ ล่าช้าไปอีก ส่งผลต่อกลุ่มบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ได้ประโยชน์จากโครงการต่าง ๆ ก็จะถูกประเมินมูลค่าหุ้นใหม่

กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมีอัตราผลตอบ แทนจากเงินปันผลสูงที่สุด 3 อันดับแรกในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ประเมินอัตราผลตอบแทนไว้ที่ 4.74% กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดไว้ที่ 4.34% และกลุ่มปิโตรเคมี คาดอยู่ที่ 4.04%

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่คาดว่า จะมีการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) สูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดจะเติบโตเฉลี่ยที่ 37.41% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เติบโตเฉลี่ยที่ 33.42% และกลุ่มธนาคาร เติบโตเฉลี่ยที่ 24.84%

อย่างไรก็ตามหลังเปิดสงกรานต์ ตลาดหุ้นก็มีข่าวกำไรไตรมาสแรกของกลุ่มแบงก์ที่จะทยอยประกาศออกมา ซึ่งนายแบงก์ “นายสุภัค ศิวะรักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมิน

ผลประกอบการกลุ่มแบงก์ในไตรมาสแรกนี้ว่า กำไรก่อนตั้งสำรองยังน่าจะออกมาดี แต่ส่วนใหญ่เวลาแบงก์มีกำไรเยอะ ๆ จะถือโอกาสดึงเงินกำไรออกมาตั้งสำรองเพิ่มกันอีก เผื่อไว้ในช่วงที่ข้างหน้าเศรษฐกิจลง และเชื่อว่าตลาดหุ้นยังขึ้นไปได้อีก

เสียง สะท้อนทั้งจากโบรกเกอร์และนายแบงก์อ่านตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ ยังต้องเกาะติดปัจจัยรอบตัวให้ทันการ เพื่อจับจังหวะการลงทุนทั้งเข้าและออกเพื่อลดความเสี่ยง และไม่ให้เงินกำไรหดหายไป

เงินเยนผันผวนหนัก   no comments


นายแบงก์คนไหนมีเส้นสาย มีความรู้ความเข้าใจระบบของธนาคารแห่งประเทศไทยดี ก็จะมีความได้เปรียบกระทั่งเกิดการฉวยโอกาสนำเข้าเงินดอลล์ที่มีอัตราดอกเบี้ยถูก ๆ มาปล่อยเป็นเงินกู้ราคาแพงที่เป็นเงินบาท โดยไม่ต้องคำนึงถึงอัตราเสี่ยงของค่าเงินบาทต่อดอลล์ ซึ่งไทยเรายังไม่มีระบบกำกับ แต่รัฐบาลไทยยุคนั้นได้จำนนต่อแรงกดดันให้ประเทศไทยต้องเปิดตลาด “การเงินการลงทุนเสรี” ลบล้างการคอร์รัปชั่นในระบบบัญชีสถาบันการเงินการธนาคารของไทย ที่กำลังเป่าฟองสบู่ให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างเมามัน

ส่วนเงินดอลล์ที่บรรดาลูกบ้านไปเอามา ก็ถูกเก็บเข้าบัญชีทุนสำรองจนกลายเป็นไส้ติ่งอักเสบและไส้แตก ต้องเปิดแผลให้ไอเอ็มเอฟช่วยผ่าตัดเย็บแผลให้

ทุกวันนี้ ทั้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินสกุลบาท มีระบบตรวจสอบกำกับที่เคร่งครัดกว่าแต่ก่อนมาก และสถาบันการเงินต่างก็รับรู้ถึงความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ระมัดระวัง ไม่เห็นแก่ได้จนเกินงาม

ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่หลัก คือการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทในไทยให้อยู่ในภาวะเฟ้อแต่พอดี


โดย ฝั่งรัฐมนตรีคลังและประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เห็นว่าทางแบงก์ชาติควรจะลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อลดกระแสเงินดอลลาร์จากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรจากส่วนต่างของ อัตราดอกเบี้ย

คล้าย ๆ สมัยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนชนิดยึดติดตายตัวกับ เงินดอลลาร์ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้กำกับสวิตช์ปิด-เปิดแบบไม่ให้ใครรู้ รวมทั้งระดับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ปริมาณธนบัตรที่จะพิมพ์เพิ่มใหม่
ไม่ได้มีหน้าที่ใช้ค่าเงินบาทต่อเงินสกุลต่างประเทศไปช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ส่งออกหรือนำเข้า ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการคลังและพาณิชย์มากกว่า

หันไปมองค่าเงินเยนต่อดอลล์ของสหรัฐและต่อยูโรดอลล์ในยามนี้ คล้าย ๆ กับว่าจะมีสถานการณ์อย่างเดียวกับความพยายามกำหนดค่าเงินบาทต่อดอลล์ของไทย

ทั้ง ๆ ที่เป็นไปได้ว่า เป็นเพราะภาคเอกชนของญี่ปุ่นเป็นผู้เทขายเงินดอลล์ที่ตุนไว้สู่ตลาดที่ตนลงทุนไว้ ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าเงินเฟ้อ (ในประเทศ) เพิ่ม ด้วยการเติมเงินเยนเข้าสู่ระบบ และเป็นผลให้ค่าเงินเยนต่อดอลล์อ่อนตัวลง ไม่ใช่ตั้งเป้าลดค่าเงินเยนต่อดอลล์เป็นหลัก ซึ่งที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง G-7 ที่กรุงวอชิงตัน ออกแถลงการณ์พาดพิงถึง ว่าไม่ได้เห็นด้วยให้รัฐบาลญี่ปุ่น

กระทำการดังว่า จนค่าเงินเยนต่อดอลลาร์อ่อนตัวไปกันใหญ่

เป็นแถลงการณ์โดยละเอียดที่ออกตามหลังแถลงการณ์รอบแรกที่ระบุว่า ที่ประชุมสนับสนุนความพยายามของประเทศสมาชิกที่แก้ไขปัญหาการชะงักทางเศรษฐกิจและภาวะเงินฝืดด้วยกลไกเศรษฐกิจในประเทศ

เพราะหาไม่แล้ว มันอาจกลายเป็นสงครามค่าเงินที่นานาประเทศแข่งกันลดค่าเงินสกุลตัวเอง และอาจทำลายระบบเศรษฐกิจการเงินของโลกกระทบถึงรัฐบาลทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย

ปาล์มน้ำมัน อีกหนึ่งทางเลือกธุรกิจ   no comments

สำหรับน้ำมันปาล์มดิบที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้แทรกแซงและรับซื้อล็อตแรก 5 หมื่นตัน ก็ให้คณะอนุกรรมการไปจัดทำรายละเอียดและช่วงเวลาการดำเนินการที่เคยอนุมัติ 4-5 วิธีการนั้นยังเหมาะสมหรือไม่ เพื่อปรับการระบายให้เหมาะสม ซึ่งขณะนี้พบว่าราคาน้ำมันปาล์มโลกได้ขยับราคาแล้วถึง กก.ละกว่า 24 บาท ก็จะพิจารณาส่งออก รวมถึงดูความเหมาะสมการผลิตปาล์มขวดและการใช้เพื่อผลิตพลังงานทดแทน

นาย บุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตลาดปาล์มน้ำมันว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการชะลอการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพื่อแทรกแซงราคารอบ 2 จำนวน 5 หมื่นตันออกไปก่อน เนื่องจากปริมาณผลปาล์มดิบออกสู่ตลาดลดลงและราคาผลปาล์มขยับสูงเกินราคาแนะ นำของกระทรวงพาณิชย์ที่ กก.ละ 4 บาท เป็น 4.10-4.20 บาท แต่อย่างไรก็ตาม หากราคาผลปาล์มตกต่ำก็สามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งมติคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติได้อนุมัติให้แทรกแซงโดยการรับซื้อ น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 25 บาทไว้รวม 1.5 แสนตัน ถือว่าโครงการประสบความสำเร็จที่สามารถดึงราคาขายโดยไม่ต้องรับซื้อตาม ปริมาณที่คาดการณ์ไว้


นอก จากนี้ ที่ประชุมได้ผ่อนปรนการยื่นขอรับเงินของเกษตรกรที่เข้าโครงการ โดยให้ใช้บัตรประชาชนพร้อมใบรับรองจากโรงสกัดแทนใบทะเบียนเกษตรกร ที่ยังออกได้ล่าช้า เพื่อจะได้รับการชำระเงินลดความเดือดร้อนเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ได้มีการชำระเงินให้เกษตรกรแล้ว 1 หมื่นตัน ตันละ 2.5 หมื่นบาท จากที่ได้ส่งมอบแล้ว 3.6 หมื่นตัน