Archive for the ‘งานน่าทำ’ tag

หุ้นไทยร่วงหนัก ลดพอร์ตลงทุนด่วน   no comments

รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 9,518 ล้านบาท หรือร้อยละ 77.1 จากการนำส่งเงินปันผลของ บมจ.ปตท. เป็นสำคัญ ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม 2555–เมษายน 2556) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,105,397 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 104,426 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษีสังกัดกระทรวงการคลังที่สูงกว่าเป้าหมาย 67,081 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 โดยมีสาเหตุสำคัญจากภาษีรถยนต์ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย สะท้อนถึงอุปสงค์ภายในประเทศและรายได้ภาคครัวเรือนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นและการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจสูงกว่าเป้า หมาย 41,854 ล้านบาท และ 15,295 ล้านบาท หรือร้อยละ 71.4 และร้อยละ 26.7 ตามลำดับ ทั้งนี้ นายสมชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่ 2.1 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อ การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลบ้างก็ตาม” โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

1.เดือนเมษายน 2556 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,581 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 10,585 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.0 (ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 9.1) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,728 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.9 สาเหตุหลักมาจากรายได้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาวะ เศรษฐกิจในประเทศ ภาษีรถยนต์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,434 ล้านบาท หรือร้อยละ 33.2 สืบเนื่องจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นสำคัญ นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 9,518 ล้านบาท หรือร้อยละ 77.1 เนื่องจาก บมจ.ปตท.นำส่งเงินปันผลประจำปี 2555 จำนวน 11,679 ล้านบาท จากที่ประมาณการว่าจะนำส่งในเดือนพฤษภาคม 2556 อย่างไรก็ดี ภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมันและภาษีสุราจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1,290 ล้านบาท และ 1,226 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0 และร้อยละ 21.6 ตามลำดับ ทั้งนี้ ในเดือนนี้มีการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ ของปีงบประมาณ 2556 จำนวน 4 งวด เป็นเงิน 32,385 ล้านบาท ในขณะที่เดือนเดียวกันปีก่อนมีการจัดสรรเพียง 1 งวด ส่งผลให้รายได้สุทธิของรัฐบาลต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 12,751 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.1

 

2.ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม 2555–เมษายน 2556) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,105,397 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 104,426 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 16.2) เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษีสังกัดกระทรวงการคลังที่สูงกว่าเป้าหมาย 67,081 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 นอกจากนี้ การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นและการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจที่สูงกว่า เป้าหมาย 41,854 ล้านบาท และ 15,295 ล้านบาท หรือร้อยละ 71.4 และร้อยละ 26.7 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การคืนภาษีของกรมสรรพากรสูงกว่าประมาณการ 18,542 ล้านบาท

ตามดูตัวเลขงบประมาณ   no comments

 

สำหรับโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำหากเป็นอ่างขนาดเล็กความจุไม่เกิน 100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรืออยู่ในพื้นที่ชลประทานเกิน 80,000 ไร่ ก็ไม่ต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามที่สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนด

 

“ในทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในแผนของกรมชลประทานอยู่แล้ว มีบางส่วนที่เป็นอ่างขนาดเล็ก ๆ สามารถก่อสร้างได้ทันที มีประมาณ 5-6 แห่ง เช่น น้ำปาด แม่วงก์ก็น่าจะใกล้แล้ว เพราะอยู่ระหว่างขั้นตอนการทำอีเอไอ”

 

ITD เสนอแค่ 18 แห่ง

 

แหล่ง ข่าวจากกลุ่มบริษัท อิตาเลียนไทย-พาวเวอร์ไชน่า กล่าวว่า กลุ่มบริษัทเสนอสร้างอ่างเก็บน้ำตามโมดูล 5 จำนวน 18 แห่ง เพื่อให้อยู่ในงบประมาณ 50,000 ล้านบาท มีความจุกักเก็บน้ำรวมเกินจากที่ทีโออาร์กำหนด คืออยู่ที่ 1,500 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่ตัดออกมีอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเฮี้ย อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ อ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า ต.โกสัมพี อ.โกสัมพี จ.กำแพงเพชร อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำอื่น ๆ โดยมองว่าไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้ใน 18 แห่งนี้อยู่ในตำแหน่งตามทีโออาร์กำหนด จะมีขยับบ้างแต่ไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพื่อให้อยู่ในวงเงินที่จำกัด ด้านการเก็บกักน้ำโดยรวมอ่างเก็บน้ำจะจุน้ำได้น้อยเพราะเป็นอ่างขนาดเล็ก เพื่อลดผลกระทบ เช่น อ่างเก็บน้ำลุ่ม

 

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นอกจากโมดูล 5 การจัดทำทางผันน้ำ (ฟลัดเวย์) พื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 153,000 ล้านบาท หนึ่งในโครงการลงทุนก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมระยะยั่งยืน วงเงินลงทุนรวม 3 แสนล้านบาท ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าประมูลน้ำแล้ว โมดูล A1 การสร้างอ่างเก็บน้ำ มูลค่า 50,000 ล้านบาท ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน โดยโมดูลดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมชิงประมูล 2 ราย คือ บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค.วอเตอร์) และกลุ่มบริษัท อิตาเลียนไทย-พาวเวอร์ไชน่า

ทั้งนี้ ทีโออาร์กำหนดให้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดความจุเก็บกักประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก เพื่อบริการจัดการน้ำการชลประทาน โดยเน้นการป้องกันน้ำท่วม ค่าก่อสร้างไม่เกิน 50,000 ล้านบาท จำนวน 21 แห่ง ให้แล้วเสร็จใน 5 ปี โดยตัดโครงการแก่งเสือเต้นออก เน้นสร้างอ่างพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน-ตอนล่างแทน

เปิดจุดสร้าง 23 อ่างเก็บน้ำ

ประกอบด้วย 1.อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำยม 8 แห่ง ที่ ต.เตาปูน อ.สอง จ.แพร่, แม่น้ำยมตอนบน ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่, แม่ตีบ ต.แม่ตีบ อ.งาว จ.ลำปาง, แม่อ้อน 2 ต.บ้านอ้อน อ.งาว จ.ลำปาง, ห้วยโป่งผาก ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง, แม่แลง ต.เวียงต้า อ.ลอง จ.แพร่, น้ำงิม ต.งิม อ.ปง จ.พะเยา และอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยมที่เหมาะสม

2.อ่างเก็บน้ำแม่วงก์ ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ 3.อ่างเก็บน้ำแม่แจ่ม ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 4.อ่างเก็บน้ำคลองวังชมพู ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก 5.อ่างเก็บน้ำแม่ขาน ต.น้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ 6.อ่างเก็บน้ำที่น้ำปาด ต.ฟากท่า อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ 7.อ่างเก็บน้ำคลองสวนหมาก ต.โป่งน้ำร้อน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร 8.อ่างเก็บน้ำห้วยตั้ง ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน 9.อ่างเก็บน้ำคลองขลุงล่าง ต.คลองลานพัฒนา อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร 10.อ่างเก็บน้ำห้วยฉลอม ต.ท้องฟ้า อ.บ้านตาก จ.ตาก 11.อ่างเก็บน้ำห้วยพังงา ต.บ้านฝาย อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

12.อ่างเก็บน้ำห้วยท่าพล ต.ท่าพล อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 13.อ่างเก็บน้ำสมุน อ.เมืองน่าน จ.น่าน 14.อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเฮี้ย อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ 15.อ่างเก็บน้ำคลองวังเจ้า ต.โกสัมพี อ.โกสัมพี จ.กำแพงเพชร และ 16.อ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำ

“ในการยื่นข้อเสนอทางเอกชนจะต้องมีการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าถูกน้ำท่วมอย่างน้อย 3 เท่าของพื้นที่ เป็นการชดเชยพื้นที่ที่นำมาสร้างอ่างเก็บน้ำให้กับกรมอุทยาน เพราะที่ตั้งสร้างอ่างส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อุทยาน รวมถึงจ่ายค่ารื้อย้ายค่าปลูกป่า ค่าบำรุงรักษาต่อเนื่อง 3 ปีในอัตราเฉลี่ยประมาณ 6,800 บาทต่อไร่” แหล่งข่าวจาก กบอ.กล่าวและว่า

 

น้ำยมตอนบนต้องเก็บความจุได้ประมาณ 700-800 ล้าน ลบ.ม. แต่เก็บได้ 100 ล้าน ลบ.ม. ส่วนแม่น้ำยมตอนล่างต้องเก็บได้ 1,300 ล้าน ลบ.ม. จะเก็บได้จริงแค่ 600 ล้าน ลบ.ม. หรืออ่างเก็บน้ำแม่วงก์ก็เก็บได้ 258 ล้าน ลบ.ม. แต่จะเพิ่มระบบการจัดการน้ำ เช่น ติดตั้งเครื่องมือ

“ดูแล้วที่น่าจะทำได้เลยคือ อ่างเก็บน้ำแม่อ้อน 2 และแม่แลง เพราะกรมชลฯทำขั้นตอนผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือไออีอี อ่างเก็บน้ำแม่วงก์ เพราะกำลังทำอีไอเอเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน เราไม่ต้องทำอีไอเอใหม่ เป็นต้น”

เค.วอเตอร์นำเทคโนโลยีมาเสริม

แหล่งข่าวจากบริษัท เค.วอเตอร์ กล่าวว่า โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำนั้น บริษัทเสนอรูปแบบตามที่กรมชลประทานศึกษาไว้ และผลการประเมินราคาก่อสร้างอยู่ในวงเงิน 50,000 ล้านบาท ทั้ง 23 โครงการ แยกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.โครงการที่ผ่านอีไอเอแล้ว จะเสนอรูปแบบวิธีการก่อสร้างให้ทันสมัยจากประเทศเกาหลีใต้มาก่อสร้าง เพื่อให้รวดเร็วและกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ให้น้อยที่สุด แต่ยึดตามแบบเดิมของกรมชลประทาน

2.กลุ่มโครงการที่บริษัทแนะนำว่าควรจะสร้าง เมื่อดูว่าสามารถบริหารจัดการน้ำได้ผล ซึ่งจะมีแบบและศึกษาไว้เบื้องต้นจะต้องทำอีไอเอเพิ่ม และ 3.กลุ่มเสนอแนะให้สร้างเพิ่ม

แหล่งข่าวจาก กบอ.กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารคุณสมบัติของทั้ง 4 กลุ่ม ว่าจัดเตรียมเอกสารครบถ้วนหรือไม่ในแต่ละโมดูล เช่น หลักประกันซอง หลักฐานการจดทะเบียนบริษัท การมอบอำนาจ เป็นต้น ที่มายื่นประมูลบริหารจัดการน้ำทั้ง 9 โมดูล วงเงินลงทุน 291,000 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1.บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค.วอเตอร์) 2.กลุ่มบริษัทอิตาเลียนไทย-พาวเวอร์ไชน่า 3.กลุ่มบริษัทค้าร่วมล็อกซเล่ย์ และ 4.กิจการร่วมค้าซัมมิท เอสยูที

“กลุ่มไหนเตรียมเอกสารมายื่นไม่ครบจะถูกตัดสิทธิ์ แต่เพราะเอกสารมีมากจะใช้เวลาตรวจสอบสักระยะหนึ่ง คาดว่าจะแล้วเสร็จและทราบผลในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ และประกาศผลผู้ชนะประมูลทันในวันที่ 4 มิถุนายนนี้” แหล่งข่าวกล่าว

ปัญหาด้านเครือข่ายมือถือ   no comments

ส่วนเรื่องค่าบริการย้ายค่ายเบอร์เดิมหรือคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) ในวันที่ 21 พ.ค. นี้ ทางสำนักงานจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) พิจารณาลดราคา จาก 99 บาท เหลือ 39 บาท ซึ่งเตรียมเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติวันที่21 พ.ค.

และ เมื่อครบ 2 เดือนหลังจาก กทค. อนุมัติ หากยังมีปริมาณการใช้บริการเป็นจำนวนมากจะมีการพิจารณาลดราคาลงเหลือ 29 บาท  นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ขยายประสิทธิภาพในการให้บริการ เพิ่มจาก 40,000 เลขหมายต่อวัน เป็น 300,000 เลขหมายต่อวันด้วย

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังจากหารือกับผู้ประกอบการ 3G ที่ได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz ว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (DTN) และบริษัท เรียลฟิวเจอร์ จำกัด ยินดีจะลดราคาค่าบริการรายเดือนที่มีอยู่เดิม ลง15% ทุกแพคเก็จ

โดย AWN จะเริ่มลดราคาตั้งแต่ 21 พ.ค. นี้  ส่วนเรียลฟิวเจอร์จะเริ่มในเดือน มิ.ย. ขณะที่ DTN จะเริ่มลดราคาเมื่อได้เปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1GHz อย่างเป็นทางการ

“แพคเกจที่ลดราคา ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเป็นแพคเก็จ 3G บนคลื่น 2.1GHz เท่านั้น  แต่จะลดให้ลูกค้าปัจจุบันโดยอัตโนมัติ  เช่น แพคเกจ 399 บาท จะลดลงเหลือ 340 บาท เป็นต้น และจะให้ราคานี้เป็นราคากลางในการกำหนดค่าบริการในระบบ 3G ใหม่ด้วย  ซึ่ง กสทช. กำลังตรวจสอบแพคเก็จแต่ละรายว่าได้ลดราคาละ 15% จริงหรือไม่”

 

 

หุ้นเหวี่ยงตัวผันผวนหวังจบข่าวดีงบ Q1 แต่ได้แรงซื้อต่างชาติพยุงดัชนี   no comments

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์หน้า (20-23 พ.ค.) ประเมินว่าดัชนียังมีโอกาสผันผันมากขึ้น จากแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นที่เริ่มจำกัดลงหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ เนื่องก่อนหน้านี้ แต่มีความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับลงในอัตราที่สูงกว่า เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนยังขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ ๆ พร้อมทั้นักลงทุนยังหลายปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อการลงทุนทั้งปัจจัยต่าง ประเทศ ได้แก่ การหยุดดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจยุโรปและปัจจัยการเมืองในประเทศที่เริ่มในสัปดาห์หน้า จะเริ่มกลับมาสร้างความกังวลในประเด็น พ.ร.บ.ปรองดองฯ

กลยุทธ์การลง ทุนแนะนำทยอยขายเมื่อดัชนีดีดตัวขึ้นไปที่บริเวณแนวต้าน ให้แนวรับที่ 1,600 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,580 จุด แนวต้านที่ 1,650 จุด

ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวผันผวนเหวี่ยงบวกและลบ หลังหมดข่าวดีงบ บจ.Q1/56 แต่ยังได้แรงซื้อต่างชาติประคอง หุ้นสัปดาห์หน้าผันผวนเสี่ยงลงมากกว่าขึ้น ให้แนวรับ 1,600 จุด แนวรับถัดไป 1,580 จุด แนวต้าน 1,650 จุด

นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 17 พฤษภาคม ภาพการเคลื่อนไหวดัชนีแกว่งตัวในลักษณะผันผวน ทั้งในแดนบวกและลบ โดยในช่วงการซื้อขายระหว่างวันดัชนีปรับตัวขึ้นไปยืนเหนือที่ระดับ 1,630 จุดอีกครั้งซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาลงทุน แต่ยังมีแรงขายของนักลงทุนออกมาหลังจากหมดข่าวดีของผลประกอบการไตรมาส 1/56 ที่ประกาศผลการดำเนินงานครบแล้ว

 

 

ศาลฟ้องคดีเงินกู้   no comments

นอก จากนี้ ศาลยังมีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนุญมาตรา 68 ที่นายวรินทร์ เทียมจรัส ขอให้ศาลวินิจฉัยรับไว้พิจารณาด้วย แต่คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งเป็นอีกคำร้องของนายวรินทร์ นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้อง ส.ส. 134 คน ที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ศาลวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) หรือไม่ หลังจากกระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลดร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากนายทหารกองหนุน โดยที่ประชุมมีมติรับคำร้องด้วยคะแนน 7 ต่อ 2 โดย 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับคำร้องคือนายนุรักษ์ มาประณีต และนายชัช ชลวร โดยให้เหตุผลว่า คดีดังกล่าวยังไม่เป็นข้อยุติ และหลังจากนี้จะให้ผู้ถูกร้องส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรือประมาณ 15 วัน

 

ส่วนกรณีที่นายบวร ยสินทร และคณะขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า ประธานรัฐสภาที่ 1 กับพวก 315 คน ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งมีหลักการที่จำกัดสิทธิ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ริดรอนพระราชอำนาจในการมีพระบรมราชวินิจฉัย และมีผลนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ศาลเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 190 เป็นคนละกรณีกับการแก้มาตรา 68 จึงไม่มีมูลที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จึงมีมติไม่รับคำร้อง

 

 

แก้กฎกระทรวงคุมการลงทุน   no comments

 

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะมีการกำหนดด้วยการระบุถึงประเภทโรงงานอุตสาหกรรมที่ห้าม มีการตั้งหรือขยายในบริเวณดังกล่าว เช่น โรงงานที่มีวัตถุอันตราย หรือโรงงานที่ก่อให้เกิดกากของเสียในปริมาณมาก เพื่อป้องกันโรงงานที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดมลพิษต่อลุ่มน้ำ ได้ อย่างไรก็ตาม อาจมีการระบุถึงโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นให้ตั้งใน บริเวณลุ่มน้ำได้ เช่น อุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ หรืออุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยการขนส่งริมน้ำ เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ คณะทำงานจะมีการประชุมหารือเพื่อวางหลักเกณฑ์สำหรับการตั้งโรงงานในพื้นที่ ใกล้แม่น้ำอีกครั้ง เมื่อได้ข้อสรุปจะมีการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวหารือร่วมกับคณะพหุภาคี ที่ประกอบด้วยกระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำ และชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการประกาศใช้เป็นประกาศกระทรวง หรือเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เพื่อดำเนินโครงการอุตสาหกรรมรวมใจภักดิ์ รักษ์แม่น้ำ ที่เชิญชวนให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลัก 6 สายได้ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ คือแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำลำตะคอง ทะเลสาบสงขลา และแม่น้ำบางปะกงนั้น ล่าสุดทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มสำรวจเริ่มต้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ตั้งแต่ช่วงจังหวัดนครสวรรค์ ลงมาจนถึงปากแม่น้ำของจังหวัดสมุทรปราการ มากำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการบังคับใช้ เพื่อไม่ให้โรงงานที่จะก่อสร้างใหม่หรือขยายโรงงานตั้งในพื้นที่ใกล้แม่น้ำ ในระยะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดไว้

สำหรับเกณฑ์เบื้องต้นที่จะ กำหนดห้ามตั้งโรงงานใหม่หรือขยายใกล้กับพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลักนั้น คือ 1) จะวัดจากค่าความสกปรกของบ่อน้ำเสียก่อนที่จะปล่อยออกจากโรงงานลงสู่แหล่งน้ำ สาธารณะ หากมีค่าความสกปรกเกินร้อยละ 20 จะถูกสั่งห้ามตั้งโรงงานใหม่หรือขยายโรงงาน 2) การตั้งโรงงานใหม่ต้องมีระยะห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 ด้านซ้าย-ขวา ด้านละ 2 กิโลเมตร แต่ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า หากเกิดกรณีตลิ่งริมน้ำพังเสียหายจะต้องวัดจากจุดใดแทน เพราะอาจจะทำให้ระยะห่างอาจจะไม่ถึง 2 กิโลเมตรตามที่กำหนด ซึ่งในประเด็นนี้จะต้องมีการประชุมหารืออีกครั้ง เพื่อสรุปกรอบหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน

“จากที่ลงสำรวจพื้นที่ล่าสุด ปัจจุบันมีโรงงานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีน้ำทิ้งเกิน 50 ลูกบาศก์เมตร ประมาณ 1,700 โรง โดยในจำนวนนี้มีโรงงานที่ปล่อยน้ำทิ้งเกิน 500 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 88 โรง ทั้งนี้ มีโรงงานขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) อีกประมาณ 100 โรง

ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเมื่อมีการประกาศ ใช้แล้วจะไม่มีผลย้อนหลังกับโรงงานที่มีการตั้งไปแล้วก่อนหน้าที่มีการ ประกาศ แต่สำหรับโรงงานใหม่นั้นจะต้องปฏิบัติให้ได้ตามหลักเกณฑ์นี้ ซึ่ง ก.อุตสาหกรรมต้องจริงจังมากขึ้น เพื่อให้โรงงานสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างไม่มีปัญหาเหมือน ที่ผ่านมา”

 

สำหรับโครงการ อุตสาหกรรมรวมใจภักดิ์ รักษ์แม่น้ำ กระทรวงอุตสาหกรรมมีเป้าหมายในการฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำอย่างเร่ง ด่วน และรณรงค์เพื่อปลุกจิตสำนึกด้วยการสร้างความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายชุมชน รวมถึงผู้ประกอบกิจการโรงงานในกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ความสำคัญและหันมาดูแล รักษา และฟื้นฟูแหล่งน้ำ อันจะก่อให้เกิดการฟื้นแบบบูรณาการ โดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 2 ปี (2555-2557)

จับตาตลาดหุ้นร้อน   no comments

ส่วน ปัจจัยในต่างประเทศ ได้แก่ ความกังวลเรื่องมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ของประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ จะยังคงมีต่อเนื่องหรือไม่ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางของบางประเทศส่งสัญญาณว่าอาจจะยกเลิกมาตรการแล้ว ดังนั้นหากเกิดขึ้นก็จะส่งผลให้สภาพคล่องของเม็ดเงินในระบบหายไปอย่างมาก

“ประเมิน กรอบการแกว่งตัวของดัชนีในไตรมาส 2 นี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,450-1,550 จุด แต่ไม่น่าจะขึ้นไปสูงกว่าระดับ 1,600 จุด เพราะนับตั้งแต่นี้ การซื้อขายจะเข้าสู่บรรยากาศการลงทุนที่อ่อนตัวลงแล้ว หลังจากร้อนแรงมานาน” นายสุกิจกล่าว

ความเห็นของ “วิกิจ ถิรวรรณรัตน์” ผู้อำนวยการสายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ถอนเงินลงทุน (Exit Strategy) ออกจากตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศอาจจะยุติการอัดฉีดสภาพคล่อง เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐอาจพิจารณายุติการใช้มาตรการ QE เร็วขึ้น ส่วนธนาคารกลางของญี่ปุ่น อาจใช้มาตรการนี้ถึงแค่ปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น จึงอาจมีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากตลาดหุ้นได้

โดยบัวหลวงประเมินเป้า หมายดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปีนี้ว่า จะอยู่ที่ระดับ 1,640 จุด แต่ถ้าตลาดหุ้นกลับหัวลง ก็คาดว่าไม่น่าจะหลุดเกินกรอบแนวรับ 1,450 จุด

ด้าน “เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่า ยังเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทย และปีนี้น่าจะซื้อสุทธิแต่จะไม่สูงนัก เพราะตอนนี้ส่วนต่างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นกับพันธบัตรมีเพียง 3% ลดลงจากช่วงที่ผ่านมามีส่วนต่างตรงนี้ประมาณ 5.3-5.4%ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไม่น่าสนใจ

“หลังจากนี้หากดัชนีตลาด หุ้นปรับฐาน ก็อาจมีความเป็นได้ว่าจะมีเม็ดเงินโยกเข้ามาลงทุน ผลักดันให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้” นายเทิดศักดิ์กล่าว

ขณะที่ผลสำรวจ จากสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์รอบล่าสุด แนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นว่า ให้รอจังหวะซื้อหุ้นในช่วงที่ดัชนีปรับฐาน โดยเน้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีผลตอบแทนในเงินปันผลที่สูง รวมทั้งได้รับประโยชน์จากโครงการของทางภาครัฐ ซึ่งอิงการลงทุน การบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

ร้อน ๆ หนาว ๆ กับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้กันเป็นแถว ช่วงก่อนสงกรานต์ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลุดระดับ 1,500 จุด มีแรงเทขายโกยกำไรกันออกมา ขอถือเป็นเงินสดก่อน เพราะสถานการณ์ทั้งต่างประเทศและในประเทศไม่มีอะไรแน่นอน ซึ่งในช่วงไตรมาสแรก หลังดัชนีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,601.34 จุด เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ปรับขึ้นประมาณ 210 จุด หรือ 15% จากสิ้นปี 2555 ที่ดัชนีอยู่ที่ 1,391.93 จุด

แต่หลังจากทำนิวไฮ นักลงทุนก็เริ่มหวาดหวั่น โดยเฉพาะหุ้นเล็กหุ้นกลางที่ขึ้นร้อนแรง ใครที่ถือไว้ก็เทขายทำกำไรออกมาก่อน บ้างก็เข้ามาทยอยซื้อเก็บ บวกกับข่าวที่อึมครึมเรื่องมาตรการป้องปรามหุ้นร้อน การสกัดเงินไหลเข้าที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น ตลาดหุ้นจึงแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดจนถึงช่วงเมษายนที่หลุดลงมายืนอยู่ที่ 1,490.25 จุด ณ (10 เม.ย.)
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นผันผวน แต่มูลค่าการซื้อขาย(วอลุ่ม) คึกคักเฉลี่ยวันละ 6.2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ตั้งไว้ถึง 1 เท่า ซึ่ง “จรัมพร โชติกเสถียร” ผู้จัดการตลท. บอกว่าตลาดหุ้นไทยมีวอลุ่มสูงสุดในอาเซียน และสูงกว่าอันดับ 2 คือสิงค์โปร์ถึง 20% วอลุ่มที่สูงๆจะช่วยดึงดูดต่างชาติมากขึ้น ประกอบกับช่วงที่ตลาดหุ้นปรับลงเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้ค่าพี/อี (ระดับราคาปิดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น) อยู่ที่ 13.7 เท่า

ขณะที่นักลง ทุนส่วนใหญ่ต่างก็จับจ้องว่า หลังเทศกาลสงกรานต์ ตลาดหุ้นเปิดมาจะวิ่งเป็นกระทิงต่อหรือเป็นตลาดหมีซึมเซา “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมมุมมองของนักวิเคราะห์โบรกเกอร์ต่อทิศทางตลาดหุ้นในช่วงกลางปีจาก นี้ไป มานำเสนอมุมมองของ “สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่า ตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้ จนถึงปลายปี”56 มีทิศทางอ่อนตัวลงชัดเจนขึ้น หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 เดือน (6 มิ.ย. 55-29 มี.ค. 56) เกือบ 40%

สำหรับปัจจัยลบที่มีผลต่อตลาดหุ้น ถ้าดูในประเทศ ได้แก่ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท หากมีข้อถกเถียง จะทำให้โครงการต่าง ๆ ล่าช้าไปอีก ส่งผลต่อกลุ่มบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ได้ประโยชน์จากโครงการต่าง ๆ ก็จะถูกประเมินมูลค่าหุ้นใหม่

กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมีอัตราผลตอบ แทนจากเงินปันผลสูงที่สุด 3 อันดับแรกในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ประเมินอัตราผลตอบแทนไว้ที่ 4.74% กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดไว้ที่ 4.34% และกลุ่มปิโตรเคมี คาดอยู่ที่ 4.04%

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่คาดว่า จะมีการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) สูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดจะเติบโตเฉลี่ยที่ 37.41% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เติบโตเฉลี่ยที่ 33.42% และกลุ่มธนาคาร เติบโตเฉลี่ยที่ 24.84%

อย่างไรก็ตามหลังเปิดสงกรานต์ ตลาดหุ้นก็มีข่าวกำไรไตรมาสแรกของกลุ่มแบงก์ที่จะทยอยประกาศออกมา ซึ่งนายแบงก์ “นายสุภัค ศิวะรักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมิน

ผลประกอบการกลุ่มแบงก์ในไตรมาสแรกนี้ว่า กำไรก่อนตั้งสำรองยังน่าจะออกมาดี แต่ส่วนใหญ่เวลาแบงก์มีกำไรเยอะ ๆ จะถือโอกาสดึงเงินกำไรออกมาตั้งสำรองเพิ่มกันอีก เผื่อไว้ในช่วงที่ข้างหน้าเศรษฐกิจลง และเชื่อว่าตลาดหุ้นยังขึ้นไปได้อีก

เสียง สะท้อนทั้งจากโบรกเกอร์และนายแบงก์อ่านตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ ยังต้องเกาะติดปัจจัยรอบตัวให้ทันการ เพื่อจับจังหวะการลงทุนทั้งเข้าและออกเพื่อลดความเสี่ยง และไม่ให้เงินกำไรหดหายไป

การเปิดร้านค้าปลีก   no comments

รายงานข่าวจาก Bloomberg ส่งหุ้นของร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของโลกลดลงกว่า 3% และผลัก S & P 500 ถึงต่ำเซสชั่น

“ใน กรณีที่คุณยังไม่ได้เห็นยอดขายแจ้งวันนี้ขายกุมภาพันธ์ MTD เป็นภัยทั้งหมด” เจอร์รี่ Murray, รองประธานด้านการเงินและโลจิสติกที่ Wal-Mart, กล่าวว่าในอีเมลไปยังผู้บริหารอื่น ๆ ที่ 12 กุมภาพันธ์ตาม เพื่อบลูมเบิร์ก “เริ่มต้นที่เลวร้ายที่สุดไปยังเดือนฉันได้เห็นในฉัน ~ 7 ปีกับ บริษัท .”

ใน การตอบสนองต่อรายงานโฆษกของ Wal-Mart กล่าวว่า: “เช่นเดียวกับองค์กรใด ๆ เรามักจะเห็นการสื่อสารภายในที่ไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิงที่ขาดบริบทที่เหมาะ สมและเป็นตัวแทนความคิดเห็นของแต่ละบุคคล.”

Wal-Mart ไม่เปิดเผยยอดขายรายเดือนผล แต่ บริษัท มีกำหนดที่จะรายงานผลไตรมาสเต็ม 21 กุมภาพันธ์

เช่น ร้านค้าปลีกส่วนลดอื่​​น ๆ , Wal-Mart อาจจะตีหนักโดยการเพิ่มขึ้นของภาษีเงินเดือนที่มี hit ล้าน paychecks ชาวอเมริกันในปีนี้กินเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตัดสินใจ

นัก เศรษฐศาสตร์เตือนธุดงค์ภาษีอาจทำร้ายรายได้ของครัวเรือนโดยรวมของ $ 125,000,000,000 ในปี 2013 เพียงอย่างเดียวเหนี่ยวรั้งเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

เอกสารภายในจาก Bloomberg เปิดเผย Wal-Mart สะดุดในเดือนมกราคมเช่นกัน

“คุณ เคยมีหนึ่งในสัปดาห์ที่ที่ดีที่สุดแผนเตรียมของคุณไม่ได้ดีพอที่จะประสบความ สำเร็จทุกอย่างที่คุณออกไปทำ?” คาเมรอนวัดอีก Wal-Mart exec ถามใน 1 กุมภาพันธ์อีเมล์ “อืมเราก็มีหนึ่งในสัปดาห์ที่นี่ที่วอลมาร์สหรัฐที่เป็นลูกค้าทั้งหมดหรือไม่ และสถานที่ที่เงินของพวกเขา? ”

ทั้ง ผู้บริหาร Wal-Mart อ้างภาษีเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับการคืนภาษีล่าช้าด้วยวัดเรียกมัน ว่า “หมัดหนึ่งสองที่มีศักยภาพ” บลูมเบิร์กรายงาน

ยักษ์ ค้าปลีกชี้ไปที่การศึกษาภายในที่เกี่ยวกับการประมาณการ 19700000000 $ ในการคืนเงินภาษีที่ได้รับการส่งไปยังผู้ซื้อโดยในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2012 บลูมเบิร์กกล่าวว่า

หุ้นของ Wal-Mart ลดลง 2.68% เป็น 68.92 $ บ่ายวันศุกร์, การตัดแต่ง 2013 ของพวกเขาได้ที่จะเพียงแค่ 1%

การซื้อหุ้น Apple   no comments

Posted at 12:52 pm in การทำธุรกิจ

เงินสดของ Apple มีการจัดการโดยกองทุนป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง Braeburn ทุนจากชานเมืองที่เงียบสงบของเรโน, เนวาด้า มากของเงินของ Apple ถูกขังอยู่ในต่างประเทศการปกป้องจาก taxman สหรัฐที่จะเรียกร้องตัด 35% เป็นเงินที่จะส่งตัว แต่ก็สามารถลงทุนที่บ้าน แอปเปิ้ลรายงานทางการเงินแสดงมันถือ $ 21bn ของหนี้รัฐบาลสหรัฐ – รวมมากมายสำหรับนักลงทุนภาค เอกชนเดียว รัฐบาลต่างประเทศชอบการลงทุนในหลักทรัพย์สหรัฐ แต่แอปเปิ้ลเป็นเจ้าของมากกว่า $ 19bn จัดขึ้นโดยมาเลเซียและเพียง $ 4BN น้อยกว่าสเปน

หมวดหมู่แอปเปิ้ลลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของ บริษัท หลักทรัพย์ มันมี $ 44.5bn ในหุ้นของ บริษัท มากกว่าทั้ง $ 39bn จัดการโดยกลุ่มชายกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังเป็นผู้ถือใหญ่ของหนี้ของประเทศอื่นด้วย $ 7BN ลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศอธิปไตย

ไม่ ค่อยมีใครรู้จักที่ บริษัท แอปเปิ้ลมีการลงทุนบางครั้งเจ้าของเงินเดิมพันที่มีขนาดใหญ่พอที่จะประกาศ: แอปเปิ้ลเป็นนักลงทุนก่อตั้งใน ARM ออกแบบชิปอังกฤษ แต่ได้ขายหมดและเป็นเจ้าของ 9% จาก Hertfordshire ตามจินตนาการเทคโนโลยีซึ่งออกแบบวิดีโอ และชิปเสียง

Braeburn ไม่ยื่นบันทึกที่มีผู้ควบคุมการลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกันหรือที่ปรึกษาการลง ทุนลงทะเบียนการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยว; มันไม่ปรึกษาอิสระ แต่ในส่วนของ บริษัท เอกชน

Einhorn ซึ่งทุนกองทุนเฮดจ์ฟัน Greenlight หุ้นแอปเปิ้ล 1.3m – 0.12% ของ บริษัท กล่าวว่าชง iPhone และ iPad มีปัญหา “เงินสด” ว่าควรแก้โดยการจ่ายเงินเพิ่มเติมให้กับนักลงทุน เขากล่าวว่าแอปเปิ้ลเป็น “บริษัท พิเศษ [กับ] ผลิตภัณฑ์พิเศษและโอกาสพิเศษ” และเสริมว่าเขาเป็น “อย่างกระตือรือร้นเกี่ยวกับสต็อก”

“แต่ เราจะมีคำแนะนำไม่กี่ที่จะเป็นวิธีที่จะช่วยให้ผู้ถือหุ้นทำเงินได้มากกว่า ในขณะที่ให้แอปเปิ้ลที่จะไล่ตามของแผนของมัน” เขาบอก Bloomberg ทีวี

Einhorn บอกว่าเขาเข้าใจว่าแอปเปิ้ลต้องการที่จะทำให้แน่ใจว่ามันมีเงินสดสำรองขนาด ใหญ่เพราะ “เวลาที่ยากลำบาก” มันได้รับการผ่านในอดีต แต่ เขาบอกว่าภูเขาเงินสดของ Apple – ซึ่งเป็นเพียง 3.7m £น้อยกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศนิวซีแลนด์และครั้ง 23 มูลค่าตลาดของ Marks & Spencer – ได้เติบโตขึ้นมามีขนาดใหญ่เกินไป

บริษัท ควรลดเงินสดโดยให้ไปหุ้นที่ต้องการด้วยอัตราผลตอบแทนที่ยั่งยืน 4% หุ้นบุริมสิทธิเป็นลูกผสมของหนี้และตราสารทุนที่จ่ายเงินปันผลปกติ แต่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนไม่

เจ้าสัวกองทุนป้องกันความเสี่ยงกล่าวว่าเขาได้รับการอภิปรายความคิดของเขากับแอปเปิ้เป็นเวลาหลายเดือน แต่ บริษัท ปฏิเสธมัน Greenlight กล่าวว่า Apple ได้ตกลงที่จะหารือเกี่ยวกับแผน Einhorn อีกครั้ง แต่หลังจากกองทุนป้องกันความเสี่ยงเริ่มดำเนินการตามกฎหมายกับการเปลี่ยน แปลงที่เสนอให้เช่าแอปเปิ้ลซึ่ง Einhorn กล่าวว่า “ไม่จำเป็นกำหนดความยืดหยุ่นของคณะกรรมการการกระจายหุ้นที่ต้องการเป็นวิธี การปลดล็อคมูลค่าผู้ถือหุ้น”

Einhorn เขียนจดหมายเปิดให้ผู้ถือหุ้นแอปเปิ้ลอื่น ๆ หลายคนได้เรียกแล้วกับ บริษัท ที่จะกลับเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นกล่าวว่า. “เราเข้าใจว่าหลายของผู้ถือหุ้นเพื่อนของเราร่วมแห้วของเรากับแอปเปิ้ลของ นโยบายการจัดสรรทุนแอปเปิ้ลมี $ 145 (£ 107) ต่​​อหุ้นของเงินสดในงบดุล. เป็นผู้ถือหุ้นนี้เป็นเงินของคุณ. ”

แอปเปิ้ลล่าสุดปีเริ่มจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1995 และมุ่งมั่นที่จะซื้อกลับ $ 10bn มูลค่าของหุ้นกว่าสามปี ปี เตอร์ออพกรรมการการเงินของ Apple ได้กล่าวว่า บริษัท “อย่างต่อเนื่อง” ประเมินโอกาสของการกลับเงินสดมากขึ้นต่อผู้ถือหุ้นและ “เราจะทำสิ่งที่เราคิดว่าอยู่ในความสนใจที่ดีที่สุดของผู้ถือหุ้นของเรา”

Toni Sacconaghi นักวิเคราะห์ที่ฟอร์ดสเตนกล่าวว่า “มีความเชื่ออย่างกว้างขวางว่าแอปเปิ้ลไม่จำเป็นต้องสะสมเงินสดมากขึ้นและ ควรจะก้าวร้าวมากขึ้นในการกลับเงินสด

“ผม เชื่อว่าแอปเปิ้ลควรจะดูเพื่อใช้หนี้ในอัตราที่ต่ำมากและเพิ่มขึ้นอย่างมาก เงินปันผล. คนอื่นเชื่อว่าแอปเปิ้ลควรจะกลับเงินสดมากขึ้นผ่าน buybacks. ความจริงก็คือสำหรับ บริษัท ที่จะมี $ 137bn และจะเพิ่ม $ 40bn ปี ทำลายคุณค่าทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ถือหุ้น “เขาบอกซีเอ็นบีซี