Archive for the ‘ชี้ช่องธุรกิจ’ tag

ปัญหาด้านเครือข่ายมือถือ   no comments

ส่วนเรื่องค่าบริการย้ายค่ายเบอร์เดิมหรือคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) ในวันที่ 21 พ.ค. นี้ ทางสำนักงานจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) พิจารณาลดราคา จาก 99 บาท เหลือ 39 บาท ซึ่งเตรียมเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติวันที่21 พ.ค.

และ เมื่อครบ 2 เดือนหลังจาก กทค. อนุมัติ หากยังมีปริมาณการใช้บริการเป็นจำนวนมากจะมีการพิจารณาลดราคาลงเหลือ 29 บาท  นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ขยายประสิทธิภาพในการให้บริการ เพิ่มจาก 40,000 เลขหมายต่อวัน เป็น 300,000 เลขหมายต่อวันด้วย

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังจากหารือกับผู้ประกอบการ 3G ที่ได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz ว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (DTN) และบริษัท เรียลฟิวเจอร์ จำกัด ยินดีจะลดราคาค่าบริการรายเดือนที่มีอยู่เดิม ลง15% ทุกแพคเก็จ

โดย AWN จะเริ่มลดราคาตั้งแต่ 21 พ.ค. นี้  ส่วนเรียลฟิวเจอร์จะเริ่มในเดือน มิ.ย. ขณะที่ DTN จะเริ่มลดราคาเมื่อได้เปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1GHz อย่างเป็นทางการ

“แพคเกจที่ลดราคา ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเป็นแพคเก็จ 3G บนคลื่น 2.1GHz เท่านั้น  แต่จะลดให้ลูกค้าปัจจุบันโดยอัตโนมัติ  เช่น แพคเกจ 399 บาท จะลดลงเหลือ 340 บาท เป็นต้น และจะให้ราคานี้เป็นราคากลางในการกำหนดค่าบริการในระบบ 3G ใหม่ด้วย  ซึ่ง กสทช. กำลังตรวจสอบแพคเก็จแต่ละรายว่าได้ลดราคาละ 15% จริงหรือไม่”

 

 

บุกดูโรงงานเกาหลีอีกแหล่งที่น่าลงทุน   no comments

“เสี่ยคุง-ชัยรัตน์ ชูประภาวรรณ” เอ็มดีบริษัท วงศ์บราเดอร์ จำกัด เอ็กซ์คลูซีฟเอเย่นต์ในตลาดประเทศไทย บอกว่า เหตุผลที่เลือกผลิตภัณฑ์ฟิล์มเกาหลี เพราะมาตรฐานการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีทำให้มีสินค้า “ฟิล์มนวัตกรรม” ไม่แพ้ผู้ผลิตจากฝั่งอเมริกา ยุโรป

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตฟิล์ม สินค้าต้องนำเข้าทั้งหมด อยู่ที่ว่าจะนำเข้าจากมุมไหนของโลก บุคลิกของโรงงานฝั่งอเมริกา-ยุโรปขาดความยืดหยุ่น ต้องสั่งซื้อสินค้าตามแค็ตตาล็อก ขณะที่โรงงานโซนเอเชียยืดหยุ่นกว่า

แต่ก็พบว่าโรงงานในเอเชียมีเพียง 2-3 ประเทศคือ จีน ไต้หวัน เกาหลี เมื่อลึกลงรายละเอียดการผลิตฟิล์มจะเป็นสินค้าที่ใช้สารเคมี ซึ่งเกาหลีมาตรฐานธุรกิจสารเคมีเก่งกว่า ตอบโจทย์ความต้องการฟิล์มคุณภาพเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวในกรณีสินค้า ต่ำมาตรฐานในภายหลัง

เมื่อเลือกประเทศเจ้าของเทคโนโลยีผู้ผลิตฟิล์ม ได้แล้ว สิ่งที่ “วงศ์บราเดอร์” ต้องทำงานต่อก็คือการสร้างแบรนด์และถักทอเครือข่ายผู้บริโภคที่จะเข้าถึงการ ใช้ฟิล์มเกาหลีให้ได้มากที่สุด คำตอบสุดท้ายออกมาเป็นแบรนด์ “แมกซ์ม่า-MAXXMA” ที่คุ้นตาเป็นอย่างดีในตลาดเมืองไทย

SKC = ปตท.เมืองไทย

ฟิล์มเกาหลีที่วงศ์บราเดอร์นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ผลิตโดย SKC Group คำถามคือ…เขาเป็นใคร

พบ คำตอบว่า SKC กรุ๊ปเป็นองค์กรเอกชนที่มีธุรกิจหลัก 2 วงการคือ ปิโตรเคมีกับเทเลคอม สายธุรกิจปิโตรฯของเขาเทียบเท่ากับ “ปตท.” ในเมืองไทย ตอนหลังมีบายโปรดักต์ที่เหลือจากธุรกิจปิโตร จึงมีการแตกบริษัทลูกออกมาทำผลิตภัณฑ์ฟิล์ม

อาณาจักร SKC กรุ๊ปที่นำเสนอข้อมูลคือ ณ ปี 2010 มีรายได้รวม 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสินทรัพย์รวม 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ พนักงาน 1,456 คน มีบริษัทในเครือ ได้แก่ SK telesys, SK HASS, SKC COLON PI, SKC airgas, SKW มีบริษัทร่วมทุนทั่วโลก กระจายฐานผลิตไปยัง SKC U.S.A., SKC Europe, SKC Japan เป็นต้น

สถานะทำกำไรเฉลี่ยปีละ 15-20% มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จากขนาดตลาดทั่วโลก 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โฟกัส ตลาดวินโดว์ฟิล์มหรือฟิล์มติดกระจก-ติดอาคาร ณ ปี 2010-2011 มีรายได้ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2012 รายได้ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ น่าสนใจว่าภายใน 2015 ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับจะโตก้าวกระโดด 5 เท่าภายใน 3 ปี

กล่าวสำหรับประเทศไทย ทาง SKC กรุ๊ปมองว่าเป็นตลาดใหญ่เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน “วงศ์บราเดอร์” ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลตลาดเมียนมาร์และ สปป.ลาวด้วย…ถ้าต้องการจะทำ

รุกตลาดฟิล์มเกรดพรีเมี่ยม

“เรื่อง ความสามารถแข่งขันกับฟิล์มนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ ผมไม่ค่อยห่วง เพราะเรากับ SKC ทำวิจัยและพัฒนาสินค้าร่วมกันตลอด เช่น พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยตอนนี้น่าจะทำสินค้าที่มีรุ่นแบบไหน สียังไง ตอบโจทย์อะไรบ้าง ทำให้สอดคล้องกับตลาดเมืองไทย” คำกล่าวของเอ็มดีวงศ์บราเดอร์นำไปสู่ไอเท็มผลิตภัณฑ์ฟิล์มแบรนด์ MAXXMA ที่มี 3 ตลาดหลักด้วยกันคือ ตลาดฟิล์มประหยัดพลังงาน ป้องกันความร้อน, ตลาดรองคือฟิล์มนิรภัยกับฟิล์มตกแต่ง และฟิล์มป้องกันสีรถ (เคลียร์การ์ด)

“เหตุผล ที่เลือกฟิล์มของ SKC ซึ่งแพงกว่าจีนก็เพราะผมรีโมเดลธุรกิจหันมาเจาะตลาดพรีเมี่ยมมากขึ้น จึงต้องเน้นคุณภาพของฟิล์ม กับเน้นการทำมาร์เก็ตติ้งให้มากขึ้น”

ทุก วันนี้ฟิล์มประหยัดพลังงานแมกซ์ม่ามีเครือข่ายดีลเลอร์กระจายทั่วประเทศ 200-250 ราย ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 300 รายการมีเครือข่ายดีลเลอร์มากขึ้น ย่อมหมายถึงสร้างโอกาสเข้าถึงการใช้ฟิล์มให้กับผู้บริโภคโดยตรง

ธุรกิจเครื่องดื่มอีกแหล่งที่น่าลงทุน   no comments

ในปีนี้ ที่ต้องมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ ทั้งยอดขาย, นวัตกรรมสินค้า, โปรโมชั่น โดยเฉพาะการเป็น “ผู้นำ” กระแสของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดชั้นเซียนอย่าง “ตัน ภาสกรนที” สามารถฉกชิงภาพลักษณ์ดังกล่าวไปได้เสมอ

โดยเฉพาะโปรโมชั่นหน้าร้อน ที่ถือเป็น “ไคลแม็กซ์” ที่สุด มาปีนี้ “โออิชิ” เปลี่ยนแนวหันมาจัดชิงโชคแบบ “ฮาร์ดเซล” แจกทองมูลค่า 90 ล้านบาทกับแคมเปญ “รหัสโออิชิ ลุ้นรวยทุกชั่วโมง” เริ่มแจก 1 มีนาคมนี้

นับเป็นโปรโม ชั่นหน้าร้อนที่มีมูลค่ามากที่สุดที่บริษัทเคยจัด พร้อมเพิ่มงบฯตลาดเป็น 250 ล้านบาท จากปกติที่ใช้อยู่ที่ 100-150 ล้านบาท

ปีนี้ถือว่าโออิ ชิแก้ตัวได้ ด้วยการชิงกระแสแถลงข่าวเปิดตัวโปรโมชั่นก่อนหน้าอิชิตันได้สำเร็จในช่วง เช้าของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ แต่เสี่ยตัน ซึ่งมี “จุดแข็ง” ในเรื่องฐานแฟนคลับ โดยเฉพาะช่องทางเฟซบุ๊ก

กว่า 2 ล้านแฟนเพจ ตกเย็นวันเดียวกันก็โพสต์ภาพการไปเบิกเงินที่ธนาคาร เพื่อนำมาจัดโปรโมชั่นช่วงซัมเมอร์นี้กับ “ลุ้นรหัส รวยเปรี้ยง 60 วัน 60 ล้าน รีเทิร์น” ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 1 มีนาคมนี้ ความน่าสนใจ คือ จำนวนเงินที่เบิก 90 ล้านบาท เท่ากับโออิชิแบบเป๊ะ ๆ ไม่ขาด ไม่เกิน

งาน นี้แม้ไม่แน่ชัดว่าใครตัดหน้าใคร แต่ที่น่าสังเกตคือ ทั้งคู่ต่างปรับแนวรบหันมาใช้แคมเปญแบบ “แบ็กทูเบสิก” ด้วยการ “แจกทองปลุกยอด” แทนการพาไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบ “ทัวร์ยกแก๊ง” ซึ่งถือเป็นโลโก้ประจำตัวทั้งคู่ ด้วยโจทย์สำคัญของทั้งคู่วันนี้คือการ “แย่งมาร์เก็ตแชร์” มากกว่า

“อนิรุทธิ์ มหธร” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแข่งขันของตลาดเครื่องดื่ม

ในช่วงหน้าร้อนนี้จะดุเดือดอย่างแน่นอน คาดว่างบฯการตลาดที่ผู้ประกอบการทุกค่ายจะใช้ในช่วงนี้จะไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

โออิชิคาดหวังจะเติบโต 30% และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอีก 5% จาก 45% เป็น 50% จากมูลค่าตลาดชาเขียว 13,000 ล้านบาท

หน้าร้อน ซึ่งถือเป็น “ไฮซีซั่น” ของตลาดเครื่องดื่มช่วงเวลาที่ทุกค่ายต้องทุ่มสรรพกำลังทุกอย่างที่มีเพื่อ ฉกฉวยโอกาสในการสร้างยอดขายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นอกจากความดุเดือดในแง่ของการแข่งขันทางธุรกิจแล้ว ความเข้มข้นในปีนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อหลายค่ายมีคำว่า “ศักดิ์ศรี” ที่ค้ำคออยู่ คือ ยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อดึงส่วนแบ่งตลาดให้มากที่สุด เข้าทำนอง “แพ้ไม่ได้” ที่เห็นชัดที่สุดคือ อดีตคนเคยรักกันอย่าง “โออิชิ-อิชิตัน” ที่ปัจจุบันมี

ขณะ ที่ “บิ๊กโคล่า” ของอาเจ กรุ๊ป จากเปรู เลือกช่วงจังหวะนี้ เข็นน้ำสี “บิ๊ก จิงเจอร์ พายแอปเปิล” ออกมาแนะนำตัวกับผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากอยู่ในตลาดเมืองไทยมากว่า 5-6 ปี ที่หันมารุกตลาดน้ำสีอย่างจริงจัง โดยโจทย์ของอาเจ กรุ๊ปปีนี้ คือเน้นต่อยอดด้วยการทุ่มสร้างแบรนด์บิ๊กโคล่าให้โดนใจผู้บริโภคคนเมืองมาก ยิ่งขึ้น ผ่านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง และอีเวนต์ต่าง ๆ

ฝ่ายที่ดู เหมือนจะเงียบที่สุด ณ เวลานี้ เห็นจะเป็นอดีตผู้นำอย่าง “เป๊ปซี่” เชื่อว่าจะไม่ปล่อยให้โอกาสทองในช่วงนี้หลุดลอยไป แม้ถึงปัจจุบันยังค่อนข้างเงียบอยู่ก็ตาม

“ซัมเมอร์” สำหรับตลาดน้ำอัดลม ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการ “ช่วงชิง” ทั้งยอดขาย กระแส อิมเมจ และ “ศักดิ์ศรี” ของความเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ต้องทุ่มกันแบบไม่มียั้ง

 
“อิชิตัน” ที่เข้าตลาดมาเกือบ 2 ปี ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดถึง 23% ส่วนโออิชิ ที่ประสบปัญหาเรื่องโรงงานผลิตในช่วงน้ำท่วม ปัจจุบันเหลือมาร์เก็ตแชร์ตกลงมาเหลือ 45% เทียบกับก่อนที่อิชิตันจะเข้าตลาดในเดือนกรกฎาคม 2554 เคยมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า 60% ถือเป็นภารกิจใหญ่ของโออิชิ

นอก จากชาเขียวอีกตลาดที่น่าจะมีดีกรีการแข่งขันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ “น้ำอัดลม” จากข้อมูลของเอซี นีลเส็น ส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมในช่องทางค้าปลีก (ไม่รวมร้านอาหาร) โค้กขึ้นเป็นผู้นำแทนเป๊ปซี่ ด้วยส่วนแบ่งไม่ต่ำกว่า 50% ตาม

ด้วยเป๊ปซี่ 30% บิ๊กโคล่า 16%

โดยตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ละแบรนด์ต่างพาเหรดเปิดตัวแคมเปญหน้าร้อนกันอย่างคึกคัก

“เอส” ของเสริมสุขส่งโปรโมชั่น “แจกสุดขั้ว ทั่วประเทศ” ลุ้นเคสไอโฟน 5 แพลทินัมฝังเพชร 5 ชิ้น และเคสทองคำแท้ 100 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 18 ล้านบาท เป็นยกแรกก่อนที่จะปล่อยยก 2 มาในช่วงกลางเดือนเมษายนอีกรอบหนึ่ง

ครั้ง นี้ ถือเป็นครั้งแรกของการทำกิจกรรมหน้าร้อนของเสริมสุขที่ปราศจากพันธมิตรอย่าง “เป๊ปซี่” แต่เป็นการโชว์ฝีมือและไอเดีย การทำการตลาดของตัวเองแบบเพียว ๆ ซึ่งถือเป็น “บทพิสูจน์” ฝีมือของยักษ์ใหญ่รายนี้อย่างแท้จริง

“ฐิติ วุฒิ์ บุลสุข” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โปรโมชั่นครั้งนี้ไม่เหมือนที่บริษัทเคยทำในอดีต อย่างที่บอกเราจะไม่ทำอะไรแบบเดิม ๆ อีกต่อไป

“เคสไอโฟนที่แจก ซึ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น ไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้ บ่งบอกถึงความพิเศษ ความเป็นยูนีค ตัวตนที่ไม่เหมือนใคร สอดคล้องกับแบรนด์เอสได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็เป็นของรางวัลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ กับสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก”

ด้านผู้นำตลาดอย่างโค้กก็ส่ง “น้ำจิ้ม” นำร่องด้วย “มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง” โดยเล่นกับกระแสรายการสุดฮอต “The Voice” ตัวจริงเสียงจริง จัดคอนเสิร์ตใหญ่ “โค้ก พรีเซ้นท์ คอนเสิร์ต เสียงจริง ตัวจริง” ย้ำภาพแบรนด์ที่เข้ากระแส โดนใจคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นภาพที่ “เป๊ปซี่” ครองความเป็นผู้นำมาอย่างยาวนาน

ก่อนที่จะมี “บิ๊กแคมเปญ” แบบจัดหนัก จัดเต็ม ออกมาในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จในวันนี้