Archive for the ‘ที่ดิน’ tag

GDP เติบโตปลายปีนี้   no comments

 

นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระจากต่างประเทศเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีข้อมูลในการตรวจสอบที่ชัดเจน ทางกระทรวงจึงควรประสานงานและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะข้อสรุปในการเรียกตรวจรถบางส่วน ที่นำเข้ามาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กว่า 2,000 คันและยังไม่ได้จดทะเบียนซึ่งได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วว่าจะมีขั้นตอนการ เรียกรถมาตรวจสอบอย่างไร

 

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำรถเข้าไปตรวจสอบ ใช้เวลาตรวจและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 45 วัน แม้การตรวจค่าไอเสียทำได้เร็วขึ้นจริง แต่เอกสารที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนต้องรอนานเกินไป

 

ปกติรถนำเข้าจาก ต่างประเทศผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานต่าง ประเทศที่มีมาตรฐานสูงยืนยันอยู่แล้วจึงเกิดคำถามว่าการตรวจค่าไอเสียนั้น เป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 

ผลกระทบจากรัฐบาลเข้มงวดกับบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ตั้งแต่ปรับวิธีคำนวณภาษีใหม่ ทำให้รถแต่ละคันมีต้นทุนภาษีสูงขึ้น และใช้มาตรการคุมเข้มจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับเกณฑ์การปล่อยไอเสีย หากไม่ผ่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรถนำเข้าค้างอยู่ที่ท่าเรือกว่า 2,000 คัน กระทบธุรกิจรถยนต์นำเข้าเป็นหมื่นล้านบาท

จนล่าสุดสมาคมผู้นำเข้าและ จำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวง อุตสาหกรรมเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบด้วยการร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่รถมา ถึงที่ท่าเรือ การตรวจมาตรฐานไอเสียโดยสถาบันยานยนต์ จนถึงการจดทะเบียนรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบก จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 90 วัน ให้ลดเหลือเพียง 10 วัน

พร้อมทั้งปรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบค่าไอเสีย สำหรับรถยนต์เบนซินจากเดิมคันละ 120,000 บาท เหลือ 44,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังคงอัตราเดิม 40,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

แต่เกณฑ์ที่ผ่อนปรนนี้ บรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระหลายรายก็ยังมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ

 

“เรามองว่าการจะออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้จริงและมีผลทันทีเราเป็นห่วงไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่ขั้นตอนการตัดสินใจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐ ควรทำได้ทันทีเพราะการรอความชัดเจนนานถึง 3 เดือนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก อนาคตประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน”

เช่นเดียวกับนางสาวชลลธรศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือบีอาร์จี ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์อิสระ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐผ่อนเกณฑ์ แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่

และสถาบันยานยนต์ระบุว่าสามารถตรวจสอบรถได้แค่ 8 วันต่อคัน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่รอการจดทะเบียนจำนวนมาก จึงน่าจะมีการเพิ่มสถานที่ในการตรวจและเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบ การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น

ขณะที่นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ลูกค้ารถนำเข้าลดน้อยลง แต่สำหรับบริษัทนั้นถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้ายังมีความเชื่อมั่น เพราะในสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นระบุว่ารถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากบริษัทจะต้องได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ถือเป็นการรับประกันที่ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ทั้งนี้เมื่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรถนำเข้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการผ่อนปรนของกระทรวงอุตฯ โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาระบุเองนั้น ทางสมาคมยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจสูงสุดเรื่องนี้คือ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งที่ผ่านมา สมอ.เปลี่ยนแปลงเลขาธิการบ่อยมาก คนที่แล้วมาอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบค่าไอเสีย แม้จะลดราคาลง แต่หากต้องทำ 3-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ต้นทุนก็เพิ่มอยู่ดี เท่ากับไม่ได้สิทธิ์นั้น ๆ ในขณะที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่รถนำเข้าทุกคันจะมีใบกำกับการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะใช้ทดแทนได้เพราะมาตรฐานจากต่างประเทศสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สมาคมจะต้องเร่งผลักดันยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ซึ่งวันนี้รถที่ตรวจผ่านยังต้องรอใบอนุญาตเพื่อใช้จดทะเบียน และการตรวจนั้นรถรุ่นเดียวกัน สเป็กเดียวกัน ตรวจคันเดียวสามารถครอบคลุมทุกคันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้น จำนวนรถนำเข้าที่มีจำนวนมากมาย ต้องนำมาตรวจทุกคัน สถาบันยานยนต์ สมอ. คงรองรับไม่ไหวแน่นอน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อปัญหาการนำเข้ารถยนต์ เห็นชอบแก้ไขกฎระเบียบการตรวจสอบและอนุญาตรถเกรย์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ได้แก่ ร่นเวลาการตรวจสอบจากท่าเรือ จนถึงกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากเดิม 90 วันเหลือเพียงไม่เกิน 10 วัน ในกรณีที่มีเอกสารทุกอย่างครบ และสถาบันยานยนต์จะลดค่าใช้จ่ายการทดสอบค่ามลพิษ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป

การขยายตลาด   no comments

ใน แง่ของการเพิ่มแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ปัจจุบันที่ยูนิลีเวอร์ถือเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแบ รนด์มากที่สุดก็ว่าได้ด้วยจำนวนถึง25 แบรนด์ โดย 5 แบรนด์ที่เพิ่มเข้ามาคือตั้งแต่กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือนกับน้ำยาเอนก ประสงค์ “โปรแม็กซ์” ที่ออกตัวในช่วงหลังน้ำท่วม

ตามด้วย 3 แบรนด์กับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบรนด์ นอกจากโทนี่แอนด์กาย ก็มี “เทรซาเม่” ซาลอนแบรนด์ชื่อดัง เพื่อเจาะกลุ่มผู้หญิงที่รักการดูแลตัวเอง ชอบเข้าร้านทำผม ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้สามารถทำผมด้วยตัวเองเหมือนไปร้านซาลอนในราคาที่คุ้ม ค่า ขณะเดียวกันก็นำเข้าไลน์จัดแต่งทรงผม อาทิ สเปรย์ มูส และครีมเข้ามาทำตลาด โดยผนึกกำลังกับ “มอดส์แฮร์” แบรนด์ที่เป็นการแตกไลน์ไปที่กลุ่มสไตลิ่งอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

ทำ ให้กลุ่มแฮร์แคร์ของยูนิลีเวอร์ปัจจุบันเพิ่มเป็น7 แบรนด์ เป็นการปรับตัวเพื่อตอบสนองเทรนด์แฟชั่นด้านเส้นผม และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่ม “ซาลอนแบรนด์” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูนิลีเวอร์จะรุกหนักในปีนี้

สังเกตได้จากสินค้าใหม่ของยักษ์คอนซูเมอร์รายนี้ นอกจากจะสร้างตลาดใหม่แล้วยังล้วนเป็นสินค้าที่มีการ Added Value เพิ่มคุณภาพพร้อมกับราคาที่สูงขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มชนชั้นกลางมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวแบรนด์ “โทนี่แอนด์กาย” แฮร์แคร์ระดับพรีเมี่ยม รวมถึง “โดฟโลชั่น” ซึ่งมุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมากขึ้น

แต่ที่ถือว่าข้าม สายพันธุ์อย่างชัดเจนก็คือการเปิดตัวแม็กนั่มคาเฟ่ที่สยามเซ็นเตอร์ที่เป็น การต่อยอดการขยายรูปแบบธุรกิจที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างแบรนด์และสร้าง กระแสบอกต่อที่ไม่รู้จบ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของแม็กนั่ม สร้างความแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค รวมไปถึงการขยายเบเนฟิตของแบรนด์ “พอนด์ส” ด้วยการเปิดตัวพอนด์ส บีบีครีม ที่ผสมครีมกันแดดด้วย ถือเป็นนวัตกรรมที่แตกต่างจากคู่แข่ง

นอกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แคทิกอรี่ที่ถือเป็นหัวใจหลักของยูนิลีเวอร์อีกกลุ่ม คือผลิตภัณฑ์ซักล้าง และถนอมเสื้อผ้า โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมถือเป็นการแตกไลน์ครั้งใหญ่ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรน้ำ ภายใต้ชื่อ “คอมฟอร์ท แคร์ริ่ง วอช”

เป็นการใช้จุดแข็งของคอมฟอร์ทที่เป็นเบอร์ 1 ในตลาดน้ำยาปรับผ้านุ่ม ซึ่งมีอิมเมจในแง่ของสูตรน้ำอยู่แล้วมาขยายสู่ผงซักฟอกสูตรน้ำ ที่ชูจุดขายแบบ “ทูอินวัน” คือนอกจากขายเรื่องความสะอาดที่เป็นเบสิกของผงซักฟอกแล้ว ยังชูเรื่องการปกป้องเส้นใยผ้าไม่ให้ถูกทำลาย และช่วยรักษาสีของเนื้อผ้าไม่ให้ซีดจาง

“สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์”
รองประธานกรรมการบริหาร ธุรกิจผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน อาหาร และไอศกรีม บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ชี้ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรน้ำดังกล่าว คิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 3 พันล้านบาท และมีโอกาสขยายตัวอีกมาก ประกอบกับยูนิลีเวอร์เป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ซักผ้าด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% จึงมองเห็นทิศทางในการสร้างตลาดใหม่

เช่นเดียวกับแบรนด์ “โอโม พลัส” ที่มีการแตกเซ็กเมนต์มาลงเล่นในตลาดกำจัดเชื้อโรคและแบคทีเรีย ด้วยการเปิดตัว

“โอโม พลัส แอนตี้แบค” เจาะกลุ่มแม่บ้านและผู้บริโภคที่ใส่ใจในการดูแลสุขอนามัย จากเดิมโอโมจะเน้นหลักในเรื่อง “ความขาว” ซึ่งเป็นจุดขายหลักที่ใช้มาอย่างยาวนาน

เป็นแนวทางเดียวกับ “แอ็กซ์” ซึ่งชัดเจนในเรื่องสเปรย์ ระงับกลิ่นกาย ที่มีจุดขายเรื่องความหอมที่สาวรัก สาวหลง ตั้งแต่ต้นปีได้มีการเปิดตัวสินค้า และโหมโฆษณาแบบเต็มที่เพื่อโปรโมต “แอ็กซ์ ดราย” เป็นการขยายเบเนฟิตของแอ็กซ์มาสู่ตลาด “ความแห้ง” และ “ลดเหงื่อใต้วงแขน” ที่เป็นเบเนฟิตสำคัญของคนใช้โรลออนโดยเฉพาะกับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน

ที่สำคัญทำให้ภาพของ “แอ็กซ์” ดูเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการระงับกลิ่นกายมากขึ้น แทนที่จะพูดแต่เรื่องความหอม เพราะหากมองไปที่คู่แข่งหลักอย่าง “นีเวีย ฟอร์เมน” เจ้าตลาดโรลออนในปัจจุบันที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งในเรื่องนี้ และเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้นีเวียทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่มีอยู่อย่างมหาศาล

ตลอดปีนี้เราจะได้เห็นยูนิลีเวอร์ ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเบอร์ 1 เมืองไทย ซึ่งมียอดขายทะลุ 4 หมื่นล้านบาทในปีที่แล้ว และใช้งบฯโฆษณาต่อปีไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท กับแบรนด์ที่อยู่ในมือ พร้อมพอร์ตสินค้าที่มากมาย มีการนำเข้าแบรนด์และสร้างตลาดใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาขยายฐานลูกค้าของตัวเองให้กว้างขึ้น

เป็นกลยุทธ์ผู้นำที่งัดออกมาเพื่อรับมือกับบรรดาตลาดสินค้าอุปโภค บริโภคหลายแคทิกอรี่ที่อยู่ในภาวะอิ่มตัวขณะเดียวกันก็เพื่อรับมือกับบรรดา คู่แข่ง ทั้งพีแอนด์จี, ลอรีอัล ฯลฯ ที่มาแรงขึ้นเรื่อย ๆ

อสังหาฯพุ่งกว่า 100%   no comments

“ประไพ สิทธิ์ ตัณฑ์เกยูร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โบ๊ทเฮ้าส์หัวหิน จำกัด ระบุว่า ราคาที่ดินในชะอำช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาปรับขึ้นเร็วมาก จากปี 2547-2548 บริษัทซื้อที่ดินช่วงถนนเพชรเกษม กิโลเมตรที่ 222 มาพัฒนาโครงการในราคาเฉลี่ยไร่ละ 3 ล้านบาท หรือตารางวาละ 7.5 พันบาท ปัจจุบันปรับขึ้นมา 13 เท่าตัว เป็นไร่ละ 40 ล้านบาท หรือ ตร.ว.ละ 1 แสนบาท

ส่วนที่ดินทำเลติดหาดหัวหินบางแปลงตั้งราคาสูงถึงไร่ละ 80 ล้านบาท หรือ ตร.ว.ละ 2 แสนบาท ซึ่งจะต้องทำคอนโดฯขายในราคาไม่ต่ำกว่า ตร.ม.ละ 1 แสนบาท เนื่องจากหัวหิน-ชะอำมีกฎหมายควบคุมเรื่องความสูงอาคาร

คิวเฮ้าส์โวยที่ดินแพงเว่อร์ปัญหาใหญ่

กลับ มาดู”รัตน์ พานิชพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ “คิวเฮ้าส์” กล่าวว่า ปัจจุบันราคาที่ดินแพงทุกจังหวัด และขยับขึ้นเร็วตั้งแต่มีข่าวเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะจังหวัดที่ติดประเทศเพื่อนบ้าน

โดยที่ดินใน จ.อุดรธานีตั้งราคาไร่ละ 40-60 ล้านบาท หรือตารางวาละ 1-1.5 แสนบาท ส่วนที่ดินใน อ.แม่สอด จ.ตาก ราคาไร่ละ 15 ล้านบาท หรือตารางวาละ 3.75 หมื่นบาท ซึ่งไม่แน่ใจว่าราคาที่ดินสูงขนาดนี้จะตอบโจทย์การพัฒนาโครงการหรือไม่ และอาจจะทำให้เศรษฐกิจเกิดปัญหาในภายหลังได้เหมือนกับประเทศเวียดนามที่ราคา ที่ดินแพงมาก

กำลังเป็นภาวะอิหลักอิเหลื่อของผู้ประกอบการพัฒนาที่ดิน เพราะจู่ ๆ ดูเหมือนโครงการอสังหาริมทรัพย์ใต้ฟ้าเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวงหรือต่างจังหวัด ทั้งหัวเมืองหลัก-หัวเมืองรอง กำลังเผชิญต้นทุนราคาที่ดินขยับขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ว่ากันว่าหลาย ๆ แปลงที่มีการตั้งราคาเสนอขายเป็นราคา “ปั่น” มากกว่าจะเป็นราคาจริง

โดยเฉพาะราคาที่ดินเมืองชายทะเลและเมืองเศรษฐกิจ เทียบราคาปีต่อปี (2555-2556) ขยับสูงขึ้น 30-100% ที่ดินหน้าหาดตอนนี้พูดกันถึงตัวเลข 100-120 ล้านบาท ที่น่าตะลึงกว่านั้นคือ “หาดใหญ่” จ.สงขลา บอกขายกันถึงไร่ละ 160 ล้านบาททีเดียว

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจความเคลื่อนไหวราคาที่ดินในเมืองชายทะเล 3 โซนหลักได้แก่ “พัทยา หัวหิน-ชะอำ ภูเก็ต” พบว่ามีราคาสูงและปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ดินติดหาดบางแปลงใน 3 เมืองดังกล่าวมีราคาตั้งแต่ไร่ละ 40-120 ล้านบาท ขณะที่เมืองเศรษฐกิจได้แก่ “ขอนแก่น อุดรธานี เชียงใหม่ หาดใหญ่” ทำเลย่านใจกลางมีราคาสูงถึงไร่ละ 40-160 ล้านบาท ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หาซื้อที่ดินที่มีราคาเหมาะสมกับการพัฒนาโครงการได้ยากขึ้น เมื่อพัฒนาแล้วไม่สามารถตั้งราคาที่สอดรับกับกำลังซื้อได้

ปีเดียวราคาพุ่ง 30-100%

“สัมมา คีตสิน” ผู้อำนวยการ REIC (ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์) บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ราคาที่ดินในเมืองชายทะเล ได้แก่ พัทยา หัวหิน-ชะอำ ภูเก็ต และจังหวัดเศรษฐกิจ อาทิ ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ ฯลฯ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ 30-100% เป็นราคาที่ขยับขึ้นเร็วและร้อนแรงเกินไป

โดยช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ที่ดินในหัวหินติดชายหาดบางแปลงราคาขยับขึ้นกว่า 30-60% จากไร่ละ 50-60 ล้านบาทเป็นไร่ละ 80 ล้านบาท เฉลี่ยตารางวาละ 2 แสนบาท ส่วนที่ดินบางแปลงบริเวณใจกลางเมืองขอนแก่นบนถนนศรีจันทร์ราคาสูงขึ้นกว่าเท่าตัว จากไร่ละ 40 ล้านบาท เป็นไร่ละกว่า 80 ล้านบาท

ขณะที่ราคาที่ดินบนถนนโพศรี ถนนสายหลักที่ตัดผ่านกลางเมืองอุดรธานีช่วงใกล้กับยูดีทาวน์ (มอลล์) และร้านวีทีแหนมเนืองจากไร่ละ 20-30 ล้านบาท เป็น 40-50 ล้านบาท

ปัจจัยมาจากบริษัทพัฒนาที่ดินจากกรุงเทพฯ และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ขยายการลงทุนออกสู่ภูมิภาคมากขึ้น เศรษฐกิจต่างจังหวัดเติบโตดี การประกาศแผนลงทุนรถไฟความเร็วสูง และกระแสการเปิดประชาคมอาเซียนหรือเออีซี สิ่งที่ต้องติดตามคือแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการเก็งกำไรราคาที่ดินชัดเจน แต่หากราคาที่ดินยังปรับขึ้นร้อนแรงก็อาจจูงใจให้เข้ามาซื้อที่ดินเก็งกำไรได้

พัทยาไร่ละ 100 ล้าน

“ชนะ นันทจันทูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นจูรี่ 21 เรียลตี้ แอฟฟิลิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาฯ กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ราคาที่ดินในพัทยา หัวหิน-ชะอำ และภูเก็ตเมืองชายทะเลช่วง 1 ปีที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยกว่า 30-50% ส่งผลให้การซื้อที่ดินมาพัฒนาโครงการเริ่มเป็นไปได้ยาก เพราะต้นทุนที่ดินจะขึ้นไปสูงมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องมองหาทำเลใหม่ที่ราคาที่ดินยังไม่แพงมากนัก

ทั้งนี้ ที่ดินพัทยาและภูเก็ตรอบปีที่ผ่านมาปรับขึ้นเฉลี่ย 15-20% ถือว่าไม่มาก เนื่องจากราคาสูงอยู่แล้ว โดยโซน “นาเกลือ-วงศ์อมาตย์-ถนนพัทยาสาย 2″ มีคอนโดฯและโรงแรมเกิดขึ้นจำนวนมาก จากไร่ละกว่า 70-85 ล้านบาท ปัจจุบันตั้งราคาไร่ละ 80-100 ล้านบาท หรือ ตร.ว.ละ 2-2.5 แสนบาท ขณะที่ภูเก็ตที่ดินติด “หาดกะรน-หาดกมลา-หาดป่าตอง-หาดกะตะ” ซึ่งเป็นโซนที่มีราคาแพง จากไร่ละ 100 ล้านบาท ปัจจุบันน่าจะมีราคาไร่ละ 120 ล้านบาท หรือ ตร.ว.ละ 3 แสนบาท

ชะอำ 8 ปีราคาพุ่ง 13 เท่า

“การจะผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้ต้องมาจากภาคอสังหาฯก่อน แต่สถานการณ์ขณะนี้ต้นทุนที่ดินสูง ต่อไปอุตสาหกรรมก่อสร้าง วัสดุ ก็อาจจะนิ่งกันหมด ปัญหานับจากนี้ของวงการอสังหาฯ คือราคาที่ดิน ถ้าราคาขึ้นไปสูงถึงจุดหนึ่ง เราก็อาจจะต้องถอย เพราะซื้อมาทำแล้วไม่ได้กำไร อยู่เฉย ๆ จะดีกว่า การทำธุรกิจคงแค่ประคองไว้เท่านั้น” คำกล่าวแบบฟันธงของผู้บริหารคิวเฮ้าส์

ตะลึง “หาดใหญ่” ไร่ละ 160 ล้าน

ย้อนกลับขึ้นเหนือ “นนท์ หิรัญเชษฐ์” อุปนายกสมาคมอสังหาเชียงใหม่-ลำพูน เปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาที่ดินในเชียงใหม่เพิ่มขึ้นเร็วโดยย่านใจกลางเมือง อาทิ “ถ.นิมมานเหมินท์-ถ.วิเชียรนนท์-ถ.ช้างคลาน ถ.ห้วยแก้ว” ราคาสูงถึงไร่ละกว่า 80 ล้านบาท หรือ ตร.ว.ละกว่า 2 แสนบาท ส่วน “ถ.สันกำแพง-น้ำพุร้อน” ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการอสังหาฯ ปัจจุบันพัฒนาแล้วกว่า 10 โครงการ ปรากฏว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาราคาปรับขึ้นถึง 100% จากไร่ละ 3-4 ล้านบาท เป็น 7-8 ล้านบาท

“เราเป็นห่วงว่าขณะนี้มีการปั่นราคาที่ดินจนสูงเกินจริง เรียกว่าที่ดินบางแปลงเห็นราคาแล้วจับไม่ลง ผลกระทบคือผู้ประกอบการหาที่ดินราคาเหมาะสมจะทำโครงการไม่ได้ และอาจทำให้ภาพรวมตลาดชะลอตัว”

ที่น่าสนใจที่สุดคือข้อมูลของ “พีระ หงส์ชยางกูร” กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท หาดใหญ่นครินทร์ จำกัด ธุรกิจที่มี บมจ.ศุภาลัยร่วมทุน ระบุว่า ปัจจุบันเริ่มหาซื้อที่ดินได้ยากขึ้น เนื่องจากราคาปรับขึ้นเร็วและสูงมาก

โดยที่ดินในถนนสายหลักกลางเมืองหาดใหญ่ในรอบ 1 ปีปรับขึ้นเฉลี่ย 20-100% แล้วแต่ทำเล ได้แก่ 1) ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ราคาประเมินไร่ละ 60 ล้านบาท แต่ประกาศขายไร่ละ 100-120 ล้านบาท (2.5-3 แสนบาท/ตร.ว.) ปรับขึ้นจากปีก่อนประมาณ 20%

2) ถนนประชาธิปัตย์ ราคาประเมินไร่ละ 160 ล้านบาท (4 แสนบาท/ตร.ว.) ส่วนราคาตลาดคาดว่าไม่ต่ำกว่า 180 ล้านบาท ปรับขึ้นจากปีก่อนประมาณ 20% 3) ถนนบ้านพรุและถนนสายสนามบินที่มีโครงการบ้านจัดสรรหลายโครงการ

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาราคาปรับขึ้น 100% จากไร่ละ 2-3 ล้านบาท เป็นไร่ละ 4-6 ล้านบาท และ 4) ถนนควนลังและถนนปุณณกันต์ ราคาปรับขึ้น 100% จากไร่ละ 3-4 ล้านบาท เป็นไร่ละ 6-8 ล้านบาท

Written by admin on April 12th, 2013

Tagged with ,