Archive for the ‘ธุรกิจส่วนตัว’ tag

GDP เติบโตปลายปีนี้   no comments

 

นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระจากต่างประเทศเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีข้อมูลในการตรวจสอบที่ชัดเจน ทางกระทรวงจึงควรประสานงานและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะข้อสรุปในการเรียกตรวจรถบางส่วน ที่นำเข้ามาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กว่า 2,000 คันและยังไม่ได้จดทะเบียนซึ่งได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วว่าจะมีขั้นตอนการ เรียกรถมาตรวจสอบอย่างไร

 

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำรถเข้าไปตรวจสอบ ใช้เวลาตรวจและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 45 วัน แม้การตรวจค่าไอเสียทำได้เร็วขึ้นจริง แต่เอกสารที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนต้องรอนานเกินไป

 

ปกติรถนำเข้าจาก ต่างประเทศผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานต่าง ประเทศที่มีมาตรฐานสูงยืนยันอยู่แล้วจึงเกิดคำถามว่าการตรวจค่าไอเสียนั้น เป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 

ผลกระทบจากรัฐบาลเข้มงวดกับบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ตั้งแต่ปรับวิธีคำนวณภาษีใหม่ ทำให้รถแต่ละคันมีต้นทุนภาษีสูงขึ้น และใช้มาตรการคุมเข้มจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับเกณฑ์การปล่อยไอเสีย หากไม่ผ่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรถนำเข้าค้างอยู่ที่ท่าเรือกว่า 2,000 คัน กระทบธุรกิจรถยนต์นำเข้าเป็นหมื่นล้านบาท

จนล่าสุดสมาคมผู้นำเข้าและ จำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวง อุตสาหกรรมเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบด้วยการร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่รถมา ถึงที่ท่าเรือ การตรวจมาตรฐานไอเสียโดยสถาบันยานยนต์ จนถึงการจดทะเบียนรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบก จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 90 วัน ให้ลดเหลือเพียง 10 วัน

พร้อมทั้งปรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบค่าไอเสีย สำหรับรถยนต์เบนซินจากเดิมคันละ 120,000 บาท เหลือ 44,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังคงอัตราเดิม 40,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

แต่เกณฑ์ที่ผ่อนปรนนี้ บรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระหลายรายก็ยังมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ

 

“เรามองว่าการจะออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้จริงและมีผลทันทีเราเป็นห่วงไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่ขั้นตอนการตัดสินใจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐ ควรทำได้ทันทีเพราะการรอความชัดเจนนานถึง 3 เดือนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก อนาคตประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน”

เช่นเดียวกับนางสาวชลลธรศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือบีอาร์จี ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์อิสระ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐผ่อนเกณฑ์ แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่

และสถาบันยานยนต์ระบุว่าสามารถตรวจสอบรถได้แค่ 8 วันต่อคัน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่รอการจดทะเบียนจำนวนมาก จึงน่าจะมีการเพิ่มสถานที่ในการตรวจและเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบ การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น

ขณะที่นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ลูกค้ารถนำเข้าลดน้อยลง แต่สำหรับบริษัทนั้นถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้ายังมีความเชื่อมั่น เพราะในสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นระบุว่ารถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากบริษัทจะต้องได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ถือเป็นการรับประกันที่ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ทั้งนี้เมื่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรถนำเข้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการผ่อนปรนของกระทรวงอุตฯ โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาระบุเองนั้น ทางสมาคมยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจสูงสุดเรื่องนี้คือ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งที่ผ่านมา สมอ.เปลี่ยนแปลงเลขาธิการบ่อยมาก คนที่แล้วมาอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบค่าไอเสีย แม้จะลดราคาลง แต่หากต้องทำ 3-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ต้นทุนก็เพิ่มอยู่ดี เท่ากับไม่ได้สิทธิ์นั้น ๆ ในขณะที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่รถนำเข้าทุกคันจะมีใบกำกับการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะใช้ทดแทนได้เพราะมาตรฐานจากต่างประเทศสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สมาคมจะต้องเร่งผลักดันยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ซึ่งวันนี้รถที่ตรวจผ่านยังต้องรอใบอนุญาตเพื่อใช้จดทะเบียน และการตรวจนั้นรถรุ่นเดียวกัน สเป็กเดียวกัน ตรวจคันเดียวสามารถครอบคลุมทุกคันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้น จำนวนรถนำเข้าที่มีจำนวนมากมาย ต้องนำมาตรวจทุกคัน สถาบันยานยนต์ สมอ. คงรองรับไม่ไหวแน่นอน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อปัญหาการนำเข้ารถยนต์ เห็นชอบแก้ไขกฎระเบียบการตรวจสอบและอนุญาตรถเกรย์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ได้แก่ ร่นเวลาการตรวจสอบจากท่าเรือ จนถึงกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากเดิม 90 วันเหลือเพียงไม่เกิน 10 วัน ในกรณีที่มีเอกสารทุกอย่างครบ และสถาบันยานยนต์จะลดค่าใช้จ่ายการทดสอบค่ามลพิษ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป

แก้กฎกระทรวงคุมการลงทุน   no comments

 

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะมีการกำหนดด้วยการระบุถึงประเภทโรงงานอุตสาหกรรมที่ห้าม มีการตั้งหรือขยายในบริเวณดังกล่าว เช่น โรงงานที่มีวัตถุอันตราย หรือโรงงานที่ก่อให้เกิดกากของเสียในปริมาณมาก เพื่อป้องกันโรงงานที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดมลพิษต่อลุ่มน้ำ ได้ อย่างไรก็ตาม อาจมีการระบุถึงโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นให้ตั้งใน บริเวณลุ่มน้ำได้ เช่น อุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ หรืออุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยการขนส่งริมน้ำ เป็นต้น

 

ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ คณะทำงานจะมีการประชุมหารือเพื่อวางหลักเกณฑ์สำหรับการตั้งโรงงานในพื้นที่ ใกล้แม่น้ำอีกครั้ง เมื่อได้ข้อสรุปจะมีการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวหารือร่วมกับคณะพหุภาคี ที่ประกอบด้วยกระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรน้ำ และชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการประกาศใช้เป็นประกาศกระทรวง หรือเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เพื่อดำเนินโครงการอุตสาหกรรมรวมใจภักดิ์ รักษ์แม่น้ำ ที่เชิญชวนให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลัก 6 สายได้ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ คือแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำลำตะคอง ทะเลสาบสงขลา และแม่น้ำบางปะกงนั้น ล่าสุดทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้เริ่มสำรวจเริ่มต้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ตั้งแต่ช่วงจังหวัดนครสวรรค์ ลงมาจนถึงปากแม่น้ำของจังหวัดสมุทรปราการ มากำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการบังคับใช้ เพื่อไม่ให้โรงงานที่จะก่อสร้างใหม่หรือขยายโรงงานตั้งในพื้นที่ใกล้แม่น้ำ ในระยะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดไว้

สำหรับเกณฑ์เบื้องต้นที่จะ กำหนดห้ามตั้งโรงงานใหม่หรือขยายใกล้กับพื้นที่ลุ่มน้ำสายหลักนั้น คือ 1) จะวัดจากค่าความสกปรกของบ่อน้ำเสียก่อนที่จะปล่อยออกจากโรงงานลงสู่แหล่งน้ำ สาธารณะ หากมีค่าความสกปรกเกินร้อยละ 20 จะถูกสั่งห้ามตั้งโรงงานใหม่หรือขยายโรงงาน 2) การตั้งโรงงานใหม่ต้องมีระยะห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 ด้านซ้าย-ขวา ด้านละ 2 กิโลเมตร แต่ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า หากเกิดกรณีตลิ่งริมน้ำพังเสียหายจะต้องวัดจากจุดใดแทน เพราะอาจจะทำให้ระยะห่างอาจจะไม่ถึง 2 กิโลเมตรตามที่กำหนด ซึ่งในประเด็นนี้จะต้องมีการประชุมหารืออีกครั้ง เพื่อสรุปกรอบหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน

“จากที่ลงสำรวจพื้นที่ล่าสุด ปัจจุบันมีโรงงานริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีน้ำทิ้งเกิน 50 ลูกบาศก์เมตร ประมาณ 1,700 โรง โดยในจำนวนนี้มีโรงงานที่ปล่อยน้ำทิ้งเกิน 500 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 88 โรง ทั้งนี้ มีโรงงานขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) อีกประมาณ 100 โรง

ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเมื่อมีการประกาศ ใช้แล้วจะไม่มีผลย้อนหลังกับโรงงานที่มีการตั้งไปแล้วก่อนหน้าที่มีการ ประกาศ แต่สำหรับโรงงานใหม่นั้นจะต้องปฏิบัติให้ได้ตามหลักเกณฑ์นี้ ซึ่ง ก.อุตสาหกรรมต้องจริงจังมากขึ้น เพื่อให้โรงงานสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างไม่มีปัญหาเหมือน ที่ผ่านมา”

 

สำหรับโครงการ อุตสาหกรรมรวมใจภักดิ์ รักษ์แม่น้ำ กระทรวงอุตสาหกรรมมีเป้าหมายในการฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำอย่างเร่ง ด่วน และรณรงค์เพื่อปลุกจิตสำนึกด้วยการสร้างความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายชุมชน รวมถึงผู้ประกอบกิจการโรงงานในกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ความสำคัญและหันมาดูแล รักษา และฟื้นฟูแหล่งน้ำ อันจะก่อให้เกิดการฟื้นแบบบูรณาการ โดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 2 ปี (2555-2557)

อุตสหกรรมโรงไฟฟ้าท้ายเขื่อน   no comments

ประเทศ ไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังเขื่อนท้ายน้ำรวม 48.7 เมกะวัตต์ ขณะที่ยังเหลือโครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นโครงการนำร่องแห่งสุดท้ายที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตามกำหนดโครงการแห่งนี้จะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2558 และมีกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์

2.โครงการที่อยู่ระหว่างการประกวดราคาจำนวน 2 แห่ง คือ เขื่อนกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง และเขื่อนคลองตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้ง 2 แห่งกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2559 และมีกำลังการผลิตรวม 8 เมกะวัตต์ และ 3.โครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มทุนจำนวน 23 แห่ง กำลังการผลิตรวม 77.2 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2561-2573
นายวิบูลย์ พงศ์เทพูปถัมภ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กฟผ.มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานทั้งหมด 31 แห่ง กำลังการผลิตรวม 163.9 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1) โครงการนำร่อง 6 แห่ง มีกำลังผลิตรวม 78.7 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ 388.17 ล้านหน่วยต่อปี ใช้เงินลงทุนรวม 4,486 ล้านบาท โดยในปี 2556 จะมีโครงการนำร่องจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) จำนวน 4 แห่ง กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 36.7 เมกะวัตต์ ได้แก่ 1.เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนมิถุนายน 2.เขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี กำลังการผลิต 12 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนกรกฎาคม 3.เขื่อนนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก กำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนตุลาคม และ 4.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี กำลังการผลิต 6.7 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนธันวาคม

เมื่อนำการผลิตใหม่ในปีนี้รวมกับ กำลังผลิตไฟฟ้าจากโครงการนำร่องในเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2555 จำนวน 12 เมกะวัตต์ จะส่งผลให้ในปี 2556

“โครงการที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาต่อไปได้ต้องคุ้มทุนมากกว่าพลังงานทดแทนจากลม ซึ่งมีต้นทุน 5-6 บาทต่อหน่วย ขณะนี้พบว่าโครงการที่ศึกษาแล้วเข้าเงื่อนไขมีแห่งเดียว คือ เขื่อนผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการ กฟผ.พิจารณาต่อไป ส่วนโครงการอื่น ๆ ที่กำลังศึกษาพบว่ามีต้นทุนการผลิตอยู่ระหว่าง 6-7 บาทต่อหน่วย ซึ่งมากกว่าพลังงานลม จึงต้องรอเวลาเพื่อให้คุ้มทุนมากขึ้นต่อไป” นายวิบูลย์กล่าว

นายชัชชม ชมประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนจัดสรรน้ำ สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแผนงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนแล้ว 118 แห่ง กำลังผลิตรวม 178.2 เมกะวัตต์ เป็นโครงการของ กฟผ. 33 แห่ง กำลังผลิต 163.9 เมกะวัตต์ และโครงการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 87 แห่ง กำลังการผลิต 14.3 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนของ กฟภ. 19 แห่ง และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่ประตูน้ำ-อ่างน้ำของ กฟภ.จำนวน 68 แห่ง

“โครงการ ส่วนของ กฟภ.ยังไม่มีแห่งใดเริ่มก่อสร้าง และตอนนี้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กที่ ประตูระบายน้ำและอ่างเก็บน้ำของชลประทานทั่วประเทศระหว่างกรมชลประทาน กฟภ. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ลงนามไว้เมื่อปี 2553 ได้หมดอายุลงแล้ว เร็ว ๆ นี้ จึงต้องมีการลงนามเอ็มโอยูกันใหม่อีกครั้ง” นายชัชชมกล่าว

นายวีรศักดิ์ ศรีกาวี
ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล-ปฏิบัติการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนภูมิพลสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 9 เดือนต่อปี ยกเว้นช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมที่น้ำเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนมีความสูงใกล้เคียงกันมากจนไม่สามารถเดินเครื่องได้

หลังเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 พบว่าโรงไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 1 ล้านหน่วยต่อเดือน หรือประมาณ 10 ล้านหน่วยต่อปี น้อยกว่าเป้าหมายที่ 61.75 ล้านหน่วยต่อปี เพราะอุปกรณ์ยังไม่เสถียร ส่วนสาเหตุที่โรงไฟฟ้าเดินเครื่องช้ากว่าที่กำหนดไว้ในปี 2553 เพราะติดปัญหาด้านการก่อสร้างและด้านเทคนิค

SME ไทยโตกว่า 20%   no comments

นายประสิทธิ์ วสุภัทร กล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ธนาคารได้ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินสายจัดสัมมนาให้ความรู้กับลูกค้าทั่วประเทศ และร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการ Krung Thai Modern Management For SME รุ่นที่ 8 รวมทั้งดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ด้วยการให้คำปรึกษาด้านการเงิน การบริหารจัดการ การตลาด ความรู้ด้านการส่งออกและอัตราแลกเปลี่ยน ผ่านสำนักงานธุรกิจทั่วประเทศ 63 แห่ง และสาขาอีกกว่า 1,100 แห่งทั่วประเทศ

นายประสิทธิ์ วสุภัทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากกลยุทธ์ของธนาคารในการขยายสินเชื่อลูกค้ารายย่อยและ SME ในภาคเอกชน ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าขยายสินเชื่อในส่วนของลูกค้า SME จำนวน 55,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 18% จากพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่ประมาณ 320,000 ล้านบาท โดยสนับสนุนธุรกิจ SME ในทุกภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป พลังงาน ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยวและโรงแรม ธุรกิจการค้าชายแดน และสินค้า OTOP

“สำหรับลูกค้าในภาคการผลิตและบริการ ที่พึ่งพาการใช้แรงงานเป็นหลัก ธนาคารมี 2 สินเชื่อรองรับได้แก่ สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน โดยสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 50 คน-200 คนขึ้นไป กู้ได้รายละ 2-8 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี กรณีบุคคลค้ำประกัน ซึ่งได้เตรียมวงเงินไว้จำนวน 2,000 ล้านบาท และสินเชื่อเพิ่มผลผลิต สนับสนุนเงินทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งปรับปรุงเทคโนโลยี เครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน โดยสามารถกู้ได้ 100% วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนชำระ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 คิด MLR-1 ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป คิดอัตรา MLR ต่อปี”

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ลงนามกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 5 วงเงินค้ำประกันรวม 240,000 ล้านบาท และโครงการค้ำประกันเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ (PGS New/Start-up) วงเงินค้ำประกันรวม 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่ประสบปัญหาสภาพคล่องในการทำธุรกิจ ธนาคารจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือพิเศษเป็นรายกรณี เช่น ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม

 

หุ้นไทยซบ   no comments

Posted at 2:54 am in การลงทุน

นางจิตรา อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวถึงภาพรวมตลาดหุ้นไทยในวันที่ 8 ก.พ.55 มีการเคลื่อนไหวผันผวน หลังไม่สามารถวิ่งผ่าน 1500 จุด ทำให้ดัชนีลงกลับมาพักฐาน และปิดอยู่ในแดนลบในวันนี้ อีกทั้งยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนไทยเนื่องจากเป็นช่วงวันสุดท้ายของสัปดาห์ อีกทั้งสัปดาห์หน้าเป็นเทศกาลหยุดยาวของจีน ทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซียค่อนข้างเงียบเหงา ดังนั้นนักลงทุนจึงมีการพักพอร์ตการลงทนุไว้ชั่วคราว

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ หากดัชนีปรับตัวลงแนะนำเทรดดิ้งได้ เนื่องจาก เชื่อว่า ยังมีแรงซื้อจากเม็ดเงินต่างชาติ ซึ่งอาจส่งผลให้ดัชนีขยับขึ้นต่อได้ โดยให้แนวรับที่ 1,480 จุด แนวต้านที่ 1,515 จุด
ขณะที่ทิศทาง ตลาดหุ้นสัปดาห์หน้า คาดว่า น่าจะแกว่งตัวผันผวนต่อ ถึงแม้จะเป็นช่วงวันหยุดยาวของจีน แต่เชื่อว่ายังมีเงินไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินต่างชาติ ทั้งในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ ดังนั้นจะส่งผลให้ดัชนีแกว่งตัวผันผวนได้ต่อเนื่องระหว่างแดนบวกและแดนลบ

การซื้อหุ้น Apple   no comments

Posted at 12:52 pm in การทำธุรกิจ

เงินสดของ Apple มีการจัดการโดยกองทุนป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง Braeburn ทุนจากชานเมืองที่เงียบสงบของเรโน, เนวาด้า มากของเงินของ Apple ถูกขังอยู่ในต่างประเทศการปกป้องจาก taxman สหรัฐที่จะเรียกร้องตัด 35% เป็นเงินที่จะส่งตัว แต่ก็สามารถลงทุนที่บ้าน แอปเปิ้ลรายงานทางการเงินแสดงมันถือ $ 21bn ของหนี้รัฐบาลสหรัฐ – รวมมากมายสำหรับนักลงทุนภาค เอกชนเดียว รัฐบาลต่างประเทศชอบการลงทุนในหลักทรัพย์สหรัฐ แต่แอปเปิ้ลเป็นเจ้าของมากกว่า $ 19bn จัดขึ้นโดยมาเลเซียและเพียง $ 4BN น้อยกว่าสเปน

หมวดหมู่แอปเปิ้ลลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของ บริษัท หลักทรัพย์ มันมี $ 44.5bn ในหุ้นของ บริษัท มากกว่าทั้ง $ 39bn จัดการโดยกลุ่มชายกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังเป็นผู้ถือใหญ่ของหนี้ของประเทศอื่นด้วย $ 7BN ลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศอธิปไตย

ไม่ ค่อยมีใครรู้จักที่ บริษัท แอปเปิ้ลมีการลงทุนบางครั้งเจ้าของเงินเดิมพันที่มีขนาดใหญ่พอที่จะประกาศ: แอปเปิ้ลเป็นนักลงทุนก่อตั้งใน ARM ออกแบบชิปอังกฤษ แต่ได้ขายหมดและเป็นเจ้าของ 9% จาก Hertfordshire ตามจินตนาการเทคโนโลยีซึ่งออกแบบวิดีโอ และชิปเสียง

Braeburn ไม่ยื่นบันทึกที่มีผู้ควบคุมการลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกันหรือที่ปรึกษาการลง ทุนลงทะเบียนการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยว; มันไม่ปรึกษาอิสระ แต่ในส่วนของ บริษัท เอกชน

Einhorn ซึ่งทุนกองทุนเฮดจ์ฟัน Greenlight หุ้นแอปเปิ้ล 1.3m – 0.12% ของ บริษัท กล่าวว่าชง iPhone และ iPad มีปัญหา “เงินสด” ว่าควรแก้โดยการจ่ายเงินเพิ่มเติมให้กับนักลงทุน เขากล่าวว่าแอปเปิ้ลเป็น “บริษัท พิเศษ [กับ] ผลิตภัณฑ์พิเศษและโอกาสพิเศษ” และเสริมว่าเขาเป็น “อย่างกระตือรือร้นเกี่ยวกับสต็อก”

“แต่ เราจะมีคำแนะนำไม่กี่ที่จะเป็นวิธีที่จะช่วยให้ผู้ถือหุ้นทำเงินได้มากกว่า ในขณะที่ให้แอปเปิ้ลที่จะไล่ตามของแผนของมัน” เขาบอก Bloomberg ทีวี

Einhorn บอกว่าเขาเข้าใจว่าแอปเปิ้ลต้องการที่จะทำให้แน่ใจว่ามันมีเงินสดสำรองขนาด ใหญ่เพราะ “เวลาที่ยากลำบาก” มันได้รับการผ่านในอดีต แต่ เขาบอกว่าภูเขาเงินสดของ Apple – ซึ่งเป็นเพียง 3.7m £น้อยกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศนิวซีแลนด์และครั้ง 23 มูลค่าตลาดของ Marks & Spencer – ได้เติบโตขึ้นมามีขนาดใหญ่เกินไป

บริษัท ควรลดเงินสดโดยให้ไปหุ้นที่ต้องการด้วยอัตราผลตอบแทนที่ยั่งยืน 4% หุ้นบุริมสิทธิเป็นลูกผสมของหนี้และตราสารทุนที่จ่ายเงินปันผลปกติ แต่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนไม่

เจ้าสัวกองทุนป้องกันความเสี่ยงกล่าวว่าเขาได้รับการอภิปรายความคิดของเขากับแอปเปิ้เป็นเวลาหลายเดือน แต่ บริษัท ปฏิเสธมัน Greenlight กล่าวว่า Apple ได้ตกลงที่จะหารือเกี่ยวกับแผน Einhorn อีกครั้ง แต่หลังจากกองทุนป้องกันความเสี่ยงเริ่มดำเนินการตามกฎหมายกับการเปลี่ยน แปลงที่เสนอให้เช่าแอปเปิ้ลซึ่ง Einhorn กล่าวว่า “ไม่จำเป็นกำหนดความยืดหยุ่นของคณะกรรมการการกระจายหุ้นที่ต้องการเป็นวิธี การปลดล็อคมูลค่าผู้ถือหุ้น”

Einhorn เขียนจดหมายเปิดให้ผู้ถือหุ้นแอปเปิ้ลอื่น ๆ หลายคนได้เรียกแล้วกับ บริษัท ที่จะกลับเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นกล่าวว่า. “เราเข้าใจว่าหลายของผู้ถือหุ้นเพื่อนของเราร่วมแห้วของเรากับแอปเปิ้ลของ นโยบายการจัดสรรทุนแอปเปิ้ลมี $ 145 (£ 107) ต่​​อหุ้นของเงินสดในงบดุล. เป็นผู้ถือหุ้นนี้เป็นเงินของคุณ. ”

แอปเปิ้ลล่าสุดปีเริ่มจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1995 และมุ่งมั่นที่จะซื้อกลับ $ 10bn มูลค่าของหุ้นกว่าสามปี ปี เตอร์ออพกรรมการการเงินของ Apple ได้กล่าวว่า บริษัท “อย่างต่อเนื่อง” ประเมินโอกาสของการกลับเงินสดมากขึ้นต่อผู้ถือหุ้นและ “เราจะทำสิ่งที่เราคิดว่าอยู่ในความสนใจที่ดีที่สุดของผู้ถือหุ้นของเรา”

Toni Sacconaghi นักวิเคราะห์ที่ฟอร์ดสเตนกล่าวว่า “มีความเชื่ออย่างกว้างขวางว่าแอปเปิ้ลไม่จำเป็นต้องสะสมเงินสดมากขึ้นและ ควรจะก้าวร้าวมากขึ้นในการกลับเงินสด

“ผม เชื่อว่าแอปเปิ้ลควรจะดูเพื่อใช้หนี้ในอัตราที่ต่ำมากและเพิ่มขึ้นอย่างมาก เงินปันผล. คนอื่นเชื่อว่าแอปเปิ้ลควรจะกลับเงินสดมากขึ้นผ่าน buybacks. ความจริงก็คือสำหรับ บริษัท ที่จะมี $ 137bn และจะเพิ่ม $ 40bn ปี ทำลายคุณค่าทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ถือหุ้น “เขาบอกซีเอ็นบีซี