Archive for the ‘นักลงทุนชื่อดัง’ tag

ตามดูธุรกิจหนังไทย   no comments

เมื่อ พูดถึงพลอตเรื่องและความแปลกใหม่ของต้มยำกุ้งกันแล้ว น่าสนใจว่าภาคสองที่ทุ่มงบประมาณการสร้างไปกว่า 600 ล้านบาท จะสามารถเอาตัวรอดในตลาดหนังเมืองไทยได้ดีเพียงใด เมื่อเข้าไปอยู่บนโปรแกรมของโรงภาพยนตร์ในวันที่ 26 ตุลาคมที่จะถึงนี้

“หนัง แอ็กชั่นแนวศิลปะการต่อสู้ของไทยมันมีกำแพงที่ผู้สร้างจะต้องฝ่าไปให้ได้ นั่นคือความแปลกใหม่ ถ้าหนังไม่อาจทำให้คนดูรู้สึกแบบนั้นได้โอกาสเจ๊งก็สูง เพราะการทำหนังมวยไทยไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะต้องเข้ามาดูทุกคนนะ มันอารมณ์แตกต่างจากหนังท่านมุ้ยที่หลายคนมองว่าเป็นหนังประจำชาติที่ต้องดู ดังนั้นถ้าหนังแอ็กชั่นทำไม่ได้ก็มีตัวอย่างให้เห็นหลายเรื่องแล้วที่ไม่มี คนดู ไม่มีคนรู้จัก”

แม้ ว่าปรัชญาจะเคลมต้มยำกุ้งภาคสองว่าเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ก็ตาม แต่ความคาดหวังเรื่องตัวเลขรายได้ในภาคนี้ของตลาดไทยกลับไม่สวยหรูอย่างที่ คิด เพราะเขาหวังเพียงแค่ครึ่งเดียวของทุนสร้างเท่านั้น ส่วนที่เหลือไปลุ้นเอากับตลาดต่างประเทศแทน

“คิด ว่ายังไงก็คงไม่ขาดทุนเมื่อปิดการขายแล้ว แต่คงจะได้กำไรไม่มากอย่างที่คิดไว้ เพราะรู้ ๆ กันอยู่ว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นยังไง ตรงนี้ก็มีผลต่อตลาดหนังเหมือนกัน แต่เรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจา (พนม) คงไม่กระทบกับเรื่องแน่นอน เพราะส่วนตัวเชื่อมันในหนังเรื่องนี้ว่ามีเสน่ห์พอที่จะยังคงดึงดูดคนอยู่ แม้จะมีปัญหาเรื่องปลีกย่อยไปบ้างก็ตาม”

ปรัชญา เปรยทิ้งท้ายเอาไว้อีกว่า ปัญหาของจา-พนมที่เกิดขึ้นกับทางค่ายหนัง หากจัดการไม่ลงตัวคงจะส่งผลกระทบจริง ๆ ก็ตอนคิดจะทำ “ต้มยำกุ้ง 3″ ในอนาคต เพราะหากตัดสินใจทำขึ้นมาจริง ๆ ก็คงจะต้องรีบูตหนังไปเลย

“ต้ม ยำกุ้งมันต่างจากสไปเดอร์แมนที่จะเอาใครมาใส่ชุดคนก็ยังดู เพราะต้มยำกุ้งถูกผูกติดไว้ที่หน้าของจาไปแล้ว แต่ถ้ามันต่อไปติดกันจริง ๆ ส่วนตัวก็อยากจะลองรีบูตเรื่องนี้ดูเหมือนกันนะ มันน่าจะเป็นอะไรที่ท้าทายดีเหมือนกัน”

 

แต่ ล่าสุดในปี 2556 การเดินทางมาถึงโรงภาพยนตร์แบบทุลักทุเลเต็มไปด้วยปัญหามากมายของหนังบู๊ ศิลปะการต่อสู้ภาคต่ออย่าง “ต้มยำกุ้ง 2″ ที่ได้ทีมงานและนักแสดงนำจากเมื่อ 7 ปีก่อนอย่าง “จา-พนม ยีรัมย์” กับ “หม่ำ ม๊กจ๊ก” กลับมาผนึกกำลังร่วมงานกันอีกครั้ง พร้อมทุนการสร้างที่อัพเกรดขึ้นมากว่า 5 เท่า ได้ ทำให้หลายคนเริ่มจับตามองด้วยความคาดหวังอันหนักอึ้งว่า หนังเรื่องนี้น่าจะสามารถปลุกกระแสหนังบู๊สายศิลปะการต่อสู้ของไทยให้กลับมา รุ่งเรืองอีกครั้ง
จุดนี้ปรัชญาเน้นย้ำแบบขีดเส้นใต้หนา ๆ ว่า สำคัญยิ่งกว่า “บทหนัง” ที่หนังแนวทางอื่น ๆ ล้วนให้น้ำหนักเป็นอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำไป

“ผม ยอมรับว่าต้มยำกุ้งภาคแรกเป็นหนังที่มีบทอ่อนมากจริง ๆ แต่ด้วยความที่ฉากแอ็กชั่นในหนังมันสนุก มีความสดใหม่ของท่วงท่าศิลปะการต่อสู้ จนกล้าพูดเลยว่ามันเป็นหนังที่มีฉากแอ็กชั่นโคตรดีที่ใครเห็นใครก็ชม จึงทำให้หนังมันขายได้ เพราะคนที่เข้ามาดูหนังบู๊เกือบทั้งหมดต้องการความสนุกสะใจแบบเต็มที่”

อย่าง ไรก็ตาม ผู้กำกับต้มยำกุ้งยอมรับว่า เสียดายไม่น้อย ที่บทภาคแรก “ไม่ดี” เพราะต่อให้เป็นหนังบู๊แอ็กชั่นล้างผลาญชนิดระเบิดภูเขาเผากระท่อมแค่ไหนก็ จำเป็นต้องคุมบทให้ อยู่หมัด ดูดีมีมิติกว่าที่เคยทำเอาไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ทำให้ภาคสองในปีนี้จึงเน้นให้ความสำคัญมิติลุ่มลึกของตัวบทมากขึ้น ชนิดที่ว่าไม่ด้อยไปกว่าการระดมไอเดียกับ “พันนา ฤทธิไกร” และจา พนม คิดค้นท่าทางการต่อสู้เลยทีเดียว

การ ได้ตัว “เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์” ที่เคยฝากผลงานเอาไว้จาก 13 เกมสยอง, สี่แพร่ง (ตอน ยันต์สั่งตาย), หลุดสี่หลุด และทองสุก 13 มารับหน้าที่เขียนบทในภาคสอง น่าจะทำให้แฟนหนังต้มยำกุ้งและคนที่ค่อนแคะตัวบทในภาคก่อนสบายใจกันได้ไม่ มากก็น้อย

“ตอน แรกเราคิดกันว่าจะไม่พูดกันถึงเรื่องช้างแล้วนะ เพราะเราไม่อยากโดนล้ออีกแล้วว่า “ช้างกูอยู่ไหน ?” แต่พอเสียเวลาคิดพลอตอื่น ๆ ไปได้สักระยะจึงพบว่า ไม่สามารถเลี่ยงได้

จริง ๆ เพราะแคแร็กเตอร์ตัวละครในต้มยำกุ้งมีผูกพันกับช้างอย่างแข็งแรง อีกอย่างในปัจจุบันปัญหาช้างไทยมันก็ยังไม่จบ เราอยู่ในจุดที่สามารถช่วยให้ข้อมูลในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อช้างของ คนได้ ดังนั้นจึงสรุปกันว่ายังไงก็ต้องกลับมาพูดเรื่องช้างกันอยู่ดี ต่อให้โดนค่อนแคะก็ตาม (หัวเราะ)”

ปัญหาด้านเครือข่ายมือถือ   no comments

ส่วนเรื่องค่าบริการย้ายค่ายเบอร์เดิมหรือคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) ในวันที่ 21 พ.ค. นี้ ทางสำนักงานจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) พิจารณาลดราคา จาก 99 บาท เหลือ 39 บาท ซึ่งเตรียมเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติวันที่21 พ.ค.

และ เมื่อครบ 2 เดือนหลังจาก กทค. อนุมัติ หากยังมีปริมาณการใช้บริการเป็นจำนวนมากจะมีการพิจารณาลดราคาลงเหลือ 29 บาท  นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ขยายประสิทธิภาพในการให้บริการ เพิ่มจาก 40,000 เลขหมายต่อวัน เป็น 300,000 เลขหมายต่อวันด้วย

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังจากหารือกับผู้ประกอบการ 3G ที่ได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz ว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (DTN) และบริษัท เรียลฟิวเจอร์ จำกัด ยินดีจะลดราคาค่าบริการรายเดือนที่มีอยู่เดิม ลง15% ทุกแพคเก็จ

โดย AWN จะเริ่มลดราคาตั้งแต่ 21 พ.ค. นี้  ส่วนเรียลฟิวเจอร์จะเริ่มในเดือน มิ.ย. ขณะที่ DTN จะเริ่มลดราคาเมื่อได้เปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1GHz อย่างเป็นทางการ

“แพคเกจที่ลดราคา ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเป็นแพคเก็จ 3G บนคลื่น 2.1GHz เท่านั้น  แต่จะลดให้ลูกค้าปัจจุบันโดยอัตโนมัติ  เช่น แพคเกจ 399 บาท จะลดลงเหลือ 340 บาท เป็นต้น และจะให้ราคานี้เป็นราคากลางในการกำหนดค่าบริการในระบบ 3G ใหม่ด้วย  ซึ่ง กสทช. กำลังตรวจสอบแพคเก็จแต่ละรายว่าได้ลดราคาละ 15% จริงหรือไม่”

 

 

หุ้นเหวี่ยงตัวผันผวนหวังจบข่าวดีงบ Q1 แต่ได้แรงซื้อต่างชาติพยุงดัชนี   no comments

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์หน้า (20-23 พ.ค.) ประเมินว่าดัชนียังมีโอกาสผันผันมากขึ้น จากแนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นที่เริ่มจำกัดลงหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ เนื่องก่อนหน้านี้ แต่มีความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับลงในอัตราที่สูงกว่า เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนยังขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ ๆ พร้อมทั้นักลงทุนยังหลายปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อการลงทุนทั้งปัจจัยต่าง ประเทศ ได้แก่ การหยุดดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจยุโรปและปัจจัยการเมืองในประเทศที่เริ่มในสัปดาห์หน้า จะเริ่มกลับมาสร้างความกังวลในประเด็น พ.ร.บ.ปรองดองฯ

กลยุทธ์การลง ทุนแนะนำทยอยขายเมื่อดัชนีดีดตัวขึ้นไปที่บริเวณแนวต้าน ให้แนวรับที่ 1,600 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,580 จุด แนวต้านที่ 1,650 จุด

ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวผันผวนเหวี่ยงบวกและลบ หลังหมดข่าวดีงบ บจ.Q1/56 แต่ยังได้แรงซื้อต่างชาติประคอง หุ้นสัปดาห์หน้าผันผวนเสี่ยงลงมากกว่าขึ้น ให้แนวรับ 1,600 จุด แนวรับถัดไป 1,580 จุด แนวต้าน 1,650 จุด

นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นวันที่ 17 พฤษภาคม ภาพการเคลื่อนไหวดัชนีแกว่งตัวในลักษณะผันผวน ทั้งในแดนบวกและลบ โดยในช่วงการซื้อขายระหว่างวันดัชนีปรับตัวขึ้นไปยืนเหนือที่ระดับ 1,630 จุดอีกครั้งซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาลงทุน แต่ยังมีแรงขายของนักลงทุนออกมาหลังจากหมดข่าวดีของผลประกอบการไตรมาส 1/56 ที่ประกาศผลการดำเนินงานครบแล้ว

 

 

ศาลฟ้องคดีเงินกู้   no comments

นอก จากนี้ ศาลยังมีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนุญมาตรา 68 ที่นายวรินทร์ เทียมจรัส ขอให้ศาลวินิจฉัยรับไว้พิจารณาด้วย แต่คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งเป็นอีกคำร้องของนายวรินทร์ นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้อง ส.ส. 134 คน ที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ศาลวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) หรือไม่ หลังจากกระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลดร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากนายทหารกองหนุน โดยที่ประชุมมีมติรับคำร้องด้วยคะแนน 7 ต่อ 2 โดย 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับคำร้องคือนายนุรักษ์ มาประณีต และนายชัช ชลวร โดยให้เหตุผลว่า คดีดังกล่าวยังไม่เป็นข้อยุติ และหลังจากนี้จะให้ผู้ถูกร้องส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรือประมาณ 15 วัน

 

ส่วนกรณีที่นายบวร ยสินทร และคณะขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า ประธานรัฐสภาที่ 1 กับพวก 315 คน ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งมีหลักการที่จำกัดสิทธิ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ริดรอนพระราชอำนาจในการมีพระบรมราชวินิจฉัย และมีผลนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ศาลเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 190 เป็นคนละกรณีกับการแก้มาตรา 68 จึงไม่มีมูลที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จึงมีมติไม่รับคำร้อง

 

 

GDP เติบโตปลายปีนี้   no comments

 

นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระจากต่างประเทศเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีข้อมูลในการตรวจสอบที่ชัดเจน ทางกระทรวงจึงควรประสานงานและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะข้อสรุปในการเรียกตรวจรถบางส่วน ที่นำเข้ามาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กว่า 2,000 คันและยังไม่ได้จดทะเบียนซึ่งได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วว่าจะมีขั้นตอนการ เรียกรถมาตรวจสอบอย่างไร

 

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำรถเข้าไปตรวจสอบ ใช้เวลาตรวจและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 45 วัน แม้การตรวจค่าไอเสียทำได้เร็วขึ้นจริง แต่เอกสารที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนต้องรอนานเกินไป

 

ปกติรถนำเข้าจาก ต่างประเทศผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานต่าง ประเทศที่มีมาตรฐานสูงยืนยันอยู่แล้วจึงเกิดคำถามว่าการตรวจค่าไอเสียนั้น เป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 

ผลกระทบจากรัฐบาลเข้มงวดกับบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ตั้งแต่ปรับวิธีคำนวณภาษีใหม่ ทำให้รถแต่ละคันมีต้นทุนภาษีสูงขึ้น และใช้มาตรการคุมเข้มจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับเกณฑ์การปล่อยไอเสีย หากไม่ผ่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรถนำเข้าค้างอยู่ที่ท่าเรือกว่า 2,000 คัน กระทบธุรกิจรถยนต์นำเข้าเป็นหมื่นล้านบาท

จนล่าสุดสมาคมผู้นำเข้าและ จำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวง อุตสาหกรรมเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบด้วยการร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่รถมา ถึงที่ท่าเรือ การตรวจมาตรฐานไอเสียโดยสถาบันยานยนต์ จนถึงการจดทะเบียนรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบก จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 90 วัน ให้ลดเหลือเพียง 10 วัน

พร้อมทั้งปรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบค่าไอเสีย สำหรับรถยนต์เบนซินจากเดิมคันละ 120,000 บาท เหลือ 44,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังคงอัตราเดิม 40,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

แต่เกณฑ์ที่ผ่อนปรนนี้ บรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระหลายรายก็ยังมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ

 

“เรามองว่าการจะออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้จริงและมีผลทันทีเราเป็นห่วงไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่ขั้นตอนการตัดสินใจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐ ควรทำได้ทันทีเพราะการรอความชัดเจนนานถึง 3 เดือนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก อนาคตประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน”

เช่นเดียวกับนางสาวชลลธรศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือบีอาร์จี ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์อิสระ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐผ่อนเกณฑ์ แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่

และสถาบันยานยนต์ระบุว่าสามารถตรวจสอบรถได้แค่ 8 วันต่อคัน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่รอการจดทะเบียนจำนวนมาก จึงน่าจะมีการเพิ่มสถานที่ในการตรวจและเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบ การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น

ขณะที่นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ลูกค้ารถนำเข้าลดน้อยลง แต่สำหรับบริษัทนั้นถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้ายังมีความเชื่อมั่น เพราะในสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นระบุว่ารถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากบริษัทจะต้องได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ถือเป็นการรับประกันที่ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ทั้งนี้เมื่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรถนำเข้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการผ่อนปรนของกระทรวงอุตฯ โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาระบุเองนั้น ทางสมาคมยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจสูงสุดเรื่องนี้คือ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งที่ผ่านมา สมอ.เปลี่ยนแปลงเลขาธิการบ่อยมาก คนที่แล้วมาอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบค่าไอเสีย แม้จะลดราคาลง แต่หากต้องทำ 3-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ต้นทุนก็เพิ่มอยู่ดี เท่ากับไม่ได้สิทธิ์นั้น ๆ ในขณะที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่รถนำเข้าทุกคันจะมีใบกำกับการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะใช้ทดแทนได้เพราะมาตรฐานจากต่างประเทศสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สมาคมจะต้องเร่งผลักดันยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ซึ่งวันนี้รถที่ตรวจผ่านยังต้องรอใบอนุญาตเพื่อใช้จดทะเบียน และการตรวจนั้นรถรุ่นเดียวกัน สเป็กเดียวกัน ตรวจคันเดียวสามารถครอบคลุมทุกคันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้น จำนวนรถนำเข้าที่มีจำนวนมากมาย ต้องนำมาตรวจทุกคัน สถาบันยานยนต์ สมอ. คงรองรับไม่ไหวแน่นอน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อปัญหาการนำเข้ารถยนต์ เห็นชอบแก้ไขกฎระเบียบการตรวจสอบและอนุญาตรถเกรย์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ได้แก่ ร่นเวลาการตรวจสอบจากท่าเรือ จนถึงกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากเดิม 90 วันเหลือเพียงไม่เกิน 10 วัน ในกรณีที่มีเอกสารทุกอย่างครบ และสถาบันยานยนต์จะลดค่าใช้จ่ายการทดสอบค่ามลพิษ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป

อุตสหกรรมโรงไฟฟ้าท้ายเขื่อน   no comments

ประเทศ ไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังเขื่อนท้ายน้ำรวม 48.7 เมกะวัตต์ ขณะที่ยังเหลือโครงการเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นโครงการนำร่องแห่งสุดท้ายที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตามกำหนดโครงการแห่งนี้จะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2558 และมีกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์

2.โครงการที่อยู่ระหว่างการประกวดราคาจำนวน 2 แห่ง คือ เขื่อนกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง และเขื่อนคลองตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้ง 2 แห่งกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2559 และมีกำลังการผลิตรวม 8 เมกะวัตต์ และ 3.โครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มทุนจำนวน 23 แห่ง กำลังการผลิตรวม 77.2 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2561-2573
นายวิบูลย์ พงศ์เทพูปถัมภ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กฟผ.มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานทั้งหมด 31 แห่ง กำลังการผลิตรวม 163.9 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1) โครงการนำร่อง 6 แห่ง มีกำลังผลิตรวม 78.7 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ 388.17 ล้านหน่วยต่อปี ใช้เงินลงทุนรวม 4,486 ล้านบาท โดยในปี 2556 จะมีโครงการนำร่องจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) จำนวน 4 แห่ง กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 36.7 เมกะวัตต์ ได้แก่ 1.เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนมิถุนายน 2.เขื่อนแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี กำลังการผลิต 12 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนกรกฎาคม 3.เขื่อนนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก กำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนตุลาคม และ 4.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี กำลังการผลิต 6.7 เมกะวัตต์ เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเดือนธันวาคม

เมื่อนำการผลิตใหม่ในปีนี้รวมกับ กำลังผลิตไฟฟ้าจากโครงการนำร่องในเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2555 จำนวน 12 เมกะวัตต์ จะส่งผลให้ในปี 2556

“โครงการที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาต่อไปได้ต้องคุ้มทุนมากกว่าพลังงานทดแทนจากลม ซึ่งมีต้นทุน 5-6 บาทต่อหน่วย ขณะนี้พบว่าโครงการที่ศึกษาแล้วเข้าเงื่อนไขมีแห่งเดียว คือ เขื่อนผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการ กฟผ.พิจารณาต่อไป ส่วนโครงการอื่น ๆ ที่กำลังศึกษาพบว่ามีต้นทุนการผลิตอยู่ระหว่าง 6-7 บาทต่อหน่วย ซึ่งมากกว่าพลังงานลม จึงต้องรอเวลาเพื่อให้คุ้มทุนมากขึ้นต่อไป” นายวิบูลย์กล่าว

นายชัชชม ชมประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนจัดสรรน้ำ สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแผนงานโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนแล้ว 118 แห่ง กำลังผลิตรวม 178.2 เมกะวัตต์ เป็นโครงการของ กฟผ. 33 แห่ง กำลังผลิต 163.9 เมกะวัตต์ และโครงการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 87 แห่ง กำลังการผลิต 14.3 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนของ กฟภ. 19 แห่ง และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่ประตูน้ำ-อ่างน้ำของ กฟภ.จำนวน 68 แห่ง

“โครงการ ส่วนของ กฟภ.ยังไม่มีแห่งใดเริ่มก่อสร้าง และตอนนี้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กที่ ประตูระบายน้ำและอ่างเก็บน้ำของชลประทานทั่วประเทศระหว่างกรมชลประทาน กฟภ. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ลงนามไว้เมื่อปี 2553 ได้หมดอายุลงแล้ว เร็ว ๆ นี้ จึงต้องมีการลงนามเอ็มโอยูกันใหม่อีกครั้ง” นายชัชชมกล่าว

นายวีรศักดิ์ ศรีกาวี
ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล-ปฏิบัติการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนภูมิพลสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 9 เดือนต่อปี ยกเว้นช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมที่น้ำเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนมีความสูงใกล้เคียงกันมากจนไม่สามารถเดินเครื่องได้

หลังเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 พบว่าโรงไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 1 ล้านหน่วยต่อเดือน หรือประมาณ 10 ล้านหน่วยต่อปี น้อยกว่าเป้าหมายที่ 61.75 ล้านหน่วยต่อปี เพราะอุปกรณ์ยังไม่เสถียร ส่วนสาเหตุที่โรงไฟฟ้าเดินเครื่องช้ากว่าที่กำหนดไว้ในปี 2553 เพราะติดปัญหาด้านการก่อสร้างและด้านเทคนิค

SME ไทยโตกว่า 20%   no comments

นายประสิทธิ์ วสุภัทร กล่าวในตอนท้ายว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ธนาคารได้ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินสายจัดสัมมนาให้ความรู้กับลูกค้าทั่วประเทศ และร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการ Krung Thai Modern Management For SME รุ่นที่ 8 รวมทั้งดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ด้วยการให้คำปรึกษาด้านการเงิน การบริหารจัดการ การตลาด ความรู้ด้านการส่งออกและอัตราแลกเปลี่ยน ผ่านสำนักงานธุรกิจทั่วประเทศ 63 แห่ง และสาขาอีกกว่า 1,100 แห่งทั่วประเทศ

นายประสิทธิ์ วสุภัทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากกลยุทธ์ของธนาคารในการขยายสินเชื่อลูกค้ารายย่อยและ SME ในภาคเอกชน ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าขยายสินเชื่อในส่วนของลูกค้า SME จำนวน 55,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 18% จากพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่ประมาณ 320,000 ล้านบาท โดยสนับสนุนธุรกิจ SME ในทุกภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป พลังงาน ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยวและโรงแรม ธุรกิจการค้าชายแดน และสินค้า OTOP

“สำหรับลูกค้าในภาคการผลิตและบริการ ที่พึ่งพาการใช้แรงงานเป็นหลัก ธนาคารมี 2 สินเชื่อรองรับได้แก่ สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน โดยสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 50 คน-200 คนขึ้นไป กู้ได้รายละ 2-8 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี กรณีบุคคลค้ำประกัน ซึ่งได้เตรียมวงเงินไว้จำนวน 2,000 ล้านบาท และสินเชื่อเพิ่มผลผลิต สนับสนุนเงินทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งปรับปรุงเทคโนโลยี เครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน โดยสามารถกู้ได้ 100% วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนชำระ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3 คิด MLR-1 ต่อปี และปีที่ 4 เป็นต้นไป คิดอัตรา MLR ต่อปี”

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ลงนามกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 5 วงเงินค้ำประกันรวม 240,000 ล้านบาท และโครงการค้ำประกันเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ (PGS New/Start-up) วงเงินค้ำประกันรวม 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่ประสบปัญหาสภาพคล่องในการทำธุรกิจ ธนาคารจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือพิเศษเป็นรายกรณี เช่น ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม

 

บทเรียนด้านการเงิน   no comments

“สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” อดีตเจ้าพ่อวงการเหล็ก ที่เคยติด 1 ใน 500 มหาเศรษฐีระดับโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส ผู้บุกเบิกก่อตั้ง บมจ.นครไทยสตริปมิล (NSM), บมจ.เอ็น.ที.เอส สตีล กรุ๊ป (NTS), บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) ฯลฯ ได้เล่าย้อนเรื่องราวในอดีตที่เคยเป็นผู้โชคร้ายจากวิกฤตค่าเงินอย่างแท้ จริงเมื่อปี 2540

โดยนับตั้งแต่ปี 2540 ที่เข้าสู่ช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงิน มีการลอยตัวค่าเงินบาท จากที่กำหนดอัตราคงที่ระดับ 26 บาท/ดอลลาร์ หลังลอยตัวทำให้เงินบาท “อ่อนค่า” สุดที่ 52 บาท/ดอลลาร์นั้น เป็นผลให้เขาต้องแบกภาระหนี้เงินกู้จากต่างประเทศจำนวนมหาศาลกว่าแสนล้านบาท เพียงชั่วข้ามคืน และในท้ายที่สุดจึงต้องทยอยขายหุ้นทั้งจาก NTS และ NSM ออกไป เพื่อล้างหนี้บางส่วน

“เมื่อก่อนผมเจ็บหนักจากค่าบาทอ่อน หนี้สินเพิ่มขึ้นจนต้องขายหุ้นออกจากบริษัทที่มีหนี้ส่วนตัวที่ค้ำประกันบริษัทนั้น

บริษัท นี้ ผมก็ใช้วิธียอมเป็นบุคคลล้มละลายตั้ง 3 ปี และเพิ่งจะหลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี”54 ที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนจากการทำธุรกิจข้ามชาติที่ต้องจดจำเลย เพราะมันข้ามชาติแบบที่ทำชาตินี้ ใช้ชาติหน้าจริง ๆ” สวัสดิ์กล่าว

ใน ภาวะ “เงินบาทแข็งค่า” กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งรัฐบาลและผู้ประกอบการส่งออกไทยต่างวิตกกังวล อย่างมาก และพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดนั้น ในมุมของ “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” กลับไม่ได้รู้สึกว่า “เงินบาทแข็ง” จะเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะวันนี้เขาได้ก้าวผ่านมรสุมหนี้ “แสนล้านบาท” มาแล้ว
อย่าง ไรก็ตาม แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะกลับข้างเป็นทิศทางเงินบาท “แข็งค่า” แต่ “สวัสดิ์” มองว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ตนสามารถบริหารจัดการกับปัญหา “ค่าเงิน” ได้ดีขึ้น

โดยแนะนำว่า หากเป็นในระดับของ “ผู้ประกอบการ” โดยเฉพาะด้านธุรกิจส่งออก ควรทำประกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้า (เฮดจิ้ง) ให้มากที่สุด และไม่ควรเก็งกำไรค่าเงิน เพราะไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าทิศทางค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร จึงจำเป็นต้องปิดความเสี่ยงไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็อาจเกิดความเสียหายเหมือนที่เขาเผชิญเมื่ออดีต อีกด้านหนึ่ง หากธุรกิจใดที่ใช้กำลังการผลิตมากแล้ว ก็ควรอาศัยจังหวะที่ได้เปรียบด้านค่าเงินนี้นำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนถูก และพร้อมรองรับต่อการขยายธุรกิจในอนาคตได้

“ใน อดีต ผมผิดพลาดที่ไม่ได้ทำเฮดจิ้งค่าเงินไว้ แต่ถ้าเป็นผมในตอนนี้ ผมจะไม่เสี่ยงกับเรื่องค่าเงินเลย เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าความผันผวนของมันจะเป็นอย่างไร ดังนั้นผมจะเฮดจิ้งให้มากที่สุด โดยคำนวณไว้ก่อนเลยว่าจะคิดกำไรเท่าไหร่จากสินค้า เอากำไรเท่าที่ควรจะเป็นจากการขายเท่านั้น” สวัสดิ์กล่าว

ไม่เพียง เท่านี้ “สวัสดิ์” ยังแนะนำไปถึง “รัฐบาล” ด้วยว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ จนต้องใช้นโยบายการเงินและการคลัง คือ ทั้งลดดอกเบี้ย และพิมพ์ธนบัตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลไทยควรจะเร่งสร้างกำลังซื้อจริงด้วยการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตามที่วางแผนไว้

พร้อมทั้งควรลดการใช้ “นโยบายประชานิยม” ที่เพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น เช่น โครงการรถคันแรก ซึ่งช่วยได้เพียงคนบางกลุ่ม และทำให้เกิดปัญหาด้านขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้น โดยหากยังคงทำต่อเนื่องก็อาจจะทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เช่นเดียวกับประเทศในยุโรปที่ได้รับบทเรียนมาแล้ว

นี่คือเสียงสะท้อนจาก “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” อดีตลูกหนี้ที่ถ่ายทอดบทเรียนราคาแพงให้แก่ผู้ประกอบการรับมือ