Archive for the ‘บทเรียนธุรกิจ’ tag

ป.ป.ช.มีมติส่งแนวทางป้องกันการทุจริตโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนลบ.ให้รัฐบาล   no comments

นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงถึงแนวทางและมาตรการของ ป.ป.ช. ในการป้องกันการทุจริตโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย วงเงิน 3.5 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์เห็นชอบตามข้อเสนอแนะของอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริต ในการส่งข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามาตรการป้องกันการ ทุจริตและความเสียหายของทางราชการในการดำเนินโครงการดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 19 (11) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

 

เนื่องจาก ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก และมีจุดเสี่ยงหลายจุด พร้อมยืนยันมติ ป.ป.ช.ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับการประชุมผู้นำน้ำโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงไม่ได้เป็นการกล่าวหารัฐบาลว่าอาจมีการทุจริต แต่เพื่อให้มีการปรับปรุงการใช้งบประมาณให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 19(11) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร

 

“การเสนอแนะมาตรการการป้องกันทุจริตให้รัฐบาลเพราะมีความห่วงใยและไม่ได้ขัดขวางโครงการ แต่ต้องการให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ มีความโปร่งใส ส่วนรัฐบาลจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะพิจารณา” นายกล้านรงค์กล่าว

 

ด้านนาย พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาลมี ลักษณะที่เร่งรีบและรวบรัดเมื่อเทียบกับการดำเนินโครงการตามปกติการคัดเลือก ผู้รับจ้าง หรือการแข่งขันของบริษัทที่ยื่นข้อเสนอมีไม่มากเท่าที่ควร

 

อีกทั้งการจ้างเหมายังเป็นการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จในรูปแบบdesign build เป็นการกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบทั้งการออกแบบและก่อสร้างในแต่ละโมดูล การรวมงานที่มีลักษณะที่หลากหลาย ดำเนินการในพื้นที่หลายแห่ง และที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ให้มาอยู่ในสัญญาเดียวกัน มีแนวโน้มทำให้การตรวจรับงาน การควบคุมงาน และการเบิกจ่ายมีความยุ่งยากมากขึ้น ผู้ว่าจ้างจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์อย่างสูง หากทางราชการไม่สามารถรองรับงานเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้

 

ดัวยเหตุนี้จึงได้มีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยงข้องพิจารณาดังนี้คือ ในการพิจารณาคัดเลือกผู้รับจ้าง ควรกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้ชัดขึ้นเพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปด้วยความโปร่งใส

 

ส่วนการทำสัญญาจ้างไม่ควรรวมงานที่มีความหลากหลายทั้งในแง่ของลักษณะงานและในด้านพื้นที่ก่อสร้างไว้ในสัญญาเดียวกัน ควรแสกสัญญาเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ และการกำกับโครงการและตรวจรับงาน ควรมอบหมายหน่วยงานราชการที่มีภารกิจเกี่ยวข้องโดยตรงเป็นผู้รับผิดชอบ มีกลไกตรวจสอบงานแบบ check and balance เพื่อป้องกันการทุจริต รวมทั้งควรให้เครือข่ายภาคเอกชนต่อต้านการคอรัปชั่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินโครงการ

 

วานนี้นายเมธีครองแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริต ได้สรุปแนวทางและมาตรการป้องกันการทุจริตโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยหนังสือสรุปแนวทางและมาตรการป้องกันดังกล่าวมีประมาณ 10 หน้า ชี้จุดเสี่ยง 7-8 จุด ตั้งแต่เริ่มโครงการ การเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจุดใหญ่จะมีเรื่องความเสียหายที่มาจากความไม่พร้อมในเรื่องของที่ดิน กรรมสิทธิ์ที่ดิน

หุ้นไทยร่วงหนัก ลดพอร์ตลงทุนด่วน   no comments

รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 9,518 ล้านบาท หรือร้อยละ 77.1 จากการนำส่งเงินปันผลของ บมจ.ปตท. เป็นสำคัญ ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม 2555–เมษายน 2556) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,105,397 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 104,426 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษีสังกัดกระทรวงการคลังที่สูงกว่าเป้าหมาย 67,081 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 โดยมีสาเหตุสำคัญจากภาษีรถยนต์ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย สะท้อนถึงอุปสงค์ภายในประเทศและรายได้ภาคครัวเรือนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นและการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจสูงกว่าเป้า หมาย 41,854 ล้านบาท และ 15,295 ล้านบาท หรือร้อยละ 71.4 และร้อยละ 26.7 ตามลำดับ ทั้งนี้ นายสมชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่ 2.1 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อ การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลบ้างก็ตาม” โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

1.เดือนเมษายน 2556 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 127,581 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 10,585 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.0 (ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 9.1) โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,728 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.9 สาเหตุหลักมาจากรายได้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาวะ เศรษฐกิจในประเทศ ภาษีรถยนต์จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 3,434 ล้านบาท หรือร้อยละ 33.2 สืบเนื่องจากโครงการรถยนต์ใหม่คันแรกเป็นสำคัญ นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 9,518 ล้านบาท หรือร้อยละ 77.1 เนื่องจาก บมจ.ปตท.นำส่งเงินปันผลประจำปี 2555 จำนวน 11,679 ล้านบาท จากที่ประมาณการว่าจะนำส่งในเดือนพฤษภาคม 2556 อย่างไรก็ดี ภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมันและภาษีสุราจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1,290 ล้านบาท และ 1,226 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.0 และร้อยละ 21.6 ตามลำดับ ทั้งนี้ ในเดือนนี้มีการจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ ของปีงบประมาณ 2556 จำนวน 4 งวด เป็นเงิน 32,385 ล้านบาท ในขณะที่เดือนเดียวกันปีก่อนมีการจัดสรรเพียง 1 งวด ส่งผลให้รายได้สุทธิของรัฐบาลต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 12,751 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.1

 

2.ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ตุลาคม 2555–เมษายน 2556) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,105,397 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 104,426 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 (สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 16.2) เป็นผลจากการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมจัดเก็บภาษีสังกัดกระทรวงการคลังที่สูงกว่าเป้าหมาย 67,081 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.2 นอกจากนี้ การจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นและการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจที่สูงกว่า เป้าหมาย 41,854 ล้านบาท และ 15,295 ล้านบาท หรือร้อยละ 71.4 และร้อยละ 26.7 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การคืนภาษีของกรมสรรพากรสูงกว่าประมาณการ 18,542 ล้านบาท

ปัญหาด้านเครือข่ายมือถือ   no comments

ส่วนเรื่องค่าบริการย้ายค่ายเบอร์เดิมหรือคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) ในวันที่ 21 พ.ค. นี้ ทางสำนักงานจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) พิจารณาลดราคา จาก 99 บาท เหลือ 39 บาท ซึ่งเตรียมเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติวันที่21 พ.ค.

และ เมื่อครบ 2 เดือนหลังจาก กทค. อนุมัติ หากยังมีปริมาณการใช้บริการเป็นจำนวนมากจะมีการพิจารณาลดราคาลงเหลือ 29 บาท  นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ขยายประสิทธิภาพในการให้บริการ เพิ่มจาก 40,000 เลขหมายต่อวัน เป็น 300,000 เลขหมายต่อวันด้วย

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังจากหารือกับผู้ประกอบการ 3G ที่ได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz ว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (DTN) และบริษัท เรียลฟิวเจอร์ จำกัด ยินดีจะลดราคาค่าบริการรายเดือนที่มีอยู่เดิม ลง15% ทุกแพคเก็จ

โดย AWN จะเริ่มลดราคาตั้งแต่ 21 พ.ค. นี้  ส่วนเรียลฟิวเจอร์จะเริ่มในเดือน มิ.ย. ขณะที่ DTN จะเริ่มลดราคาเมื่อได้เปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1GHz อย่างเป็นทางการ

“แพคเกจที่ลดราคา ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเป็นแพคเก็จ 3G บนคลื่น 2.1GHz เท่านั้น  แต่จะลดให้ลูกค้าปัจจุบันโดยอัตโนมัติ  เช่น แพคเกจ 399 บาท จะลดลงเหลือ 340 บาท เป็นต้น และจะให้ราคานี้เป็นราคากลางในการกำหนดค่าบริการในระบบ 3G ใหม่ด้วย  ซึ่ง กสทช. กำลังตรวจสอบแพคเก็จแต่ละรายว่าได้ลดราคาละ 15% จริงหรือไม่”

 

 

GDP เติบโตปลายปีนี้   no comments

 

นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระจากต่างประเทศเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีข้อมูลในการตรวจสอบที่ชัดเจน ทางกระทรวงจึงควรประสานงานและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะข้อสรุปในการเรียกตรวจรถบางส่วน ที่นำเข้ามาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กว่า 2,000 คันและยังไม่ได้จดทะเบียนซึ่งได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วว่าจะมีขั้นตอนการ เรียกรถมาตรวจสอบอย่างไร

 

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำรถเข้าไปตรวจสอบ ใช้เวลาตรวจและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 45 วัน แม้การตรวจค่าไอเสียทำได้เร็วขึ้นจริง แต่เอกสารที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนต้องรอนานเกินไป

 

ปกติรถนำเข้าจาก ต่างประเทศผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานต่าง ประเทศที่มีมาตรฐานสูงยืนยันอยู่แล้วจึงเกิดคำถามว่าการตรวจค่าไอเสียนั้น เป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 

ผลกระทบจากรัฐบาลเข้มงวดกับบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ตั้งแต่ปรับวิธีคำนวณภาษีใหม่ ทำให้รถแต่ละคันมีต้นทุนภาษีสูงขึ้น และใช้มาตรการคุมเข้มจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับเกณฑ์การปล่อยไอเสีย หากไม่ผ่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรถนำเข้าค้างอยู่ที่ท่าเรือกว่า 2,000 คัน กระทบธุรกิจรถยนต์นำเข้าเป็นหมื่นล้านบาท

จนล่าสุดสมาคมผู้นำเข้าและ จำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวง อุตสาหกรรมเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบด้วยการร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่รถมา ถึงที่ท่าเรือ การตรวจมาตรฐานไอเสียโดยสถาบันยานยนต์ จนถึงการจดทะเบียนรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบก จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 90 วัน ให้ลดเหลือเพียง 10 วัน

พร้อมทั้งปรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบค่าไอเสีย สำหรับรถยนต์เบนซินจากเดิมคันละ 120,000 บาท เหลือ 44,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังคงอัตราเดิม 40,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

แต่เกณฑ์ที่ผ่อนปรนนี้ บรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระหลายรายก็ยังมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ

 

“เรามองว่าการจะออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้จริงและมีผลทันทีเราเป็นห่วงไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่ขั้นตอนการตัดสินใจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐ ควรทำได้ทันทีเพราะการรอความชัดเจนนานถึง 3 เดือนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก อนาคตประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน”

เช่นเดียวกับนางสาวชลลธรศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือบีอาร์จี ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์อิสระ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐผ่อนเกณฑ์ แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่

และสถาบันยานยนต์ระบุว่าสามารถตรวจสอบรถได้แค่ 8 วันต่อคัน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่รอการจดทะเบียนจำนวนมาก จึงน่าจะมีการเพิ่มสถานที่ในการตรวจและเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบ การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น

ขณะที่นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ลูกค้ารถนำเข้าลดน้อยลง แต่สำหรับบริษัทนั้นถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้ายังมีความเชื่อมั่น เพราะในสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นระบุว่ารถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากบริษัทจะต้องได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ถือเป็นการรับประกันที่ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ทั้งนี้เมื่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรถนำเข้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการผ่อนปรนของกระทรวงอุตฯ โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาระบุเองนั้น ทางสมาคมยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจสูงสุดเรื่องนี้คือ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งที่ผ่านมา สมอ.เปลี่ยนแปลงเลขาธิการบ่อยมาก คนที่แล้วมาอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบค่าไอเสีย แม้จะลดราคาลง แต่หากต้องทำ 3-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ต้นทุนก็เพิ่มอยู่ดี เท่ากับไม่ได้สิทธิ์นั้น ๆ ในขณะที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่รถนำเข้าทุกคันจะมีใบกำกับการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะใช้ทดแทนได้เพราะมาตรฐานจากต่างประเทศสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สมาคมจะต้องเร่งผลักดันยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ซึ่งวันนี้รถที่ตรวจผ่านยังต้องรอใบอนุญาตเพื่อใช้จดทะเบียน และการตรวจนั้นรถรุ่นเดียวกัน สเป็กเดียวกัน ตรวจคันเดียวสามารถครอบคลุมทุกคันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้น จำนวนรถนำเข้าที่มีจำนวนมากมาย ต้องนำมาตรวจทุกคัน สถาบันยานยนต์ สมอ. คงรองรับไม่ไหวแน่นอน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อปัญหาการนำเข้ารถยนต์ เห็นชอบแก้ไขกฎระเบียบการตรวจสอบและอนุญาตรถเกรย์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ได้แก่ ร่นเวลาการตรวจสอบจากท่าเรือ จนถึงกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากเดิม 90 วันเหลือเพียงไม่เกิน 10 วัน ในกรณีที่มีเอกสารทุกอย่างครบ และสถาบันยานยนต์จะลดค่าใช้จ่ายการทดสอบค่ามลพิษ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป

การค้าทั่วไป   no comments

รายงาน ข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผยว่า ในกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งห้ามไม่รับจำนำข้าว 18 สายพันธุ์ ที่มีอายุสั้นกว่า 110 วัน เข้าสู่โครงการรับจำนำ เพื่อป้องกันข้าวคุณภาพต่ำเข้าสู่โครงการนั้น เป็นเพียงการแก้เกี้ยวปัญหาคุณภาพข้าวในช่วงที่ผ่านมา ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากโรงสีและผู้ส่งออก แต่แท้จริงแล้ว กระบวนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกลับไม่ได้มีการเข้มงวดกับการรับขึ้นทะเบียน โดยไม่มีการระบุชนิดพันธุ์ข้าวไว้ในใบขึ้นทะเบียนเกษตรกร ระบุเพียงพันธุ์ “ข้าวเจ้า” เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า การห้ามหรือไม่ห้ามไม่ได้มีผลต่อปริมาณข้าวที่จะไหลเข้าโครงการ แต่เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ว่า โครงการนี้ได้มีการออกมาตรการป้องกันข้าวคุณภาพต่ำแล้วเท่านั้น

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีการผลิต 2554/2555 และปี 2555/2556 ไม่ได้ทำให้ราคาข้าวสารปรับตัวสูงขึ้นตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยหากเปรียบเทียบราคาซื้อขายข้าวสารเจ้า 100% ชั้น 2 (ใหม่) ราคาก่อนเริ่มโครงการจำนำตันละ 17,000 บาท และเคยปรับขึ้นไปสูงสุดถึง 18,000 บาท แต่ขณะนี้ราคาข้าวดังกล่าวกลับปรับลดลงตันละ 2,000 บาท เหลือเพียง 15,000-16,000 บาท ถือว่าเท่ากับราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้ารัฐบาลที่

ตันละ 15,000 บาท

“ปกติถ้าการจำนำต้นทุนข้าวเปลือก 15,000 บาท ราคาข้าวสารต้องเพิ่มขึ้นเป็น 21,000-22,000 บาท แต่ขณะนี้ราคาในตลาดซื้อขายข้าวสารกันอยู่ที่ประมาณ 15,000-16,000 บาท หรือหากทอนกลับมาเป็นข้าวเปลือกจะอยู่ที่ตันละประมาณ 10,500-11,000 บาท ซึ่งสาเหตุน่าจะเป็นเพราะปริมาณซัพพลายข้าวในตลาดไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมีไอ้โม่งบางคน แอบระบายข้าวสต๊อกออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยซื้อข้าวสารจากรัฐมาต้นทุนเพียงตันละ 12,000 บาท มาขายให้โรงสีตันละ 14,000-14,500 บาท แต่ยังต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อให้โรงสีเวียนเทียนส่งเข้าคลังกลาง เมื่อมีข้าวราคาถูกไหลออกมาจึงทำให้การรับจำนำไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ กขช.ที่ต้องการยกระดับราคาข้าว” แหล่งข่าวกล่าวและว่า

ขณะเดียวกันโครงการรับจำนำยังได้บังคับให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการส่งมอบข้าวที่สีแปรสภาพแล้ว และปลายข้าวเข้าโครงการ ซึ่งหากคิดรวมกันขณะนี้น่าจะมีปลายข้าวอยู่มากกว่า 3 ล้านตัน จึงทำให้ราคาปลายข้าวในตลาดปรับตัวสูงขึ้น เป็นตันละ 14,000-15,000 บาท ใกล้เคียงกับราคาข้าวต้นหรือข้าวสาร จากปกติก่อนดำเนินโครงการรับจำนำปลายข้าวจะซื้อขายกันอยู่ที่ราคาตันละ 11,000-12,000 บาท

“สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ราคาปลายข้าวขยับขึ้น เพราะมีการดึงปลายข้าวไปเข้าโกดังกลางด้วย ซึ่งปัญหาพัวพันกัน เพราะโรงสีส่วนหนึ่งที่รับซื้อข้าวจากไอ้โม่ง แล้วตัดบัญชีไม่ต้องสีแปรส่งมอบข้าวใหม่ แต่ต้องหาปลายข้าวไปส่งมอบเข้าโกดังกลาง แต่พอวิ่งหาปลายข้าวในตลาดไม่มี ก็เลยมีปัญหาขาดแคลนปลายข้าวขึ้น”

แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่จะไม่มีคนได้ ประโยชน์ เพราะขณะนี้มีการลักลอบระบายปลายข้าวในสต๊อกรัฐบาลให้กับบริษัทผู้ผลิตเส้น ก๋วยเตี๋ยวรายหนึ่งที่มีสายสัมพันธ์กับบริษัทนายหน้าที่ขายข้าวให้รัฐเหมา ซื้อไป นอกจากนี้ ผู้ได้ประโยชน์คือ ผู้ส่งออกข้าวเวียดนาม เพราะมีรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาเวียดนามขายปลายข้าวให้ไทยมากถึง 200,000-300,000 ตัน เพราะปลายข้าวเวียดนามราคาต่ำเพียงตันละ 11,000 บาทเท่านั้น

 

ธุรกิจและการพัฒนา   no comments

LPN-SF คลิกแนวคิดสรรค์สร้างคุณค่าร่วมเชิงธุรกิจ (Creative Share Value) สร้างศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท รองรับผู้อยู่อาศัย 10,000 ครอบครัว ในโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่นำร่องของ LPN บนพื้นที่ 100 ไร่ เชื่อคุณค่าจากการร่วมมือทั้งสององค์กรจะสร้าง “ชุมชนเมืองน่าอยู่” ที่สมบูรณ์

 

นายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยถึงที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เป็นการนำเอาแนวคิดสรรค์สร้างคุณค่าร่วมเชิงธุรกิจ (Creative Share Value)ของทั้งสององค์กร มาดำเนินการพัฒนาชุมชนพักอาศัยขนาดใหญ่บนทำเลย่านรังสิต โดย LPN ในแนวทางการพัฒนาคอนโดมิเนียมพักอาศัยชุมชนน่าอยู่ และบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF) ผู้ประกอบธุรกิจด้านการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้า ที่มุ่งเน้นพัฒนาศูนย์การค้าชุมชนและไลฟ์สไตล์รายแรกของเมืองไทย มาร่วมสร้างศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิด (Community Mall) ที่สมบูรณ์และครบวงจร ให้อยู่บนพื้นที่เดียวกัน เพื่อเป็นการร่วมเปิดประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์ ให้กับประชาคมลุมพินี

 

“ตลอดการดำเนินการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท เรามีความตั้งใจที่จะส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัยในทุกโครงการ ภายใต้แนวคิดการบริหารจัดการ “ชุมชนน่าอยู่” ที่ทาง LPN ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ และพัฒนามากว่า 20 ปี นอกจากนี้ บริษัทยังคงยึดมั่นในการพัฒนาคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ (Product & Service Value) อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการรองรับ และตอบสนองต่อพื้นฐานการดำรงชีวิตให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคนเมือง ซึ่งในความร่วมมือครั้งนี้ก็เช่นกัน บริษัทเชื่อมั่น และไว้วางใจใน SF ผู้นำด้านการบริหารศูนย์การค้าแบบเปิดให้เข้ามาร่วมสร้างชุมชนเมืองน่าอยู่ และพัฒนาความสำเร็จไปด้วยกัน เพื่อเป็นโครงการต้นแบบ โดยครั้งแรกเราร่วมกันพัฒนาโครงการดังกล่าวบนทำเลรังสิตคลอง 1 ที่มีประชากรหนาแน่น ภายใต้แบรนด์ “ลุมพินี ทาวน์ชิป” มูลค่าของโครงการกว่า 7 พันล้านบาท บนพื้นที่ 100 ไร่ โดยตั้งราคาห้องชุดที่ 600,000-700,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดกว่า 10,000 ครอบครัว”

จากความร่วมมือของสองบริษัท ในการใช้จุดแข็งและคุณค่าของทั้งสององค์กรเพื่อพัฒนาศักยภาพในการให้บริการ แก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ในครั้งนี้ LPN เชื่อมั่นว่าจะเป็นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีให้กับประชาคม ลุมพินี และทำให้โครงการดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน นายนพพร วิฑูรชาติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF) ได้กล่าวถึงรูปแบบธุรกิจด้านการพัฒนา และบริหารศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดร่วมกับ LPN ว่า
“SF มองการลงทุนในทำเลที่มีชุมชนหนาแน่น การเดินทางที่สะดวก และกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย จึงจะตัดสินใจลงทุนในแต่ละโครงการ ทั้งนี้ ในการจับมือร่วมกันในครั้งนี้ SF เชื่อมั่นในความชำนาญของ LPN ในการเลือกพื้นที่การพัฒนา โดยโครงการต่างๆ ล้วนแต่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ตลอดจนแนวคิดของ LPN สอดคล้องกับแนวทางของ SF อยู่แล้ว ทำให้การตัดสินใจลงทุกร่วมกันย่านรังสิตคลอง 1 เป็นไปโดยง่าย ด้วยศักยภาพของโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยถึงกว่า 10,000 ครอบครัว และด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการเติมเต็มการสร้างชุมชนน่าอยู่ ถือเป็นโครงการนำร่อง และคาดว่าในเร็วๆ นี้ จะมีการพัฒนาโครงการร่วมกันระหว่าง LPN และ SF  ในอีกหลายโครงการในอนาคต

ทีเด็ดหุ้นวันนี้   no comments


- ต่อด้วย บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ที่เพิ่งหลุดแคชบาลานซ์ แต่ยังวิ่งแรงแซงโค้งเด้งขึ้น 94.4% ในรอบ 1 เดือน จากราคาหุ้นที่อยู่ 0.72 บาท พุ่งไป 1.40 บาท บริษัทต้องออกมาชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังถูกขึ้นเครื่องหมาย “Trading Alert” โดยยืนยันว่า ในช่วงนี้ BMCLไม่มีพัฒนาการที่สำคัญใดๆ จนเป็นเหตุให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ธนชาต แนะนำ “เล่นเก็งกำไร” ได้ โดยประเมินแนวรับ 0.90 บาท และแนวต้าน 1.50 บาท

- ปิดท้ายด้วย บมจ.อัคคีปราการ (AKP) ผู้ประกอบธุรกิจเตาเผาขยะอุตสาหกรรมในไทย ที่สร้างอภินิหาริย์ไว้ในวันแรก (7 ก.พ.) ที่เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เปิดราคาเด้งขึ้นอย่างแรง จาก 2 บาท ไปปิดที่ 6 บาท หรือเพิ่มขึ้น 200% แต่พอเข้าสู่สัปดาห์นี้ ทำท่าจะไปไม่ไหวซะแล้ว ราคาร่วงลงมาปิดที่ 5.60 บาท ทำเอานักลงทุนตกอกตกใจวิ่งหนีไฟแทบไม่ทัน หลังจากนี้ใครใคร่จะเกาะขบวนไปต่อ ต้องรอดูจังหวะและความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคตให้ดี เพราะขณะนี้ยังไม่มีโบรกเกอร์ไหน แนะนำหรือตั้งราคาเป้าหมายของหุ้นกันเลย

ยัง คงเกาะติดสถานการณ์หุ้นที่หลุดแคชบาลานซ์ (ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.- 8 ก.พ.) อย่างใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่มีวอลุ่มเทรดคึกคัก นำโดย บมจ. ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ TFD-W1 เด้งขึ้นทันที่ในการซื้อขายช่วงเช้าของวันที่ 11 ก.พ. โดยรอบ 1 เดือน ราคาปรับตัวขึ้นจาก 4.26 บาท มาอยู่ที่ 6.90 บาท หรือเพิ่มขึ้น 61.97% ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนักลงทุน “รอซื้อ” หุ้น TFD และ TFD-W1 เมื่อราคาอ่อนตัว ส่วนแนวรับทางเทคนิคของหุ้น TFD อยู่ที่ 6.80 บาท แนวต้าน 8 บาท ในขณะที่ TFD-W1 ให้แนวรับ 6.50 บาท แนวต้าน 7.50 บาท

บทเรียนด้านการเงิน   no comments

“สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” อดีตเจ้าพ่อวงการเหล็ก ที่เคยติด 1 ใน 500 มหาเศรษฐีระดับโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส ผู้บุกเบิกก่อตั้ง บมจ.นครไทยสตริปมิล (NSM), บมจ.เอ็น.ที.เอส สตีล กรุ๊ป (NTS), บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) ฯลฯ ได้เล่าย้อนเรื่องราวในอดีตที่เคยเป็นผู้โชคร้ายจากวิกฤตค่าเงินอย่างแท้ จริงเมื่อปี 2540

โดยนับตั้งแต่ปี 2540 ที่เข้าสู่ช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงิน มีการลอยตัวค่าเงินบาท จากที่กำหนดอัตราคงที่ระดับ 26 บาท/ดอลลาร์ หลังลอยตัวทำให้เงินบาท “อ่อนค่า” สุดที่ 52 บาท/ดอลลาร์นั้น เป็นผลให้เขาต้องแบกภาระหนี้เงินกู้จากต่างประเทศจำนวนมหาศาลกว่าแสนล้านบาท เพียงชั่วข้ามคืน และในท้ายที่สุดจึงต้องทยอยขายหุ้นทั้งจาก NTS และ NSM ออกไป เพื่อล้างหนี้บางส่วน

“เมื่อก่อนผมเจ็บหนักจากค่าบาทอ่อน หนี้สินเพิ่มขึ้นจนต้องขายหุ้นออกจากบริษัทที่มีหนี้ส่วนตัวที่ค้ำประกันบริษัทนั้น

บริษัท นี้ ผมก็ใช้วิธียอมเป็นบุคคลล้มละลายตั้ง 3 ปี และเพิ่งจะหลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี”54 ที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนจากการทำธุรกิจข้ามชาติที่ต้องจดจำเลย เพราะมันข้ามชาติแบบที่ทำชาตินี้ ใช้ชาติหน้าจริง ๆ” สวัสดิ์กล่าว

ใน ภาวะ “เงินบาทแข็งค่า” กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งรัฐบาลและผู้ประกอบการส่งออกไทยต่างวิตกกังวล อย่างมาก และพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดนั้น ในมุมของ “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” กลับไม่ได้รู้สึกว่า “เงินบาทแข็ง” จะเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะวันนี้เขาได้ก้าวผ่านมรสุมหนี้ “แสนล้านบาท” มาแล้ว
อย่าง ไรก็ตาม แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะกลับข้างเป็นทิศทางเงินบาท “แข็งค่า” แต่ “สวัสดิ์” มองว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ตนสามารถบริหารจัดการกับปัญหา “ค่าเงิน” ได้ดีขึ้น

โดยแนะนำว่า หากเป็นในระดับของ “ผู้ประกอบการ” โดยเฉพาะด้านธุรกิจส่งออก ควรทำประกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้า (เฮดจิ้ง) ให้มากที่สุด และไม่ควรเก็งกำไรค่าเงิน เพราะไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าทิศทางค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร จึงจำเป็นต้องปิดความเสี่ยงไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็อาจเกิดความเสียหายเหมือนที่เขาเผชิญเมื่ออดีต อีกด้านหนึ่ง หากธุรกิจใดที่ใช้กำลังการผลิตมากแล้ว ก็ควรอาศัยจังหวะที่ได้เปรียบด้านค่าเงินนี้นำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้มีต้นทุนถูก และพร้อมรองรับต่อการขยายธุรกิจในอนาคตได้

“ใน อดีต ผมผิดพลาดที่ไม่ได้ทำเฮดจิ้งค่าเงินไว้ แต่ถ้าเป็นผมในตอนนี้ ผมจะไม่เสี่ยงกับเรื่องค่าเงินเลย เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าความผันผวนของมันจะเป็นอย่างไร ดังนั้นผมจะเฮดจิ้งให้มากที่สุด โดยคำนวณไว้ก่อนเลยว่าจะคิดกำไรเท่าไหร่จากสินค้า เอากำไรเท่าที่ควรจะเป็นจากการขายเท่านั้น” สวัสดิ์กล่าว

ไม่เพียง เท่านี้ “สวัสดิ์” ยังแนะนำไปถึง “รัฐบาล” ด้วยว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ จนต้องใช้นโยบายการเงินและการคลัง คือ ทั้งลดดอกเบี้ย และพิมพ์ธนบัตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลไทยควรจะเร่งสร้างกำลังซื้อจริงด้วยการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตามที่วางแผนไว้

พร้อมทั้งควรลดการใช้ “นโยบายประชานิยม” ที่เพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น เช่น โครงการรถคันแรก ซึ่งช่วยได้เพียงคนบางกลุ่ม และทำให้เกิดปัญหาด้านขนส่งมวลชนเพิ่มขึ้น โดยหากยังคงทำต่อเนื่องก็อาจจะทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เช่นเดียวกับประเทศในยุโรปที่ได้รับบทเรียนมาแล้ว

นี่คือเสียงสะท้อนจาก “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” อดีตลูกหนี้ที่ถ่ายทอดบทเรียนราคาแพงให้แก่ผู้ประกอบการรับมือ