Archive for the ‘บริษัท’ tag

เงินตรากับคาสิโน   no comments

ผล การศึกษา เชิง แรก ในอเมริกาเหนือ ในเรื่องความปลอดภัย และระยะยาวประสิทธิผลของการรักษา ayahuasca เพื่อ ติดยาเสพติด และการพึ่งพาถูกตีพิมพ์ใน มิถุนายน 2013 ในวารสาร รีวิว ปัจจุบัน ยาเสพติด ทั้ง หมด ของผู้เข้าร่วม ใน การศึกษารายงานการ เปลี่ยนแปลงในเชิงบวก และยั่งยืน และการศึกษา ที่พบ การปรับปรุง อย่างมีนัยสำคัญ “สำหรับการคาสิโน ชั่ง การประเมิน hopefulness เสริมสร้างพลังอำนาจ สติ และคุณภาพของ ชีวิต และ ความหมาย subscales มุมมอง การใช้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ตนเองรายงาน ยาสูบและ โคเคน ลดลง แม้ว่า กัญชา และ ยาเสพติด ใช้งาน ไม่ได้ . “รายงาน การลดการใช้ โคเคน ที่มีปัญหา นั้นยังมี นัยสำคัญทางสถิติ

DMTยา เสพติด ( diemethyltryptamine ) ซึ่งเป็นสาเหตุของคาสิโน ประสบการณ์ ประสาทหลอน ถูกสร้างขึ้นจาก สารเคมีที่เกิดขึ้น อยู่แล้ว ในร่างกายมนุษย์ endogenously (เช่นเดียวกับ จำนวน ของพืช) ซึ่งหมายความว่า สมองของเรา มีการตั้งค่า ตามธรรมชาติ ขึ้น ในการประมวลผล ยาเสพติดเพราะมันมี ตัวรับ ที่มีอยู่ โดยเฉพาะ ที่จะทำ กัญชา เป็นอีกหนึ่ง ยาเสพติด ที่ผิดกฎหมายที่ occursendogenously

วิจัยบางอย่าง บนพื้นฐานของประสบการณ์ ใกล้ตาย ชี้ไปที่ ความจริงที่ว่า สมองออก DMT ในระหว่าง การตาย นักวิจัยบางคน ยัง มีการ คาดคะเน ว่า DMT ถูกปล่อยออก ในระหว่าง ประสบการณ์ ที่รุนแรง อื่น ๆ รวมถึง การสำเร็จความใคร่

จิตแพทย์ ชาวสวิส ปีเตอร์ Gasser และเพื่อนร่วมงาน ของเขาคาสิโน ดำเนินการคาสิโน ศึกษา placebo-controlled double-blind, การสนับสนุนจาก ที่ไม่แสวงหากำไร วิชา สมาคมเพื่อการ ศึกษาประสาทหลอน ( แผนที่ ) พวกเขา ติดตาม 12 คนที่ ใกล้ถึงจุดสิ้นสุด ของชีวิต ที่พวกเขา เข้าร่วม LSD ช่วย ฝึก จิตบำบัด ใน รายงานของเขา Gasser สรุปว่า ความวิตกกังวลเรื่อง การศึกษา ” ลงไป และพัก ลง . “

ตามดูธุรกิจหนังไทย   no comments

เมื่อ พูดถึงพลอตเรื่องและความแปลกใหม่ของต้มยำกุ้งกันแล้ว น่าสนใจว่าภาคสองที่ทุ่มงบประมาณการสร้างไปกว่า 600 ล้านบาท จะสามารถเอาตัวรอดในตลาดหนังเมืองไทยได้ดีเพียงใด เมื่อเข้าไปอยู่บนโปรแกรมของโรงภาพยนตร์ในวันที่ 26 ตุลาคมที่จะถึงนี้

“หนัง แอ็กชั่นแนวศิลปะการต่อสู้ของไทยมันมีกำแพงที่ผู้สร้างจะต้องฝ่าไปให้ได้ นั่นคือความแปลกใหม่ ถ้าหนังไม่อาจทำให้คนดูรู้สึกแบบนั้นได้โอกาสเจ๊งก็สูง เพราะการทำหนังมวยไทยไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะต้องเข้ามาดูทุกคนนะ มันอารมณ์แตกต่างจากหนังท่านมุ้ยที่หลายคนมองว่าเป็นหนังประจำชาติที่ต้องดู ดังนั้นถ้าหนังแอ็กชั่นทำไม่ได้ก็มีตัวอย่างให้เห็นหลายเรื่องแล้วที่ไม่มี คนดู ไม่มีคนรู้จัก”

แม้ ว่าปรัชญาจะเคลมต้มยำกุ้งภาคสองว่าเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ก็ตาม แต่ความคาดหวังเรื่องตัวเลขรายได้ในภาคนี้ของตลาดไทยกลับไม่สวยหรูอย่างที่ คิด เพราะเขาหวังเพียงแค่ครึ่งเดียวของทุนสร้างเท่านั้น ส่วนที่เหลือไปลุ้นเอากับตลาดต่างประเทศแทน

“คิด ว่ายังไงก็คงไม่ขาดทุนเมื่อปิดการขายแล้ว แต่คงจะได้กำไรไม่มากอย่างที่คิดไว้ เพราะรู้ ๆ กันอยู่ว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นยังไง ตรงนี้ก็มีผลต่อตลาดหนังเหมือนกัน แต่เรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจา (พนม) คงไม่กระทบกับเรื่องแน่นอน เพราะส่วนตัวเชื่อมันในหนังเรื่องนี้ว่ามีเสน่ห์พอที่จะยังคงดึงดูดคนอยู่ แม้จะมีปัญหาเรื่องปลีกย่อยไปบ้างก็ตาม”

ปรัชญา เปรยทิ้งท้ายเอาไว้อีกว่า ปัญหาของจา-พนมที่เกิดขึ้นกับทางค่ายหนัง หากจัดการไม่ลงตัวคงจะส่งผลกระทบจริง ๆ ก็ตอนคิดจะทำ “ต้มยำกุ้ง 3″ ในอนาคต เพราะหากตัดสินใจทำขึ้นมาจริง ๆ ก็คงจะต้องรีบูตหนังไปเลย

“ต้ม ยำกุ้งมันต่างจากสไปเดอร์แมนที่จะเอาใครมาใส่ชุดคนก็ยังดู เพราะต้มยำกุ้งถูกผูกติดไว้ที่หน้าของจาไปแล้ว แต่ถ้ามันต่อไปติดกันจริง ๆ ส่วนตัวก็อยากจะลองรีบูตเรื่องนี้ดูเหมือนกันนะ มันน่าจะเป็นอะไรที่ท้าทายดีเหมือนกัน”

 

แต่ ล่าสุดในปี 2556 การเดินทางมาถึงโรงภาพยนตร์แบบทุลักทุเลเต็มไปด้วยปัญหามากมายของหนังบู๊ ศิลปะการต่อสู้ภาคต่ออย่าง “ต้มยำกุ้ง 2″ ที่ได้ทีมงานและนักแสดงนำจากเมื่อ 7 ปีก่อนอย่าง “จา-พนม ยีรัมย์” กับ “หม่ำ ม๊กจ๊ก” กลับมาผนึกกำลังร่วมงานกันอีกครั้ง พร้อมทุนการสร้างที่อัพเกรดขึ้นมากว่า 5 เท่า ได้ ทำให้หลายคนเริ่มจับตามองด้วยความคาดหวังอันหนักอึ้งว่า หนังเรื่องนี้น่าจะสามารถปลุกกระแสหนังบู๊สายศิลปะการต่อสู้ของไทยให้กลับมา รุ่งเรืองอีกครั้ง
จุดนี้ปรัชญาเน้นย้ำแบบขีดเส้นใต้หนา ๆ ว่า สำคัญยิ่งกว่า “บทหนัง” ที่หนังแนวทางอื่น ๆ ล้วนให้น้ำหนักเป็นอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำไป

“ผม ยอมรับว่าต้มยำกุ้งภาคแรกเป็นหนังที่มีบทอ่อนมากจริง ๆ แต่ด้วยความที่ฉากแอ็กชั่นในหนังมันสนุก มีความสดใหม่ของท่วงท่าศิลปะการต่อสู้ จนกล้าพูดเลยว่ามันเป็นหนังที่มีฉากแอ็กชั่นโคตรดีที่ใครเห็นใครก็ชม จึงทำให้หนังมันขายได้ เพราะคนที่เข้ามาดูหนังบู๊เกือบทั้งหมดต้องการความสนุกสะใจแบบเต็มที่”

อย่าง ไรก็ตาม ผู้กำกับต้มยำกุ้งยอมรับว่า เสียดายไม่น้อย ที่บทภาคแรก “ไม่ดี” เพราะต่อให้เป็นหนังบู๊แอ็กชั่นล้างผลาญชนิดระเบิดภูเขาเผากระท่อมแค่ไหนก็ จำเป็นต้องคุมบทให้ อยู่หมัด ดูดีมีมิติกว่าที่เคยทำเอาไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ทำให้ภาคสองในปีนี้จึงเน้นให้ความสำคัญมิติลุ่มลึกของตัวบทมากขึ้น ชนิดที่ว่าไม่ด้อยไปกว่าการระดมไอเดียกับ “พันนา ฤทธิไกร” และจา พนม คิดค้นท่าทางการต่อสู้เลยทีเดียว

การ ได้ตัว “เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์” ที่เคยฝากผลงานเอาไว้จาก 13 เกมสยอง, สี่แพร่ง (ตอน ยันต์สั่งตาย), หลุดสี่หลุด และทองสุก 13 มารับหน้าที่เขียนบทในภาคสอง น่าจะทำให้แฟนหนังต้มยำกุ้งและคนที่ค่อนแคะตัวบทในภาคก่อนสบายใจกันได้ไม่ มากก็น้อย

“ตอน แรกเราคิดกันว่าจะไม่พูดกันถึงเรื่องช้างแล้วนะ เพราะเราไม่อยากโดนล้ออีกแล้วว่า “ช้างกูอยู่ไหน ?” แต่พอเสียเวลาคิดพลอตอื่น ๆ ไปได้สักระยะจึงพบว่า ไม่สามารถเลี่ยงได้

จริง ๆ เพราะแคแร็กเตอร์ตัวละครในต้มยำกุ้งมีผูกพันกับช้างอย่างแข็งแรง อีกอย่างในปัจจุบันปัญหาช้างไทยมันก็ยังไม่จบ เราอยู่ในจุดที่สามารถช่วยให้ข้อมูลในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อช้างของ คนได้ ดังนั้นจึงสรุปกันว่ายังไงก็ต้องกลับมาพูดเรื่องช้างกันอยู่ดี ต่อให้โดนค่อนแคะก็ตาม (หัวเราะ)”

ธุรกิจและการพัฒนา   no comments

LPN-SF คลิกแนวคิดสรรค์สร้างคุณค่าร่วมเชิงธุรกิจ (Creative Share Value) สร้างศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท รองรับผู้อยู่อาศัย 10,000 ครอบครัว ในโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่นำร่องของ LPN บนพื้นที่ 100 ไร่ เชื่อคุณค่าจากการร่วมมือทั้งสององค์กรจะสร้าง “ชุมชนเมืองน่าอยู่” ที่สมบูรณ์

 

นายทิฆัมพร เปล่งศรีสุข ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) เปิดเผยถึงที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เป็นการนำเอาแนวคิดสรรค์สร้างคุณค่าร่วมเชิงธุรกิจ (Creative Share Value)ของทั้งสององค์กร มาดำเนินการพัฒนาชุมชนพักอาศัยขนาดใหญ่บนทำเลย่านรังสิต โดย LPN ในแนวทางการพัฒนาคอนโดมิเนียมพักอาศัยชุมชนน่าอยู่ และบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF) ผู้ประกอบธุรกิจด้านการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้า ที่มุ่งเน้นพัฒนาศูนย์การค้าชุมชนและไลฟ์สไตล์รายแรกของเมืองไทย มาร่วมสร้างศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิด (Community Mall) ที่สมบูรณ์และครบวงจร ให้อยู่บนพื้นที่เดียวกัน เพื่อเป็นการร่วมเปิดประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์ ให้กับประชาคมลุมพินี

 

“ตลอดการดำเนินการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท เรามีความตั้งใจที่จะส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัยในทุกโครงการ ภายใต้แนวคิดการบริหารจัดการ “ชุมชนน่าอยู่” ที่ทาง LPN ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ และพัฒนามากว่า 20 ปี นอกจากนี้ บริษัทยังคงยึดมั่นในการพัฒนาคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ (Product & Service Value) อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการรองรับ และตอบสนองต่อพื้นฐานการดำรงชีวิตให้เหมาะกับการใช้ชีวิตของคนเมือง ซึ่งในความร่วมมือครั้งนี้ก็เช่นกัน บริษัทเชื่อมั่น และไว้วางใจใน SF ผู้นำด้านการบริหารศูนย์การค้าแบบเปิดให้เข้ามาร่วมสร้างชุมชนเมืองน่าอยู่ และพัฒนาความสำเร็จไปด้วยกัน เพื่อเป็นโครงการต้นแบบ โดยครั้งแรกเราร่วมกันพัฒนาโครงการดังกล่าวบนทำเลรังสิตคลอง 1 ที่มีประชากรหนาแน่น ภายใต้แบรนด์ “ลุมพินี ทาวน์ชิป” มูลค่าของโครงการกว่า 7 พันล้านบาท บนพื้นที่ 100 ไร่ โดยตั้งราคาห้องชุดที่ 600,000-700,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดกว่า 10,000 ครอบครัว”

จากความร่วมมือของสองบริษัท ในการใช้จุดแข็งและคุณค่าของทั้งสององค์กรเพื่อพัฒนาศักยภาพในการให้บริการ แก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ในครั้งนี้ LPN เชื่อมั่นว่าจะเป็นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีให้กับประชาคม ลุมพินี และทำให้โครงการดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน นายนพพร วิฑูรชาติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (SF) ได้กล่าวถึงรูปแบบธุรกิจด้านการพัฒนา และบริหารศูนย์การค้าชุมชนแบบเปิดร่วมกับ LPN ว่า
“SF มองการลงทุนในทำเลที่มีชุมชนหนาแน่น การเดินทางที่สะดวก และกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย จึงจะตัดสินใจลงทุนในแต่ละโครงการ ทั้งนี้ ในการจับมือร่วมกันในครั้งนี้ SF เชื่อมั่นในความชำนาญของ LPN ในการเลือกพื้นที่การพัฒนา โดยโครงการต่างๆ ล้วนแต่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ตลอดจนแนวคิดของ LPN สอดคล้องกับแนวทางของ SF อยู่แล้ว ทำให้การตัดสินใจลงทุกร่วมกันย่านรังสิตคลอง 1 เป็นไปโดยง่าย ด้วยศักยภาพของโครงการ “ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต คลอง 1” ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยถึงกว่า 10,000 ครอบครัว และด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการเติมเต็มการสร้างชุมชนน่าอยู่ ถือเป็นโครงการนำร่อง และคาดว่าในเร็วๆ นี้ จะมีการพัฒนาโครงการร่วมกันระหว่าง LPN และ SF  ในอีกหลายโครงการในอนาคต

ธุรกิจเครื่องดื่มกำลังมาแรงในหน้าร้อน   no comments

นาย ชนินทร์กล่าวว่า สำหรับเครื่องดื่มทั้ง 4 กลุ่ม มีมูลค่าตลาดรวมกันมากกว่า 50% ของตลาดเครื่องดื่มรวม โดยน้ำอัดลมมีมูลค่าตลาดประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ชูกำลัง 2 หมื่นล้านบาท ชาเขียวพร้อมดื่ม 1.2 หมื่นล้านบาท และเกลือแร่ 1 หมื่นล้านบาท หากแยกเป็นรายกลุ่มพบว่าช่วงต้นปีนี้ชาเขียวโตได้มากสุดในอัตรา 30% ส่วนอีก 3 กลุ่ม โตในอัตรามากกว่า 10% โดยการแข่งขันที่มากขึ้นในกลุ่มน้ำอัดลมจากการที่เอสเข้าตลาด ชูกำลังและเกลือแร่ จากการที่แรงเยอร์กลับเข้ามาทำตลาดใหม่อีกครั้งโดยบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ซึ่งในปีนี้จะเห็นการเติบโตได้อย่างมีนัยยะสำคัญอีกเช่นกันหลังสิงห์คอร์ปอ เรชั่น เปิดตัวเครื่องดื่มเกลือแร่แบรนด์ซัลโว

นายชนินทร์ เทียนเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอเบฟเวอเรจ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มซอรัส และซีแซท วิธ ซิงค์ ในกลุ่มให้คุณประโยชน์หรือฟังก์ชั่นนอลดริ๊งค์ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นอีกปีที่ตลาดเครื่องดื่มเติบโตได้ดีไม่ต่ำกว่า 15% หลังจากช่วง 2 ปีก่อนหน้ามีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 11-14% ส่งผลให้ปีที่ผ่านมามีมูลค่าการตลาดรวมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท จากการผลักดันของการบริโภคเครื่องดื่มสำหรับหน้าร้อน 4 กลุ่มหลัก คือ น้ำอัดลม ชูกำลัง ชาเขียวพร้อมดื่ม และเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ เนื่องจากอากาศร้อนและภาวะการแข่งขันเพิ่มขึ้นผลจากที่มีผู้ประกอบการราย ใหม่เข้าตลาด รวมทั้งโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย

นายชนินทร์กล่าวว่า นอกจากนี้กลุ่มฟังก์ชั่นนอลดริ้งยังมีอีกตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีคือ กลุ่มฟังก์ชั่นนอลดริ้งค์ ซึ่งมีมูลค่าราว 3 พันล้านบาท โตได้ดีในกลุ่มเครื่องดื่มประเภทช็อต มากกว่าเครื่องดื่มประเภทขวด ซึ่งปีที่ผ่านมาโต 30% และปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนภุมภาพันธ์บริษัทได้ออกสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อ ?ด๊อกเตอร์ มายด์เซ็น” เป็นเครื่องดื่มผสมวิตามินรูปแบบใหม่ ช่วยคลายเครียดเจาะกลุ่มตลาดผู้หญิง วัยทำงาน ด้วยงบในการทำตลาด 20 ล้านบาท และมีแผนเปิดตัวเพิ่มอีก 3 แบรนด์ โดยเป็นเครื่องดื่มสำหรับเด็กเปิดตัวเดือนพฤษภาคม และอีก 2 แบรนด์เปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง