Archive for the ‘ผู้ชาย’ tag

บริหารเงินอย่างไรให้เหลือเก็บ   no comments

คุณได้มีการ คำนวณการประมาณการ แจ้ง ที่ดีที่สุด ที่คุณสามารถ เข้าใจ ว่าคุณ ไม่ทราบว่า ระยะเวลาที่คุณ จะไป อาศัยอยู่ เรา สามารถประมาณการ อัตราเงินเฟ้อ แต่เรา ไม่ ทราบว่าสิ่งที่ มันจะเป็น ไป ตามความยาวของ การเกษียณอายุ ซึ่งอาจ ช่วง 30 ปี หรือมากกว่า เรารู้ว่าตลาด สต็อกที่ มี อัพและดาวน์ ในฐานะที่เป็น ที่ปรึกษาการลงทุน ที่ดีจะ ชี้ให้เห็น ประสิทธิภาพที่ผ่านมา ไม่ได้รับประกัน ผลในอนาคต

จากสิ่งที่ ผมเคยเห็น ส่วนตัว และการศึกษาที่ฉันได้อ่าน ที่คนส่วนใหญ่ จะไม่ได้ ประหยัด มากพอ ที่จะเกษียณ เพื่อให้ การแก้ปัญหา ที่ ประหยัดมากขึ้น เพื่อการเกษียณ ในรายการของคุณ ดีกว่าที่จะ ผิดพลาดในด้าน ของ มากเกินไปมากกว่า น้อยเกินไป

ที่ เคยเป็น ผู้เกษียณอายุ จะ ประเมิน ว่าพวกเขาสามารถ ทำอะไร ที่เกี่ยวกับ ร้อยละ 40 ร้อยละ 50 ของ สิ่งที่พวกเขา ใช้ในการ สร้างรายได้ ปีเพราะพวกเขาจะ ไม่ได้ มีค่าใช้จ่าย เหมือนกันที่พวกเขาได้ ในขณะที่ทำงาน เด็ก ของพวกเขาจะ เติบโต และ อยู่กับตัวเอง พวกเขาอาจจะ ไม่ได้ มี การจำนองหรือค่าใช้จ่าย ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ การทำงาน เช่น ค่าใช้จ่ายใน การเดินทาง

“ใน ขณะที่ อัตรา การเปลี่ยนระหว่าง ร้อยละ 70 และร้อยละ 80 อาจเป็น สถานที่เริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับ ผู้ประกอบการ จำนวนมาก เมื่อเรา จำลอง รูปแบบ การใช้จ่าย ที่เกิดขึ้นจริง ในช่วง อายุขัย ของทั้งคู่มากกว่า ระยะเวลา 30 ปีคงที่ ข้อมูลที่ แสดงให้เห็นว่า ผู้เกษียณ หลายคนอาจ ต้อง ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์น้อย กว่า เงินฝากออมทรัพย์ ในสมมติฐาน ทั่วไป จะระบุ ” Blanchett เขียนใน งานวิจัย ของเขา

บางคน อาจพบว่า อัตรา การเปลี่ยน ของพวกเขา ที่เกิดขึ้นจริง มีโอกาสที่ จะอยู่ภายใต้ ร้อยละ 54 เขาบันทึก ส่วนหนึ่งของ เหตุผลที่คน อาจจะต้อง น้อยลง ก็คือ การบริโภค ของพวกเขา มีแนวโน้มที่จะ ลดลง ตามที่พวกเขา ชำระเป็น เกษียณอายุ ค่าใช้จ่าย อื่น ๆ ที่ หลายคนยัง หายไป เช่น Medicare และ ประกันสังคม ภาษี

แต่ก่อนที่จะ ถอนหายใจ ด้วยความโล่งอก เข้าใจว่า เท่าไหร่ที่คุณ ต้องการจะ ขึ้นอยู่กับ ปัจจัย หลายอย่าง ตัวอย่าง เช่นถ้าคู่ มีรายได้สูง ที่ บันทึกไว้ เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ พวกเขาอาศัยอยู่ ในรัฐ มีรายได้สูง หักภาษี เช่น ย้าย ไปอยู่ที่ฟลอริดา แคลิฟอร์เนีย หรือ เท็กซัส ที่มี ภาษีรายได้ ไม่มี การเปลี่ยน อัตรา ของพวกเขา เกษียณ อาจจะ ใกล้ชิดกับ ร้อยละ 60 .

แต่ ถ้าทั้งคู่ มีรายได้ต่ำ ที่ไม่ได้ บันทึกไว้ เกษียณ มาก ในพื้นที่ที่มี ค่าใช้จ่ายสูง ที่พวกเขา อาจจำเป็นต้อง เปลี่ยน อัตรา ที่สูงขึ้น

“แม้ ว่า’ กฎของหัวแม่มือ ‘ อัตราการ ทดแทน ร้อยละ 70 ร้อยละ 80 เป็น ที่เหมาะสม ได้อย่างชัดเจน ก็ ไม่เหมาะ และยิ่งไปกว่า นั้นมัน เป็นที่ชัดเจนว่า อัตราการทดแทน มีความไวต่อ สัดส่วน ของค่าใช้จ่าย ก่อนหักภาษีเพื่อแสดง ภาษี ค่าใช้จ่ายใน ” Blanchett เขียน

เมื่อ คนถาม ฉันว่า พวกเขาต้องการ ที่จะ บันทึกเพื่อการเกษียณ หรือสิ่งที่ อัตราร้อยละ ของรายได้ ของพวกเขา ที่พวกเขา ควรจะ ได้รับการบันทึก ทุก paycheck ตอบสนอง มาตรฐาน ของฉันคือ “มันขึ้นอยู่ . ”

แต่ส่วนมาก ของผู้เกษียณ ในปัจจุบัน ต้องการที่จะ ใช้ชีวิต อย่างครบบริบูรณ์ เด็กและลูกหลาน ของพวกเขา อาจจะ ไม่ได้ อยู่ใกล้ ๆ ดังนั้นพวกเขาจึง ต้องมีงบประมาณ ในการเดินทาง จะเห็นพวกเขา และ จำนวนมากจะไม่ จ่ายปิด การจำนอง ของพวกเขาก่อน ที่พวกเขา ออกจากตำแหน่ง ดัง นั้น การคำนวณ การเกษียณอายุ อาจ แนะนำให้พวกเขา ต้องเปลี่ยน เกี่ยวกับ ร้อยละ 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของ รายได้ ของพวกเขา เป็นประจำทุกปี ก่อน เกษียณ เพราะ ค่าใช้จ่าย ของพวกเขาจะ ไม่ได้ ลดลง อย่างมาก ในการเกษียณอายุ

ยัง คง สูงกว่า สมมติฐานที่พบบ่อย ดังนั้นตอนนี้ อาจจะ มากเกินไป นำ คน ที่จะประเมิน เท่าไหร่ที่ พวกเขาจะ ต้องมีเงินทุน การเกษียณอายุ ของพวกเขา ตามการวิจัย โดยเดวิด Blanchett หัวของ การวิจัย สำหรับการเกษียณอายุการ จัดการลงทุน Morningstar หน่วยของ มอร์นิ่ง

มันขึ้น เพราะคุณจะต้อง คาดเดาเกี่ยวกับ สิ่งต่างๆมากมาย มัน ขึ้นอยู่ เพราะคุณ อาจจะกลายเป็น ป่วยมาก และ ถึงแม้ว่าคุณจะ ได้บันทึกไว้ เป็นจำนวนมาก คุณอาจ ไม่ได้ มี มากพอที่จะ ครอบคลุมค่าใช้จ่าย

มันจะไม่ สมควรที่จะ สลักบนร้อยละ โดยพลการ บางอย่างและ คิดว่าคุณมี หมายเลขของคุณ หมายเลขของคุณ จะต้องมี ส่วนบุคคล ให้กับคุณ

” คุณต้องมอง ไปที่สถานการณ์ ของคุณเอง ด้วยความช่วยเหลือ หากคุณต้องการ และ แล้ว สิ่งที่ เป็นเจ้าของ โดยสิ้นเชิง ที่จะกระทำการ ทำ และ การรักษาความปลอดภัย ทางการเงินของครอบครัว ของคุณ ในวันนี้และ ในอนาคต “ดอน Blandin ประธานและ ผู้บริหารระดับสูง ของนักลงทุน เชื่อถือการป้องกัน องค์กรไม่แสวงหากำไร ที่ให้การ ศึกษาของนักลงทุน กล่าวว่า

ตามดูธุรกิจหนังไทย   no comments

เมื่อ พูดถึงพลอตเรื่องและความแปลกใหม่ของต้มยำกุ้งกันแล้ว น่าสนใจว่าภาคสองที่ทุ่มงบประมาณการสร้างไปกว่า 600 ล้านบาท จะสามารถเอาตัวรอดในตลาดหนังเมืองไทยได้ดีเพียงใด เมื่อเข้าไปอยู่บนโปรแกรมของโรงภาพยนตร์ในวันที่ 26 ตุลาคมที่จะถึงนี้

“หนัง แอ็กชั่นแนวศิลปะการต่อสู้ของไทยมันมีกำแพงที่ผู้สร้างจะต้องฝ่าไปให้ได้ นั่นคือความแปลกใหม่ ถ้าหนังไม่อาจทำให้คนดูรู้สึกแบบนั้นได้โอกาสเจ๊งก็สูง เพราะการทำหนังมวยไทยไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะต้องเข้ามาดูทุกคนนะ มันอารมณ์แตกต่างจากหนังท่านมุ้ยที่หลายคนมองว่าเป็นหนังประจำชาติที่ต้องดู ดังนั้นถ้าหนังแอ็กชั่นทำไม่ได้ก็มีตัวอย่างให้เห็นหลายเรื่องแล้วที่ไม่มี คนดู ไม่มีคนรู้จัก”

แม้ ว่าปรัชญาจะเคลมต้มยำกุ้งภาคสองว่าเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ก็ตาม แต่ความคาดหวังเรื่องตัวเลขรายได้ในภาคนี้ของตลาดไทยกลับไม่สวยหรูอย่างที่ คิด เพราะเขาหวังเพียงแค่ครึ่งเดียวของทุนสร้างเท่านั้น ส่วนที่เหลือไปลุ้นเอากับตลาดต่างประเทศแทน

“คิด ว่ายังไงก็คงไม่ขาดทุนเมื่อปิดการขายแล้ว แต่คงจะได้กำไรไม่มากอย่างที่คิดไว้ เพราะรู้ ๆ กันอยู่ว่าสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นยังไง ตรงนี้ก็มีผลต่อตลาดหนังเหมือนกัน แต่เรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจา (พนม) คงไม่กระทบกับเรื่องแน่นอน เพราะส่วนตัวเชื่อมันในหนังเรื่องนี้ว่ามีเสน่ห์พอที่จะยังคงดึงดูดคนอยู่ แม้จะมีปัญหาเรื่องปลีกย่อยไปบ้างก็ตาม”

ปรัชญา เปรยทิ้งท้ายเอาไว้อีกว่า ปัญหาของจา-พนมที่เกิดขึ้นกับทางค่ายหนัง หากจัดการไม่ลงตัวคงจะส่งผลกระทบจริง ๆ ก็ตอนคิดจะทำ “ต้มยำกุ้ง 3″ ในอนาคต เพราะหากตัดสินใจทำขึ้นมาจริง ๆ ก็คงจะต้องรีบูตหนังไปเลย

“ต้ม ยำกุ้งมันต่างจากสไปเดอร์แมนที่จะเอาใครมาใส่ชุดคนก็ยังดู เพราะต้มยำกุ้งถูกผูกติดไว้ที่หน้าของจาไปแล้ว แต่ถ้ามันต่อไปติดกันจริง ๆ ส่วนตัวก็อยากจะลองรีบูตเรื่องนี้ดูเหมือนกันนะ มันน่าจะเป็นอะไรที่ท้าทายดีเหมือนกัน”

 

แต่ ล่าสุดในปี 2556 การเดินทางมาถึงโรงภาพยนตร์แบบทุลักทุเลเต็มไปด้วยปัญหามากมายของหนังบู๊ ศิลปะการต่อสู้ภาคต่ออย่าง “ต้มยำกุ้ง 2″ ที่ได้ทีมงานและนักแสดงนำจากเมื่อ 7 ปีก่อนอย่าง “จา-พนม ยีรัมย์” กับ “หม่ำ ม๊กจ๊ก” กลับมาผนึกกำลังร่วมงานกันอีกครั้ง พร้อมทุนการสร้างที่อัพเกรดขึ้นมากว่า 5 เท่า ได้ ทำให้หลายคนเริ่มจับตามองด้วยความคาดหวังอันหนักอึ้งว่า หนังเรื่องนี้น่าจะสามารถปลุกกระแสหนังบู๊สายศิลปะการต่อสู้ของไทยให้กลับมา รุ่งเรืองอีกครั้ง
จุดนี้ปรัชญาเน้นย้ำแบบขีดเส้นใต้หนา ๆ ว่า สำคัญยิ่งกว่า “บทหนัง” ที่หนังแนวทางอื่น ๆ ล้วนให้น้ำหนักเป็นอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำไป

“ผม ยอมรับว่าต้มยำกุ้งภาคแรกเป็นหนังที่มีบทอ่อนมากจริง ๆ แต่ด้วยความที่ฉากแอ็กชั่นในหนังมันสนุก มีความสดใหม่ของท่วงท่าศิลปะการต่อสู้ จนกล้าพูดเลยว่ามันเป็นหนังที่มีฉากแอ็กชั่นโคตรดีที่ใครเห็นใครก็ชม จึงทำให้หนังมันขายได้ เพราะคนที่เข้ามาดูหนังบู๊เกือบทั้งหมดต้องการความสนุกสะใจแบบเต็มที่”

อย่าง ไรก็ตาม ผู้กำกับต้มยำกุ้งยอมรับว่า เสียดายไม่น้อย ที่บทภาคแรก “ไม่ดี” เพราะต่อให้เป็นหนังบู๊แอ็กชั่นล้างผลาญชนิดระเบิดภูเขาเผากระท่อมแค่ไหนก็ จำเป็นต้องคุมบทให้ อยู่หมัด ดูดีมีมิติกว่าที่เคยทำเอาไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ทำให้ภาคสองในปีนี้จึงเน้นให้ความสำคัญมิติลุ่มลึกของตัวบทมากขึ้น ชนิดที่ว่าไม่ด้อยไปกว่าการระดมไอเดียกับ “พันนา ฤทธิไกร” และจา พนม คิดค้นท่าทางการต่อสู้เลยทีเดียว

การ ได้ตัว “เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์” ที่เคยฝากผลงานเอาไว้จาก 13 เกมสยอง, สี่แพร่ง (ตอน ยันต์สั่งตาย), หลุดสี่หลุด และทองสุก 13 มารับหน้าที่เขียนบทในภาคสอง น่าจะทำให้แฟนหนังต้มยำกุ้งและคนที่ค่อนแคะตัวบทในภาคก่อนสบายใจกันได้ไม่ มากก็น้อย

“ตอน แรกเราคิดกันว่าจะไม่พูดกันถึงเรื่องช้างแล้วนะ เพราะเราไม่อยากโดนล้ออีกแล้วว่า “ช้างกูอยู่ไหน ?” แต่พอเสียเวลาคิดพลอตอื่น ๆ ไปได้สักระยะจึงพบว่า ไม่สามารถเลี่ยงได้

จริง ๆ เพราะแคแร็กเตอร์ตัวละครในต้มยำกุ้งมีผูกพันกับช้างอย่างแข็งแรง อีกอย่างในปัจจุบันปัญหาช้างไทยมันก็ยังไม่จบ เราอยู่ในจุดที่สามารถช่วยให้ข้อมูลในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อช้างของ คนได้ ดังนั้นจึงสรุปกันว่ายังไงก็ต้องกลับมาพูดเรื่องช้างกันอยู่ดี ต่อให้โดนค่อนแคะก็ตาม (หัวเราะ)”

การค้าทั่วไป   no comments

รายงาน ข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผยว่า ในกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งห้ามไม่รับจำนำข้าว 18 สายพันธุ์ ที่มีอายุสั้นกว่า 110 วัน เข้าสู่โครงการรับจำนำ เพื่อป้องกันข้าวคุณภาพต่ำเข้าสู่โครงการนั้น เป็นเพียงการแก้เกี้ยวปัญหาคุณภาพข้าวในช่วงที่ผ่านมา ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากโรงสีและผู้ส่งออก แต่แท้จริงแล้ว กระบวนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกลับไม่ได้มีการเข้มงวดกับการรับขึ้นทะเบียน โดยไม่มีการระบุชนิดพันธุ์ข้าวไว้ในใบขึ้นทะเบียนเกษตรกร ระบุเพียงพันธุ์ “ข้าวเจ้า” เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า การห้ามหรือไม่ห้ามไม่ได้มีผลต่อปริมาณข้าวที่จะไหลเข้าโครงการ แต่เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ว่า โครงการนี้ได้มีการออกมาตรการป้องกันข้าวคุณภาพต่ำแล้วเท่านั้น

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีการผลิต 2554/2555 และปี 2555/2556 ไม่ได้ทำให้ราคาข้าวสารปรับตัวสูงขึ้นตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยหากเปรียบเทียบราคาซื้อขายข้าวสารเจ้า 100% ชั้น 2 (ใหม่) ราคาก่อนเริ่มโครงการจำนำตันละ 17,000 บาท และเคยปรับขึ้นไปสูงสุดถึง 18,000 บาท แต่ขณะนี้ราคาข้าวดังกล่าวกลับปรับลดลงตันละ 2,000 บาท เหลือเพียง 15,000-16,000 บาท ถือว่าเท่ากับราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้ารัฐบาลที่

ตันละ 15,000 บาท

“ปกติถ้าการจำนำต้นทุนข้าวเปลือก 15,000 บาท ราคาข้าวสารต้องเพิ่มขึ้นเป็น 21,000-22,000 บาท แต่ขณะนี้ราคาในตลาดซื้อขายข้าวสารกันอยู่ที่ประมาณ 15,000-16,000 บาท หรือหากทอนกลับมาเป็นข้าวเปลือกจะอยู่ที่ตันละประมาณ 10,500-11,000 บาท ซึ่งสาเหตุน่าจะเป็นเพราะปริมาณซัพพลายข้าวในตลาดไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมีไอ้โม่งบางคน แอบระบายข้าวสต๊อกออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยซื้อข้าวสารจากรัฐมาต้นทุนเพียงตันละ 12,000 บาท มาขายให้โรงสีตันละ 14,000-14,500 บาท แต่ยังต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อให้โรงสีเวียนเทียนส่งเข้าคลังกลาง เมื่อมีข้าวราคาถูกไหลออกมาจึงทำให้การรับจำนำไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ กขช.ที่ต้องการยกระดับราคาข้าว” แหล่งข่าวกล่าวและว่า

ขณะเดียวกันโครงการรับจำนำยังได้บังคับให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการส่งมอบข้าวที่สีแปรสภาพแล้ว และปลายข้าวเข้าโครงการ ซึ่งหากคิดรวมกันขณะนี้น่าจะมีปลายข้าวอยู่มากกว่า 3 ล้านตัน จึงทำให้ราคาปลายข้าวในตลาดปรับตัวสูงขึ้น เป็นตันละ 14,000-15,000 บาท ใกล้เคียงกับราคาข้าวต้นหรือข้าวสาร จากปกติก่อนดำเนินโครงการรับจำนำปลายข้าวจะซื้อขายกันอยู่ที่ราคาตันละ 11,000-12,000 บาท

“สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ราคาปลายข้าวขยับขึ้น เพราะมีการดึงปลายข้าวไปเข้าโกดังกลางด้วย ซึ่งปัญหาพัวพันกัน เพราะโรงสีส่วนหนึ่งที่รับซื้อข้าวจากไอ้โม่ง แล้วตัดบัญชีไม่ต้องสีแปรส่งมอบข้าวใหม่ แต่ต้องหาปลายข้าวไปส่งมอบเข้าโกดังกลาง แต่พอวิ่งหาปลายข้าวในตลาดไม่มี ก็เลยมีปัญหาขาดแคลนปลายข้าวขึ้น”

แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่จะไม่มีคนได้ ประโยชน์ เพราะขณะนี้มีการลักลอบระบายปลายข้าวในสต๊อกรัฐบาลให้กับบริษัทผู้ผลิตเส้น ก๋วยเตี๋ยวรายหนึ่งที่มีสายสัมพันธ์กับบริษัทนายหน้าที่ขายข้าวให้รัฐเหมา ซื้อไป นอกจากนี้ ผู้ได้ประโยชน์คือ ผู้ส่งออกข้าวเวียดนาม เพราะมีรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาเวียดนามขายปลายข้าวให้ไทยมากถึง 200,000-300,000 ตัน เพราะปลายข้าวเวียดนามราคาต่ำเพียงตันละ 11,000 บาทเท่านั้น

 

การเปิดร้านค้าปลีก   no comments

รายงานข่าวจาก Bloomberg ส่งหุ้นของร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของโลกลดลงกว่า 3% และผลัก S & P 500 ถึงต่ำเซสชั่น

“ใน กรณีที่คุณยังไม่ได้เห็นยอดขายแจ้งวันนี้ขายกุมภาพันธ์ MTD เป็นภัยทั้งหมด” เจอร์รี่ Murray, รองประธานด้านการเงินและโลจิสติกที่ Wal-Mart, กล่าวว่าในอีเมลไปยังผู้บริหารอื่น ๆ ที่ 12 กุมภาพันธ์ตาม เพื่อบลูมเบิร์ก “เริ่มต้นที่เลวร้ายที่สุดไปยังเดือนฉันได้เห็นในฉัน ~ 7 ปีกับ บริษัท .”

ใน การตอบสนองต่อรายงานโฆษกของ Wal-Mart กล่าวว่า: “เช่นเดียวกับองค์กรใด ๆ เรามักจะเห็นการสื่อสารภายในที่ไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิงที่ขาดบริบทที่เหมาะ สมและเป็นตัวแทนความคิดเห็นของแต่ละบุคคล.”

Wal-Mart ไม่เปิดเผยยอดขายรายเดือนผล แต่ บริษัท มีกำหนดที่จะรายงานผลไตรมาสเต็ม 21 กุมภาพันธ์

เช่น ร้านค้าปลีกส่วนลดอื่​​น ๆ , Wal-Mart อาจจะตีหนักโดยการเพิ่มขึ้นของภาษีเงินเดือนที่มี hit ล้าน paychecks ชาวอเมริกันในปีนี้กินเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตัดสินใจ

นัก เศรษฐศาสตร์เตือนธุดงค์ภาษีอาจทำร้ายรายได้ของครัวเรือนโดยรวมของ $ 125,000,000,000 ในปี 2013 เพียงอย่างเดียวเหนี่ยวรั้งเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

เอกสารภายในจาก Bloomberg เปิดเผย Wal-Mart สะดุดในเดือนมกราคมเช่นกัน

“คุณ เคยมีหนึ่งในสัปดาห์ที่ที่ดีที่สุดแผนเตรียมของคุณไม่ได้ดีพอที่จะประสบความ สำเร็จทุกอย่างที่คุณออกไปทำ?” คาเมรอนวัดอีก Wal-Mart exec ถามใน 1 กุมภาพันธ์อีเมล์ “อืมเราก็มีหนึ่งในสัปดาห์ที่นี่ที่วอลมาร์สหรัฐที่เป็นลูกค้าทั้งหมดหรือไม่ และสถานที่ที่เงินของพวกเขา? ”

ทั้ง ผู้บริหาร Wal-Mart อ้างภาษีเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับการคืนภาษีล่าช้าด้วยวัดเรียกมัน ว่า “หมัดหนึ่งสองที่มีศักยภาพ” บลูมเบิร์กรายงาน

ยักษ์ ค้าปลีกชี้ไปที่การศึกษาภายในที่เกี่ยวกับการประมาณการ 19700000000 $ ในการคืนเงินภาษีที่ได้รับการส่งไปยังผู้ซื้อโดยในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2012 บลูมเบิร์กกล่าวว่า

หุ้นของ Wal-Mart ลดลง 2.68% เป็น 68.92 $ บ่ายวันศุกร์, การตัดแต่ง 2013 ของพวกเขาได้ที่จะเพียงแค่ 1%