Archive for the ‘มาร์เก็ตติ้ง’ tag

ป.ป.ช.มีมติส่งแนวทางป้องกันการทุจริตโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนลบ.ให้รัฐบาล   no comments

นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงถึงแนวทางและมาตรการของ ป.ป.ช. ในการป้องกันการทุจริตโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย วงเงิน 3.5 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์เห็นชอบตามข้อเสนอแนะของอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริต ในการส่งข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามาตรการป้องกันการ ทุจริตและความเสียหายของทางราชการในการดำเนินโครงการดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 19 (11) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

 

เนื่องจาก ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีการใช้งบประมาณจำนวนมาก และมีจุดเสี่ยงหลายจุด พร้อมยืนยันมติ ป.ป.ช.ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับการประชุมผู้นำน้ำโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงไม่ได้เป็นการกล่าวหารัฐบาลว่าอาจมีการทุจริต แต่เพื่อให้มีการปรับปรุงการใช้งบประมาณให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 19(11) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร

 

“การเสนอแนะมาตรการการป้องกันทุจริตให้รัฐบาลเพราะมีความห่วงใยและไม่ได้ขัดขวางโครงการ แต่ต้องการให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ มีความโปร่งใส ส่วนรัฐบาลจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะพิจารณา” นายกล้านรงค์กล่าว

 

ด้านนาย พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาลมี ลักษณะที่เร่งรีบและรวบรัดเมื่อเทียบกับการดำเนินโครงการตามปกติการคัดเลือก ผู้รับจ้าง หรือการแข่งขันของบริษัทที่ยื่นข้อเสนอมีไม่มากเท่าที่ควร

 

อีกทั้งการจ้างเหมายังเป็นการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จในรูปแบบdesign build เป็นการกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบทั้งการออกแบบและก่อสร้างในแต่ละโมดูล การรวมงานที่มีลักษณะที่หลากหลาย ดำเนินการในพื้นที่หลายแห่ง และที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ให้มาอยู่ในสัญญาเดียวกัน มีแนวโน้มทำให้การตรวจรับงาน การควบคุมงาน และการเบิกจ่ายมีความยุ่งยากมากขึ้น ผู้ว่าจ้างจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์อย่างสูง หากทางราชการไม่สามารถรองรับงานเหล่านี้ได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตได้

 

ดัวยเหตุนี้จึงได้มีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยงข้องพิจารณาดังนี้คือ ในการพิจารณาคัดเลือกผู้รับจ้าง ควรกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้ชัดขึ้นเพื่อให้การคัดเลือกเป็นไปด้วยความโปร่งใส

 

ส่วนการทำสัญญาจ้างไม่ควรรวมงานที่มีความหลากหลายทั้งในแง่ของลักษณะงานและในด้านพื้นที่ก่อสร้างไว้ในสัญญาเดียวกัน ควรแสกสัญญาเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการ และการกำกับโครงการและตรวจรับงาน ควรมอบหมายหน่วยงานราชการที่มีภารกิจเกี่ยวข้องโดยตรงเป็นผู้รับผิดชอบ มีกลไกตรวจสอบงานแบบ check and balance เพื่อป้องกันการทุจริต รวมทั้งควรให้เครือข่ายภาคเอกชนต่อต้านการคอรัปชั่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินโครงการ

 

วานนี้นายเมธีครองแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริต ได้สรุปแนวทางและมาตรการป้องกันการทุจริตโครงการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยหนังสือสรุปแนวทางและมาตรการป้องกันดังกล่าวมีประมาณ 10 หน้า ชี้จุดเสี่ยง 7-8 จุด ตั้งแต่เริ่มโครงการ การเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจุดใหญ่จะมีเรื่องความเสียหายที่มาจากความไม่พร้อมในเรื่องของที่ดิน กรรมสิทธิ์ที่ดิน

ปัญหาด้านเครือข่ายมือถือ   no comments

ส่วนเรื่องค่าบริการย้ายค่ายเบอร์เดิมหรือคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทิบิลิตี้) ในวันที่ 21 พ.ค. นี้ ทางสำนักงานจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.) พิจารณาลดราคา จาก 99 บาท เหลือ 39 บาท ซึ่งเตรียมเสนอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติวันที่21 พ.ค.

และ เมื่อครบ 2 เดือนหลังจาก กทค. อนุมัติ หากยังมีปริมาณการใช้บริการเป็นจำนวนมากจะมีการพิจารณาลดราคาลงเหลือ 29 บาท  นอกจากนี้ยังได้กำชับให้เคลียร์ริ่งเฮ้าส์ขยายประสิทธิภาพในการให้บริการ เพิ่มจาก 40,000 เลขหมายต่อวัน เป็น 300,000 เลขหมายต่อวันด้วย

โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังจากหารือกับผู้ประกอบการ 3G ที่ได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ 2.1GHz ว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด(AWN) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (DTN) และบริษัท เรียลฟิวเจอร์ จำกัด ยินดีจะลดราคาค่าบริการรายเดือนที่มีอยู่เดิม ลง15% ทุกแพคเก็จ

โดย AWN จะเริ่มลดราคาตั้งแต่ 21 พ.ค. นี้  ส่วนเรียลฟิวเจอร์จะเริ่มในเดือน มิ.ย. ขณะที่ DTN จะเริ่มลดราคาเมื่อได้เปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1GHz อย่างเป็นทางการ

“แพคเกจที่ลดราคา ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องเป็นแพคเก็จ 3G บนคลื่น 2.1GHz เท่านั้น  แต่จะลดให้ลูกค้าปัจจุบันโดยอัตโนมัติ  เช่น แพคเกจ 399 บาท จะลดลงเหลือ 340 บาท เป็นต้น และจะให้ราคานี้เป็นราคากลางในการกำหนดค่าบริการในระบบ 3G ใหม่ด้วย  ซึ่ง กสทช. กำลังตรวจสอบแพคเก็จแต่ละรายว่าได้ลดราคาละ 15% จริงหรือไม่”

 

 

ศาลฟ้องคดีเงินกู้   no comments

นอก จากนี้ ศาลยังมีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนุญมาตรา 68 ที่นายวรินทร์ เทียมจรัส ขอให้ศาลวินิจฉัยรับไว้พิจารณาด้วย แต่คำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งเป็นอีกคำร้องของนายวรินทร์ นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้อง ส.ส. 134 คน ที่ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ศาลวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (5) ประกอบมาตรา 102 (6) หรือไม่ หลังจากกระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งปลดร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกจากนายทหารกองหนุน โดยที่ประชุมมีมติรับคำร้องด้วยคะแนน 7 ต่อ 2 โดย 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับคำร้องคือนายนุรักษ์ มาประณีต และนายชัช ชลวร โดยให้เหตุผลว่า คดีดังกล่าวยังไม่เป็นข้อยุติ และหลังจากนี้จะให้ผู้ถูกร้องส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรือประมาณ 15 วัน

 

ส่วนกรณีที่นายบวร ยสินทร และคณะขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า ประธานรัฐสภาที่ 1 กับพวก 315 คน ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งมีหลักการที่จำกัดสิทธิ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ริดรอนพระราชอำนาจในการมีพระบรมราชวินิจฉัย และมีผลนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ศาลเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 190 เป็นคนละกรณีกับการแก้มาตรา 68 จึงไม่มีมูลที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตรา 68 จึงมีมติไม่รับคำร้อง

 

 

การจัดตั้งกองทุนน้ำ   no comments

รศ.ดร.อภิชาต กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์บูรณาการด้านข้อมูลเรื่องน้ำ มีอยู่ในงบประมาณ 3.5 แสนล้านแล้ว ที่เรียกว่า A6 B4 วงเงิน 4 พันล้าน เพื่อนำไปพัฒนาเครือข่ายข้อมูล ระบบข้อมูล ,และศูนย์บัญชาการ แต่เราไม่ได้รวบยอดมาคุมคนเดียว แต่พัฒนาเครือข่ายให้เชื่อมได้ วิธีการสั่งการยามปกติหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ทำไป เฉพาะยามวิกฤติสามารถดึงข้อมูล การสั่งการเปิดปิดประตูมาในเซ็นเตอร์ได้ โดยจะทำเฉพาะประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงครบ 25 ลุ่มน้ำไทยก่อน แต่พรุ่งนี้จะพูดเรื่องความร่วมมือระหว่างภูมิภาค ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีหลายหน่วยงานสนใจว่าประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางการ แลกเปลี่ยนได้หรือไม่ ซึ่งไทนพร้อมและยินดีที่จะทำในฐานะประธานคณะทำงานด้านสารัตถะ ในการประชุมผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 กล่าวว่า ในการประชุมด้านน้ำฯ ครั้งนี้ ไทยมีการจัดทำปฏิญญาเชียงใหม่ไว้ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้ว ซึ่งในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เมื่อการประชุมผู้นำฯ เสร็จสิ้นลง จะมีการอ่านปฏิญญาเชียงใหม่ ซึ่งชัดเจนว่าจะมีการส่งเสริมความร่วมมือมีเครือข่ายร่วมกัน ถ้าเป็นไปตามความคาดเดา รัฐบาลไทยอาจประกาศตั้งกองทุน และเสนอตัวเองเป็นศูนย์สำหรับเป็นตัวประสานงานในเรื่องพัฒนาด้านน้ำ เป็นเครือข่ายข้อมูล

“เบื้องต้นอาจมีเม็ดเงินนำร่อง 10 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ผมลองเสนอแนวคิดไปคร่าว ๆ เพราะมีผู้นำประเทศมากันเยอะ เบื้องต้นไทยควรแสดงตัวเป็นเจ้าภาพลงเงินไปก่อน 1 ล้านเหรียญ และมีการลงขันกันคนละ 1 ล้าน เพราะมีประเทศพัฒนาแล้วมากันเยอะ แต่ละประเทศลงขันกันคนละ 1 ล้าน ก็ได้ครบ 10 ล้านเหรียญฯ ซึ่งไทยจะมีองค์กร บุคลากร และสถานที่ สิ่งสำคัญคือในปี 2015 ไทย มี AEC ไทยควรวางตัวว่าจะมีบทบาทเรื่องใดบ้าง ในฐานะที่เราจัดเรื่องน้ำเรื่องนี้ และได้รับความสนใจมาก ก็ควรเสนอตัวคล้ายๆ เป็นศูนย์ประสานงานเรื่องน้ำ เมื่อไทยเริ่มก็ควรเป็นประธาน และหุ้นส่วนก็ควรมีคณะกรรมการมาดูแล และไทยเป็นตัวประสานงาน”

ค่าบาทระดับในระดับเหมาะสม   no comments

“เราไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการลดดอกเบี้ย หรือออกมาตรการใด ๆ และไม่ได้พูดถึง แต่ ธปท.ยืนยันมีเครื่องมือหลายอย่างที่พร้อมใช้ดูแลค่าเงินบาท ซึ่งดอกเบี้ยนโยบาย หรือมาตรการที่ทำให้เงินไหลเข้า-ออกช้าลง จนถึงมาตรการระงับการไหลเข้าของเงินทุนก็ล้วนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแล แต่หากถามว่าจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินบาทหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เชื่อว่า ธปท.ดูแลใกล้ชิดอยู่แล้ว”

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 29.00-30.00 บาท/ดอลลาร์ ถือเป็นระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม และมีความใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซียที่แข็งค่า 2.8-2.9%

 

หอการค้าดอดพบผู้ว่า ธปท.หารือมาตรการดูแลผู้ส่งออก แนะ ธปท.ดูแลค่าบาทให้เคลื่อนไหวมีศักยภาพไม่ผันผวน ใกล้เคียงภูมิภาค พร้อมหาวิธีนำเงินสกุลท้องถิ่นมาใช้ในการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่จำเป็น ต้องแลกเป็นดอลลาร์

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ทางหอการค้าไทยอยากเห็นค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนมากเกินไป และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ทำให้เอกชนแข่งขันได้

นอกจากนี้ อยากให้ ธปท.หาวิธีการนำเงินสกุลท้องถิ่นมาใช้ในการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านโดย ตรง ไม่ต้องแลกเป็นดอลลาร์สหรัฐก่อนเหมือนในปัจจุบัน ส่วนการส่งออกปีนี้จะทำได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ 8-9% หรือไม่ ต้องขอติดตามดูตัวเลขไตรมาส 2/2556 ก่อน

 

ชาวบ้านฮือการเวนคืนที่ดิน   no comments

สารพัดเหตุผลงบฯบาน

นาย ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผยว่า ขณะนี้ รฟม.รอกระทรวงคมนาคมนำโครงการนี้เสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา คาดว่าเร็ว ๆ นี้ โดย รฟม.ทำรายละเอียดชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ ไปหมดแล้ว เนื่องจากวงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากกว่า 40,000 ล้านบาท เป็นกว่า 58,590 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าเวนคืนที่ดินเพิ่มขึ้น เนื่องจากกรมธนารักษ์ปรับราคาประเมินใหม่ กับมีการย้ายจุดสร้างเดโป้ ทำให้ค่าเวนคืนเพิ่มขึ้น

ส่วนค่าก่อสร้างก็เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคา เดิมประเมินไว้เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาก่อสร้างเพิ่มขึ้น ทั้งราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นมาก ยังมีค่ารื้อย้ายงานก่อสร้างสะพานข้ามแยกรัชโยธินจากแนวถนนรัชดาภิเษกมาอยู่ แนวถนนพหลโยธินแทน และมีโครงสร้างรถไฟฟ้าอยู่ข้างบน พร้อมก่อสร้างทางลอดใหม่บนแนวถนนรัชดาภิเษก

นอกจากนี้มีการปรับลด ระยะทางของสะพานข้ามแยกเกษตรและแยกเสนาด้วย เพื่อให้สร้างสถานีรถไฟฟ้าได้ ทั้งนี้ได้หารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะดำเนินการได้ทันทีหลังจากที่ได้ตัวผู้รับเหมาก่อสร้าง

วางแผนเริ่มเวนคืนปีนี้

นาย ยงสิทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงินลงทุนอยู่ใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีวงเงินลงทุนทั้งโครงการ 58,590 ล้านบาท แยกเป็นค่าจ้างที่ปรึกษา 1,703 ล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดิน 7,606 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ถูกเวนคืนประมาณ 200 กว่าราย ค่าก่อสร้าง 29,225 ล้านบาท และค่างานระบบรถไฟฟ้า 20,055 ล้านบาท

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้นำร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินแนวโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีอำนาจเข้าไปสำรวจพื้นที่ สำรวจผู้ถูกเวนคืนที่ดินโดยเร็ว

ล่า สุดมอบหมายให้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พิจารณารายละเอียดโครงการตามที่ รฟม.เสนอวงเงินลงทุนมา เนื่องจากมีค่าก่อสร้างและเวนคืนที่ดินเพิ่มขึ้นหลังมีการปรับเปลี่ยนจุดที่ ตั้งศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) มาอยู่ถนนลำลูกกาคลอง 2 เบื้องต้นทราบว่า รฟม.เสนอค่าเวนคืนเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 2,000 ล้านบาท เพิ่มเป็นกว่า 7,000 ล้านบาท

“ก่อนเสนอ ครม.อนุมัติ จะต้องมีข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วนมาชี้แจงให้ที่ประชุมฟังว่าทำไมวงเงินถึงเพิ่มขึ้น” นายชัชชาติกล่าว

 

ตามแผนงานจะเริ่มกระบวนการเวนคืนที่ดินปลายปีนี้ เปิดประมูลปลายปี 2556 เริ่มสร้างกลางปี 2557 เปิดบริการกลาง

ปี 2561 จัดหาระบบรถไฟฟ้าประมาณปี 2557 โดยโครงการจะเริ่มใช้เงินกู้ตาม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ปี 2557-2561

นาย ยงสิทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับการเปิดประมูลงานโยธา วงเงิน 29,225 ล้านบาท แยกออกเป็น 4 สัญญา มีงานโยธา 2 สัญญาคือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ (รวมรื้อสะพานข้ามแยก 3 แห่ง) ระยะทาง 11.4 กิโลเมตร วงเงินกว่า 12,000 ล้านบาท และช่วงสะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 7 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท งานระบบ 1 สัญญา และศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) 1 สัญญา

เปิดแนวเส้นทาง +16 สถานี

สำหรับ แนวเส้นทางโครงการจะก่อสร้างเป็นโครงสร้างยกระดับตลอดเส้นทาง มีจุดเริ่มต้นจากจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอสที่สถานีหมอชิต วิ่งตรงไปตามแนวถนนพหลโยธิน ข้ามทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ผ่านแยกรัชโยธิน แยก ม.เกษตรศาสตร์

จากนั้นตรงไปจนถึงพหลโยธินซอย 66 แนวเส้นทางจะเบี่ยงออกไปด้านซ้ายไปจนถึงอนุสาวรีย์หลักสี่ จากนั้นถึงจะกลับมาอยู่บนเกาะกลางถนนพหลโยธิน จนสิ้นสุดเขตกองทัพอากาศ แล้วเลี้ยวขวาตัดเข้าถนนลำลูกกา และมาสุดปลายทางที่คูคต บริเวณลำลูกกาคลอง 2

มี 16 สถานี ประกอบด้วย สถานีห้าแยกลาดพร้าว สถานีพหลโยธิน 24 สถานีรัชโยธิน สถานีเสนานิคม สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถานีกรมป่าไม้ สถานีบางบัว สถานีกรมทหารราบที่ 11 สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ สถานีอนุสาวรีย์หลักสี่ สถานีสายหยุด สถานีสะพานใหม่ สถานีโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ สถานี กม.25 และสถานีคูคต

GDP เติบโตปลายปีนี้   no comments

 

นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระจากต่างประเทศเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีข้อมูลในการตรวจสอบที่ชัดเจน ทางกระทรวงจึงควรประสานงานและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะข้อสรุปในการเรียกตรวจรถบางส่วน ที่นำเข้ามาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กว่า 2,000 คันและยังไม่ได้จดทะเบียนซึ่งได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วว่าจะมีขั้นตอนการ เรียกรถมาตรวจสอบอย่างไร

 

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำรถเข้าไปตรวจสอบ ใช้เวลาตรวจและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 45 วัน แม้การตรวจค่าไอเสียทำได้เร็วขึ้นจริง แต่เอกสารที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนต้องรอนานเกินไป

 

ปกติรถนำเข้าจาก ต่างประเทศผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานต่าง ประเทศที่มีมาตรฐานสูงยืนยันอยู่แล้วจึงเกิดคำถามว่าการตรวจค่าไอเสียนั้น เป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 

ผลกระทบจากรัฐบาลเข้มงวดกับบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ตั้งแต่ปรับวิธีคำนวณภาษีใหม่ ทำให้รถแต่ละคันมีต้นทุนภาษีสูงขึ้น และใช้มาตรการคุมเข้มจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับเกณฑ์การปล่อยไอเสีย หากไม่ผ่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรถนำเข้าค้างอยู่ที่ท่าเรือกว่า 2,000 คัน กระทบธุรกิจรถยนต์นำเข้าเป็นหมื่นล้านบาท

จนล่าสุดสมาคมผู้นำเข้าและ จำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวง อุตสาหกรรมเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบด้วยการร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่รถมา ถึงที่ท่าเรือ การตรวจมาตรฐานไอเสียโดยสถาบันยานยนต์ จนถึงการจดทะเบียนรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบก จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 90 วัน ให้ลดเหลือเพียง 10 วัน

พร้อมทั้งปรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบค่าไอเสีย สำหรับรถยนต์เบนซินจากเดิมคันละ 120,000 บาท เหลือ 44,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังคงอัตราเดิม 40,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

แต่เกณฑ์ที่ผ่อนปรนนี้ บรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระหลายรายก็ยังมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ

 

“เรามองว่าการจะออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้จริงและมีผลทันทีเราเป็นห่วงไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่ขั้นตอนการตัดสินใจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐ ควรทำได้ทันทีเพราะการรอความชัดเจนนานถึง 3 เดือนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก อนาคตประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน”

เช่นเดียวกับนางสาวชลลธรศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือบีอาร์จี ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์อิสระ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐผ่อนเกณฑ์ แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่

และสถาบันยานยนต์ระบุว่าสามารถตรวจสอบรถได้แค่ 8 วันต่อคัน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่รอการจดทะเบียนจำนวนมาก จึงน่าจะมีการเพิ่มสถานที่ในการตรวจและเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบ การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น

ขณะที่นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ลูกค้ารถนำเข้าลดน้อยลง แต่สำหรับบริษัทนั้นถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้ายังมีความเชื่อมั่น เพราะในสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นระบุว่ารถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากบริษัทจะต้องได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ถือเป็นการรับประกันที่ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ทั้งนี้เมื่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรถนำเข้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการผ่อนปรนของกระทรวงอุตฯ โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาระบุเองนั้น ทางสมาคมยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจสูงสุดเรื่องนี้คือ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งที่ผ่านมา สมอ.เปลี่ยนแปลงเลขาธิการบ่อยมาก คนที่แล้วมาอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบค่าไอเสีย แม้จะลดราคาลง แต่หากต้องทำ 3-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ต้นทุนก็เพิ่มอยู่ดี เท่ากับไม่ได้สิทธิ์นั้น ๆ ในขณะที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่รถนำเข้าทุกคันจะมีใบกำกับการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะใช้ทดแทนได้เพราะมาตรฐานจากต่างประเทศสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สมาคมจะต้องเร่งผลักดันยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ซึ่งวันนี้รถที่ตรวจผ่านยังต้องรอใบอนุญาตเพื่อใช้จดทะเบียน และการตรวจนั้นรถรุ่นเดียวกัน สเป็กเดียวกัน ตรวจคันเดียวสามารถครอบคลุมทุกคันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้น จำนวนรถนำเข้าที่มีจำนวนมากมาย ต้องนำมาตรวจทุกคัน สถาบันยานยนต์ สมอ. คงรองรับไม่ไหวแน่นอน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อปัญหาการนำเข้ารถยนต์ เห็นชอบแก้ไขกฎระเบียบการตรวจสอบและอนุญาตรถเกรย์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ได้แก่ ร่นเวลาการตรวจสอบจากท่าเรือ จนถึงกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากเดิม 90 วันเหลือเพียงไม่เกิน 10 วัน ในกรณีที่มีเอกสารทุกอย่างครบ และสถาบันยานยนต์จะลดค่าใช้จ่ายการทดสอบค่ามลพิษ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป

จับตาตลาดหุ้นร้อน   no comments

ส่วน ปัจจัยในต่างประเทศ ได้แก่ ความกังวลเรื่องมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ของประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐ จะยังคงมีต่อเนื่องหรือไม่ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางของบางประเทศส่งสัญญาณว่าอาจจะยกเลิกมาตรการแล้ว ดังนั้นหากเกิดขึ้นก็จะส่งผลให้สภาพคล่องของเม็ดเงินในระบบหายไปอย่างมาก

“ประเมิน กรอบการแกว่งตัวของดัชนีในไตรมาส 2 นี้จะอยู่ที่ประมาณ 1,450-1,550 จุด แต่ไม่น่าจะขึ้นไปสูงกว่าระดับ 1,600 จุด เพราะนับตั้งแต่นี้ การซื้อขายจะเข้าสู่บรรยากาศการลงทุนที่อ่อนตัวลงแล้ว หลังจากร้อนแรงมานาน” นายสุกิจกล่าว

ความเห็นของ “วิกิจ ถิรวรรณรัตน์” ผู้อำนวยการสายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ถอนเงินลงทุน (Exit Strategy) ออกจากตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศอาจจะยุติการอัดฉีดสภาพคล่อง เช่น ธนาคารกลางของสหรัฐอาจพิจารณายุติการใช้มาตรการ QE เร็วขึ้น ส่วนธนาคารกลางของญี่ปุ่น อาจใช้มาตรการนี้ถึงแค่ปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น จึงอาจมีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากตลาดหุ้นได้

โดยบัวหลวงประเมินเป้า หมายดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปีนี้ว่า จะอยู่ที่ระดับ 1,640 จุด แต่ถ้าตลาดหุ้นกลับหัวลง ก็คาดว่าไม่น่าจะหลุดเกินกรอบแนวรับ 1,450 จุด

ด้าน “เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่า ยังเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทย และปีนี้น่าจะซื้อสุทธิแต่จะไม่สูงนัก เพราะตอนนี้ส่วนต่างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นกับพันธบัตรมีเพียง 3% ลดลงจากช่วงที่ผ่านมามีส่วนต่างตรงนี้ประมาณ 5.3-5.4%ทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไม่น่าสนใจ

“หลังจากนี้หากดัชนีตลาด หุ้นปรับฐาน ก็อาจมีความเป็นได้ว่าจะมีเม็ดเงินโยกเข้ามาลงทุน ผลักดันให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้” นายเทิดศักดิ์กล่าว

ขณะที่ผลสำรวจ จากสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์รอบล่าสุด แนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นว่า ให้รอจังหวะซื้อหุ้นในช่วงที่ดัชนีปรับฐาน โดยเน้นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีผลตอบแทนในเงินปันผลที่สูง รวมทั้งได้รับประโยชน์จากโครงการของทางภาครัฐ ซึ่งอิงการลงทุน การบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

ร้อน ๆ หนาว ๆ กับตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้กันเป็นแถว ช่วงก่อนสงกรานต์ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลุดระดับ 1,500 จุด มีแรงเทขายโกยกำไรกันออกมา ขอถือเป็นเงินสดก่อน เพราะสถานการณ์ทั้งต่างประเทศและในประเทศไม่มีอะไรแน่นอน ซึ่งในช่วงไตรมาสแรก หลังดัชนีขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1,601.34 จุด เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ปรับขึ้นประมาณ 210 จุด หรือ 15% จากสิ้นปี 2555 ที่ดัชนีอยู่ที่ 1,391.93 จุด

แต่หลังจากทำนิวไฮ นักลงทุนก็เริ่มหวาดหวั่น โดยเฉพาะหุ้นเล็กหุ้นกลางที่ขึ้นร้อนแรง ใครที่ถือไว้ก็เทขายทำกำไรออกมาก่อน บ้างก็เข้ามาทยอยซื้อเก็บ บวกกับข่าวที่อึมครึมเรื่องมาตรการป้องปรามหุ้นร้อน การสกัดเงินไหลเข้าที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น ตลาดหุ้นจึงแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดจนถึงช่วงเมษายนที่หลุดลงมายืนอยู่ที่ 1,490.25 จุด ณ (10 เม.ย.)
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นผันผวน แต่มูลค่าการซื้อขาย(วอลุ่ม) คึกคักเฉลี่ยวันละ 6.2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ตั้งไว้ถึง 1 เท่า ซึ่ง “จรัมพร โชติกเสถียร” ผู้จัดการตลท. บอกว่าตลาดหุ้นไทยมีวอลุ่มสูงสุดในอาเซียน และสูงกว่าอันดับ 2 คือสิงค์โปร์ถึง 20% วอลุ่มที่สูงๆจะช่วยดึงดูดต่างชาติมากขึ้น ประกอบกับช่วงที่ตลาดหุ้นปรับลงเมื่อเร็วๆนี้ ทำให้ค่าพี/อี (ระดับราคาปิดต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น) อยู่ที่ 13.7 เท่า

ขณะที่นักลง ทุนส่วนใหญ่ต่างก็จับจ้องว่า หลังเทศกาลสงกรานต์ ตลาดหุ้นเปิดมาจะวิ่งเป็นกระทิงต่อหรือเป็นตลาดหมีซึมเซา “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมมุมมองของนักวิเคราะห์โบรกเกอร์ต่อทิศทางตลาดหุ้นในช่วงกลางปีจาก นี้ไป มานำเสนอมุมมองของ “สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่า ตั้งแต่ไตรมาส 2 นี้ จนถึงปลายปี”56 มีทิศทางอ่อนตัวลงชัดเจนขึ้น หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 เดือน (6 มิ.ย. 55-29 มี.ค. 56) เกือบ 40%

สำหรับปัจจัยลบที่มีผลต่อตลาดหุ้น ถ้าดูในประเทศ ได้แก่ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท หากมีข้อถกเถียง จะทำให้โครงการต่าง ๆ ล่าช้าไปอีก ส่งผลต่อกลุ่มบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ได้ประโยชน์จากโครงการต่าง ๆ ก็จะถูกประเมินมูลค่าหุ้นใหม่

กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะมีอัตราผลตอบ แทนจากเงินปันผลสูงที่สุด 3 อันดับแรกในปีนี้ ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ประเมินอัตราผลตอบแทนไว้ที่ 4.74% กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดไว้ที่ 4.34% และกลุ่มปิโตรเคมี คาดอยู่ที่ 4.04%

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่คาดว่า จะมีการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) สูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดจะเติบโตเฉลี่ยที่ 37.41% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เติบโตเฉลี่ยที่ 33.42% และกลุ่มธนาคาร เติบโตเฉลี่ยที่ 24.84%

อย่างไรก็ตามหลังเปิดสงกรานต์ ตลาดหุ้นก็มีข่าวกำไรไตรมาสแรกของกลุ่มแบงก์ที่จะทยอยประกาศออกมา ซึ่งนายแบงก์ “นายสุภัค ศิวะรักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมิน

ผลประกอบการกลุ่มแบงก์ในไตรมาสแรกนี้ว่า กำไรก่อนตั้งสำรองยังน่าจะออกมาดี แต่ส่วนใหญ่เวลาแบงก์มีกำไรเยอะ ๆ จะถือโอกาสดึงเงินกำไรออกมาตั้งสำรองเพิ่มกันอีก เผื่อไว้ในช่วงที่ข้างหน้าเศรษฐกิจลง และเชื่อว่าตลาดหุ้นยังขึ้นไปได้อีก

เสียง สะท้อนทั้งจากโบรกเกอร์และนายแบงก์อ่านตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ ยังต้องเกาะติดปัจจัยรอบตัวให้ทันการ เพื่อจับจังหวะการลงทุนทั้งเข้าและออกเพื่อลดความเสี่ยง และไม่ให้เงินกำไรหดหายไป

ธุรกิจเครื่องดื่มกำลังมาแรงในหน้าร้อน   no comments

นาย ชนินทร์กล่าวว่า สำหรับเครื่องดื่มทั้ง 4 กลุ่ม มีมูลค่าตลาดรวมกันมากกว่า 50% ของตลาดเครื่องดื่มรวม โดยน้ำอัดลมมีมูลค่าตลาดประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ชูกำลัง 2 หมื่นล้านบาท ชาเขียวพร้อมดื่ม 1.2 หมื่นล้านบาท และเกลือแร่ 1 หมื่นล้านบาท หากแยกเป็นรายกลุ่มพบว่าช่วงต้นปีนี้ชาเขียวโตได้มากสุดในอัตรา 30% ส่วนอีก 3 กลุ่ม โตในอัตรามากกว่า 10% โดยการแข่งขันที่มากขึ้นในกลุ่มน้ำอัดลมจากการที่เอสเข้าตลาด ชูกำลังและเกลือแร่ จากการที่แรงเยอร์กลับเข้ามาทำตลาดใหม่อีกครั้งโดยบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ซึ่งในปีนี้จะเห็นการเติบโตได้อย่างมีนัยยะสำคัญอีกเช่นกันหลังสิงห์คอร์ปอ เรชั่น เปิดตัวเครื่องดื่มเกลือแร่แบรนด์ซัลโว

นายชนินทร์ เทียนเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอเบฟเวอเรจ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มซอรัส และซีแซท วิธ ซิงค์ ในกลุ่มให้คุณประโยชน์หรือฟังก์ชั่นนอลดริ๊งค์ กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นอีกปีที่ตลาดเครื่องดื่มเติบโตได้ดีไม่ต่ำกว่า 15% หลังจากช่วง 2 ปีก่อนหน้ามีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 11-14% ส่งผลให้ปีที่ผ่านมามีมูลค่าการตลาดรวมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท จากการผลักดันของการบริโภคเครื่องดื่มสำหรับหน้าร้อน 4 กลุ่มหลัก คือ น้ำอัดลม ชูกำลัง ชาเขียวพร้อมดื่ม และเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่ เนื่องจากอากาศร้อนและภาวะการแข่งขันเพิ่มขึ้นผลจากที่มีผู้ประกอบการราย ใหม่เข้าตลาด รวมทั้งโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย

นายชนินทร์กล่าวว่า นอกจากนี้กลุ่มฟังก์ชั่นนอลดริ้งยังมีอีกตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีคือ กลุ่มฟังก์ชั่นนอลดริ้งค์ ซึ่งมีมูลค่าราว 3 พันล้านบาท โตได้ดีในกลุ่มเครื่องดื่มประเภทช็อต มากกว่าเครื่องดื่มประเภทขวด ซึ่งปีที่ผ่านมาโต 30% และปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนภุมภาพันธ์บริษัทได้ออกสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อ ?ด๊อกเตอร์ มายด์เซ็น” เป็นเครื่องดื่มผสมวิตามินรูปแบบใหม่ ช่วยคลายเครียดเจาะกลุ่มตลาดผู้หญิง วัยทำงาน ด้วยงบในการทำตลาด 20 ล้านบาท และมีแผนเปิดตัวเพิ่มอีก 3 แบรนด์ โดยเป็นเครื่องดื่มสำหรับเด็กเปิดตัวเดือนพฤษภาคม และอีก 2 แบรนด์เปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง

 

 

สิ่งที่ควรทำเมื่อต้องการสร้างแบรนด์   no comments

วันนี้ผู้บริโภคเป็นเสมือนตัวแทนของแบรนด์ เพราะมีอำนาจทางการสื่อสารอยู่ในมือ พอใจหรือไม่พอใจอะไรก็สามารถแชร์ความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียทันที ซึ่งจะสร้างพลังบวกและลบให้แก่แบรนด์ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นแบรนด์ต้องจริงใจ อย่าโกหก เพราะผู้บริโภคสามารถเกิดประสบการณ์ร่วมได้ตลอดเวลา

สำหรับเทรนด์ โฆษณาปีนี้แบ่งเป็น 3 เทรนด์หลัก ได้แก่ 1.More Emotion การสร้างผลงานโฆษณาแต่ละชิ้น อาจจะต้องเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภค ด้วยวิธีการเล่าเรื่องผ่านหนังโฆษณา แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติของสินค้า เช่น นมดัชมิลล์ ชุด Magic for Life ที่นำเอาประโยชน์ของการดื่มนมมาเล่าผ่านความฝันของแต่ละคน

สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ารักและผูกพันกับแบรนด์นั้น ๆ แต่กว่าที่จะทำให้รู้สึกรักแบรนด์ แบรนด์เองก็ต้องแสดงความจริงใจผ่านการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือกิจกรรมอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์แบบยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม มองว่าการสร้างสรรค์โฆษณาแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของแต่ละแบ รนด์ โดยไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ช่องทางการสื่อสารอาจเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะปัจจุบันผู้บริโภครับสื่อมากกว่า 1 ช่องทางในเวลาเดียวกัน ดังนั้น การสร้างงานโฆษณาก็ต้องบูรณาการสื่อในหลากหลายช่องทาง ทั้งโมบาย ออนไลน์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการสื่อสารสูงสุด

“วันนี้ผลงานโฆษณาอาจจะ ไม่ใช่แค่สร้างสรรค์ แปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่า หรือกระตุ้นยอดขายให้แก่แบรนด์นั้น ๆ ด้วย”

สอดรับกับแนวคิดของนายภา วิต จิตกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีอำนาจอยู่ในมือมากขึ้น จากช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้บริโภค ทำให้แบรนด์สินค้าต้องมีความพิถีพิถัน ใส่ใจผู้บริโภคมากขึ้นว่าต้องการอะไร มีรูปแบบและไลฟ์สไตล์แบบใด

“งานโฆษณาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ สร้างการรับรู้เบื้องต้น และผู้บริโภคก็เลือกที่จะเสพคอนเทนต์มากขึ้น และเลือกรับสื่อจากหลากหลายช่องทาง ทำให้รูปแบบวิธีการทำของโฆษณาต้องเปลี่ยนตามไปด้วย”

ตามด้วย 2.Idea with the Story สร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นกับแบรนด์ ด้วยการสร้างเรื่องราว และ 3.More Social โฆษณาหนึ่งชิ้นจากนี้จะไม่ใช่แค่การ Share & Like อีกต่อไป แต่โฆษณาชิ้นนั้นต้องทำให้เกิดการบอกต่อ วันนี้ต้องยอมรับว่าสื่อดิจิทัลมีผลต่อผู้บริโภค ทำให้รูปแบบโฆษณาเปลี่ยนไป จากเดิมหนังโฆษณาจะเป็นตัวหลักที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจ และเกิดการบอกต่อบนออนไลน์ แต่ปัจจุบันออนไลน์กลับเป็นแรงผลักดันให้เกิดการบอกต่อ กลายเป็นกระแส แล้วค่อยย้อนกลับมาที่หนังโฆษณาบนทีวี

ด้านนายวินิจ สุรพงษ์ชัย ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมโฆษณาแอดเฟส (ADFEST) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโฆษณาเปลี่ยนไปจากจำนวนสื่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้รูปแบบงานโฆษณา ครีเอทีฟต้องเปลี่ยนไป เพื่อปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้อง ปีนี้จึงเพิ่มประเภทการตัดสินเป็น 16 ประเภท จากเดิม 14 ประเภท โดยเพิ่ม Effective Lotus หรือผลงานที่ตัดสินจากความคิดสร้างสรรค์และสร้างยอดขาย และ “Mobile Lotus” รูปแบบโฆษณาและการสื่อสารบนมือถือรวมถึงขยายขอบเขตของผู้ส่งผลงานครีเอทีฟ โฆษณาไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง จากที่จำกัดอยู่แค่เอเชีย-แปซิฟิก และยังจัดกิจกรรม ADFEST+D&AD Academy ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปสำหรับครีเอทีฟรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 30 ปี

คาด ว่าปีนี้จะมีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 3,500 ชิ้นงาน ใน 16 ประเภท และจะมีผู้เข้าร่วมจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และตะวันออกกลางกว่า 1,400 คน ทั้งนี้ งาน ADFEST จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 16 โดยปีนี้จัดภายใต้ธีม “คอนเน็กต์ เดอะ ดอตส์ (Connect the dots)” การเชื่อมต่อผู้คน สื่อ ความคิด กลยุทธ์ การตลาด ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ และเครื่องมือทางการสื่อสารให้เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์