Archive for the ‘แนะนำการลงทุน’ tag

ราคาเงินเฟ้อยังคงเพิ่มมากขึ้น   no comments

 

นายชัยฤทธิ์ วศินสมบัติ นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างสำหรับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและการลงทุนพัฒนาโครงการของผู้ประกอบการเอกชนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สินค้าวัสดุหลักอย่างน้อย 4 รายการ นำโดยปูนซีเมนต์ ลวดอัดแรง หิน ทราย ทยอยขอปรับราคา โดยปรับขึ้นราคาไปแล้วประมาณ 10%

ปูนซีเมนต์จุดพลุขึ้นราคา

เริ่มจากสินค้าปูนซีเมนต์เป็นตัวจุดประกาย โดยทางผู้ผลิตเกือบทุกรายได้ขอปรับราคาขายเพิ่มรอบแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากราคา 2,000 บาท/ตัน เพิ่ม 200 บาทเป็น 2,200 บาท/ตัน และจะขอปรับราคาอีกรอบในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยจะเพิ่มอีก 200 บาท/ตัน ถ้าหากปรับได้ตามที่แจ้งมาเท่ากับปูนซีเมนต์จะมีราคา 2,400 บาท/ตัน

“ปูนเป็นสินค้าควบคุม แต่ราคาเพดานของกรมการค้าภายในตันละ 2,590 บาท ทุกวันนี้ยังต่ำกว่าราคาควบคุม ดังนั้นวิธีการขึ้นราคาปูนก็คือดึงส่วนลดที่ให้เอเย่นต์กลับคืนไป ทำให้ราคาขยับเข้าไปใกล้ราคาควบคุมมากขึ้น”

นายชัยฤทธิ์กล่าวว่า ผลกระทบจากปูนขึ้นราคา ทำให้วัสดุก่อสร้างเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ อีก 3 รายการทยอยปรับราคาตาม ได้แก่

1) ลวดอัดแรง เพิ่มจาก 32,000 บาท/ตันเป็น 33,000 บาท/ตัน เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ผลิตเพียงรายเดียวในประเทศไทย ทำให้สินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ลวด-หิน-ทรายขยับตาม

2) หิน วัตถุดิบในกระบวนการผลิตคอนกรีตและเสาเข็มเริ่มขาดแคลนอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดีมานด์สูงแต่โรงโม่เริ่มผลิตไม่ทัน ปัจจุบันราคาขายเพิ่มขึ้น 10-15% แล้วแต่ช่วง โดยราคาขายเพิ่มขึ้นจากตันละ 220 บาท เป็น 250 บาท

3) ทราย เริ่มขาดแคลนตั้งแต่น้ำท่วมปลายปี 2554 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ขายปรับราคาขึ้นจาก 200 บาท/ตัน เป็น 220 บาท/ตัน

“สถานการณ์วัสดุก่อสร้างในขณะนี้คือดีมานด์ซัพพลายไม่สมดุล ทำให้ผู้ผลิตถือโอกาสปรับราคาเพิ่ม และกระทบต่อธุรกิจปลายน้ำคือรับเหมาก่อสร้าง ทำให้ต้นทุนเพิ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องเผชิญกับปัญหาวัสดุก่อสร้างขาดแคลนและมีราคาแพง”

นายชัยฤทธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับคอนกรีตผสมและเสาเข็ม เมื่อต้นทุนสูงขึ้นจึงจำเป็นต้องปรับราคาเพิ่มสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในรูปแบบการดึงส่วนลดจากลูกค้าคืนเช่นกัน โดยธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จมีการดึงส่วนลดกลับประมาณ 10% จากที่เคยให้ส่วนลด 30-50% ของราคาตั้งขาย ขณะที่ธุรกิจเสาเข็มมีการดึงส่วนลดกลับ 10-15%

เอเย่นต์แบยอดขายลดลง

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทในเครือวงษ์พิทักษ์ ตัวแทนจำหน่ายปูนตราลูกโลก และวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ในภาคตะวันตก 8 จังหวัด กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ผู้ผลิตปูนซีเมนต์เกือบทุกรายได้แจ้งซัพพลาย เออร์ขอดึงส่วนลดราคาขายหน้าโรงงานเพิ่มเป็น 200 บาท/ตัน และจะขอปรับราคาอีกภายในเดือนพฤษภาคมนี้ 200 บาท/ตัน หรือ 10 บาท/ถุง แต่การดึงส่วนลดในครั้งที่ 2 ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการขึ้นราคารอบแรกทำให้ยอดขายตกลงมา หากขึ้นอีกระลอกเชื่อว่าจะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรับไหวอย่างแน่นอน

นายอัครเดชกล่าวด้วยว่า ยอดจำหน่ายปูนถุงหรือปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ในช่วงที่ผ่านมาลดลง 10-15% เป็นผลมาจากผู้รับเหมาและผู้บริโภคนิยมหันไปใช้คอนกรีตผสมเสร็จเพิ่มมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ส่งผลให้ตลาดคอนกรีตผสมเสร็จเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ในขณะนี้

ราคาเหล็กยังไม่ฟื้นตัว

ด้านนายเสนอ ตระกูลสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตระกูลสุขค้าวัสดุก่อสร้าง จำกัด เอเย่นต์รายใหญ่ย่านกรุงเทพฯ ตะวันออก กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์เหล็กเส้นในขณะนี้ว่า ราคาโดยรวมถือว่าไม่ได้ฟื้นตัวตามวัสดุประเภทอื่น ๆ ตรงกันข้าม มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาขายในประเทศจะปรับตัวลดลงได้อีก จากราคาเหล็กเส้นมาตรฐาน 19,500 บาท/ตัน ลดลงจากช่วงต้นปี 500 บาท จากเดิมที่มีราคาขาย 21,000 บาท/ตัน

คาดว่ามาจากหลายปัจจัย 1) ความต้องการใช้เหล็กในตลาดโลกยังทรงตัว 2) เงินบาทแข็งค่า เป็นตัวกดดันไม่ให้สามารถปรับราคาขายขึ้นได้ เพราะบริษัทผู้รับเหมาชะลอการสั่งซื้อเนื่องจากมองว่าราคาเหล็กโดยรวมน่าจะปรับตัวลดลงอีก

“งานก่อสร้างในประเทศเยอะมาก แต่ราคาเหล็กไม่ขยับเลย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเหล็กก่อสร้างไทย ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน”

นายเสนอกล่าวเพิ่มเติมว่า ตัวแปรที่อาจจะส่งผลกระทบต่อวงการเหล็กในประเทศคือการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะจะทำให้สินค้าจากมาเลเซียและอินโดนีเซียเข้ามาตีตลาดในประเทศ ขณะเดียวกันเวียดนามเองก็กำลังมีการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กขนาดใหญ่ นอกจากนี้ทาง สปป.ลาวอยู่ระหว่างศึกษาเปิดโรงงานถลุงแร่เหล็กและถ่านหินโดยเป็นการลงทุนจากจีนอีกด้วย

ค่าบาทระดับในระดับเหมาะสม   no comments

“เราไม่ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการลดดอกเบี้ย หรือออกมาตรการใด ๆ และไม่ได้พูดถึง แต่ ธปท.ยืนยันมีเครื่องมือหลายอย่างที่พร้อมใช้ดูแลค่าเงินบาท ซึ่งดอกเบี้ยนโยบาย หรือมาตรการที่ทำให้เงินไหลเข้า-ออกช้าลง จนถึงมาตรการระงับการไหลเข้าของเงินทุนก็ล้วนเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแล แต่หากถามว่าจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินบาทหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เชื่อว่า ธปท.ดูแลใกล้ชิดอยู่แล้ว”

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 29.00-30.00 บาท/ดอลลาร์ ถือเป็นระดับอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม และมีความใกล้เคียงกับสิงคโปร์และมาเลเซียที่แข็งค่า 2.8-2.9%

 

หอการค้าดอดพบผู้ว่า ธปท.หารือมาตรการดูแลผู้ส่งออก แนะ ธปท.ดูแลค่าบาทให้เคลื่อนไหวมีศักยภาพไม่ผันผวน ใกล้เคียงภูมิภาค พร้อมหาวิธีนำเงินสกุลท้องถิ่นมาใช้ในการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่จำเป็น ต้องแลกเป็นดอลลาร์

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ทางหอการค้าไทยอยากเห็นค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนมากเกินไป และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ทำให้เอกชนแข่งขันได้

นอกจากนี้ อยากให้ ธปท.หาวิธีการนำเงินสกุลท้องถิ่นมาใช้ในการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านโดย ตรง ไม่ต้องแลกเป็นดอลลาร์สหรัฐก่อนเหมือนในปัจจุบัน ส่วนการส่งออกปีนี้จะทำได้ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ 8-9% หรือไม่ ต้องขอติดตามดูตัวเลขไตรมาส 2/2556 ก่อน

 

ชาวบ้านฮือการเวนคืนที่ดิน   no comments

สารพัดเหตุผลงบฯบาน

นาย ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผยว่า ขณะนี้ รฟม.รอกระทรวงคมนาคมนำโครงการนี้เสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา คาดว่าเร็ว ๆ นี้ โดย รฟม.ทำรายละเอียดชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ ไปหมดแล้ว เนื่องจากวงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากกว่า 40,000 ล้านบาท เป็นกว่า 58,590 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าเวนคืนที่ดินเพิ่มขึ้น เนื่องจากกรมธนารักษ์ปรับราคาประเมินใหม่ กับมีการย้ายจุดสร้างเดโป้ ทำให้ค่าเวนคืนเพิ่มขึ้น

ส่วนค่าก่อสร้างก็เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคา เดิมประเมินไว้เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาก่อสร้างเพิ่มขึ้น ทั้งราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นมาก ยังมีค่ารื้อย้ายงานก่อสร้างสะพานข้ามแยกรัชโยธินจากแนวถนนรัชดาภิเษกมาอยู่ แนวถนนพหลโยธินแทน และมีโครงสร้างรถไฟฟ้าอยู่ข้างบน พร้อมก่อสร้างทางลอดใหม่บนแนวถนนรัชดาภิเษก

นอกจากนี้มีการปรับลด ระยะทางของสะพานข้ามแยกเกษตรและแยกเสนาด้วย เพื่อให้สร้างสถานีรถไฟฟ้าได้ ทั้งนี้ได้หารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะดำเนินการได้ทันทีหลังจากที่ได้ตัวผู้รับเหมาก่อสร้าง

วางแผนเริ่มเวนคืนปีนี้

นาย ยงสิทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงินลงทุนอยู่ใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีวงเงินลงทุนทั้งโครงการ 58,590 ล้านบาท แยกเป็นค่าจ้างที่ปรึกษา 1,703 ล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดิน 7,606 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ถูกเวนคืนประมาณ 200 กว่าราย ค่าก่อสร้าง 29,225 ล้านบาท และค่างานระบบรถไฟฟ้า 20,055 ล้านบาท

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้นำร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินแนวโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีอำนาจเข้าไปสำรวจพื้นที่ สำรวจผู้ถูกเวนคืนที่ดินโดยเร็ว

ล่า สุดมอบหมายให้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พิจารณารายละเอียดโครงการตามที่ รฟม.เสนอวงเงินลงทุนมา เนื่องจากมีค่าก่อสร้างและเวนคืนที่ดินเพิ่มขึ้นหลังมีการปรับเปลี่ยนจุดที่ ตั้งศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) มาอยู่ถนนลำลูกกาคลอง 2 เบื้องต้นทราบว่า รฟม.เสนอค่าเวนคืนเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 2,000 ล้านบาท เพิ่มเป็นกว่า 7,000 ล้านบาท

“ก่อนเสนอ ครม.อนุมัติ จะต้องมีข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วนมาชี้แจงให้ที่ประชุมฟังว่าทำไมวงเงินถึงเพิ่มขึ้น” นายชัชชาติกล่าว

 

ตามแผนงานจะเริ่มกระบวนการเวนคืนที่ดินปลายปีนี้ เปิดประมูลปลายปี 2556 เริ่มสร้างกลางปี 2557 เปิดบริการกลาง

ปี 2561 จัดหาระบบรถไฟฟ้าประมาณปี 2557 โดยโครงการจะเริ่มใช้เงินกู้ตาม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตั้งแต่ปี 2557-2561

นาย ยงสิทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับการเปิดประมูลงานโยธา วงเงิน 29,225 ล้านบาท แยกออกเป็น 4 สัญญา มีงานโยธา 2 สัญญาคือ ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ (รวมรื้อสะพานข้ามแยก 3 แห่ง) ระยะทาง 11.4 กิโลเมตร วงเงินกว่า 12,000 ล้านบาท และช่วงสะพานใหม่-คูคต ระยะทาง 7 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท งานระบบ 1 สัญญา และศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) 1 สัญญา

เปิดแนวเส้นทาง +16 สถานี

สำหรับ แนวเส้นทางโครงการจะก่อสร้างเป็นโครงสร้างยกระดับตลอดเส้นทาง มีจุดเริ่มต้นจากจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอสที่สถานีหมอชิต วิ่งตรงไปตามแนวถนนพหลโยธิน ข้ามทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ผ่านแยกรัชโยธิน แยก ม.เกษตรศาสตร์

จากนั้นตรงไปจนถึงพหลโยธินซอย 66 แนวเส้นทางจะเบี่ยงออกไปด้านซ้ายไปจนถึงอนุสาวรีย์หลักสี่ จากนั้นถึงจะกลับมาอยู่บนเกาะกลางถนนพหลโยธิน จนสิ้นสุดเขตกองทัพอากาศ แล้วเลี้ยวขวาตัดเข้าถนนลำลูกกา และมาสุดปลายทางที่คูคต บริเวณลำลูกกาคลอง 2

มี 16 สถานี ประกอบด้วย สถานีห้าแยกลาดพร้าว สถานีพหลโยธิน 24 สถานีรัชโยธิน สถานีเสนานิคม สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถานีกรมป่าไม้ สถานีบางบัว สถานีกรมทหารราบที่ 11 สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ สถานีอนุสาวรีย์หลักสี่ สถานีสายหยุด สถานีสะพานใหม่ สถานีโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช สถานีพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ สถานี กม.25 และสถานีคูคต

GDP เติบโตปลายปีนี้   no comments

 

นางสาวสุรีย์ภรณ์ อุดมผลวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสแอล ออโต้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระจากต่างประเทศเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีข้อมูลในการตรวจสอบที่ชัดเจน ทางกระทรวงจึงควรประสานงานและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่จะ ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะข้อสรุปในการเรียกตรวจรถบางส่วน ที่นำเข้ามาหลังวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 กว่า 2,000 คันและยังไม่ได้จดทะเบียนซึ่งได้ส่งมอบให้ลูกค้าไปแล้วว่าจะมีขั้นตอนการ เรียกรถมาตรวจสอบอย่างไร

 

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการนำรถเข้าไปตรวจสอบ ใช้เวลาตรวจและจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 45 วัน แม้การตรวจค่าไอเสียทำได้เร็วขึ้นจริง แต่เอกสารที่ใช้ประกอบในการจดทะเบียนต้องรอนานเกินไป

 

ปกติรถนำเข้าจาก ต่างประเทศผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานต่าง ประเทศที่มีมาตรฐานสูงยืนยันอยู่แล้วจึงเกิดคำถามว่าการตรวจค่าไอเสียนั้น เป็นสิ่งจำเป็นมากน้อยแค่ไหน

 

ผลกระทบจากรัฐบาลเข้มงวดกับบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ ตั้งแต่ปรับวิธีคำนวณภาษีใหม่ ทำให้รถแต่ละคันมีต้นทุนภาษีสูงขึ้น และใช้มาตรการคุมเข้มจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบังคับเกณฑ์การปล่อยไอเสีย หากไม่ผ่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีรถนำเข้าค้างอยู่ที่ท่าเรือกว่า 2,000 คัน กระทบธุรกิจรถยนต์นำเข้าเป็นหมื่นล้านบาท

จนล่าสุดสมาคมผู้นำเข้าและ จำหน่ายรถยนต์ใหม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวง อุตสาหกรรมเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบด้วยการร่นระยะเวลาการตรวจสอบตั้งแต่รถมา ถึงที่ท่าเรือ การตรวจมาตรฐานไอเสียโดยสถาบันยานยนต์ จนถึงการจดทะเบียนรถยนต์จากกรมการขนส่งทางบก จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 90 วัน ให้ลดเหลือเพียง 10 วัน

พร้อมทั้งปรับค่าใช้จ่ายในการทดสอบค่าไอเสีย สำหรับรถยนต์เบนซินจากเดิมคันละ 120,000 บาท เหลือ 44,000 บาท ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลยังคงอัตราเดิม 40,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

แต่เกณฑ์ที่ผ่อนปรนนี้ บรรดาผู้นำเข้ารถยนต์อิสระหลายรายก็ยังมองว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ

 

“เรามองว่าการจะออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ได้จริงและมีผลทันทีเราเป็นห่วงไม่ใช่แค่การจดทะเบียน แต่ขั้นตอนการตัดสินใจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของรัฐ ควรทำได้ทันทีเพราะการรอความชัดเจนนานถึง 3 เดือนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก อนาคตประเทศไทยจะเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องรวดเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน”

เช่นเดียวกับนางสาวชลลธรศรีรัตนประภาส กรรมการบริหาร บริษัท เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป จำกัด หรือบีอาร์จี ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์อิสระ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐผ่อนเกณฑ์ แต่ที่ผ่านมาการตรวจสอบล่าช้ามาก เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎเกณฑ์ใหม่

และสถาบันยานยนต์ระบุว่าสามารถตรวจสอบรถได้แค่ 8 วันต่อคัน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่รอการจดทะเบียนจำนวนมาก จึงน่าจะมีการเพิ่มสถานที่ในการตรวจและเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญมาดำเนินงาน เพื่อให้ขั้นตอนการตรวจสอบ การจดทะเบียนรวดเร็วขึ้น

ขณะที่นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.เค คาร์ พลาซ่า จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาจดทะเบียนไม่ได้ทำให้ลูกค้ารถนำเข้าลดน้อยลง แต่สำหรับบริษัทนั้นถือว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากลูกค้ายังมีความเชื่อมั่น เพราะในสัญญาซื้อขายรถยนต์นั้นระบุว่ารถยนต์ทุกคันที่ซื้อจากบริษัทจะต้องได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ถือเป็นการรับประกันที่ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ทั้งนี้เมื่อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ชัดเจนแล้ว ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการรถนำเข้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

แหล่งข่าวจากสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นการผ่อนปรนของกระทรวงอุตฯ โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาระบุเองนั้น ทางสมาคมยังไม่แน่ใจ เพราะอำนาจสูงสุดเรื่องนี้คือ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งที่ผ่านมา สมอ.เปลี่ยนแปลงเลขาธิการบ่อยมาก คนที่แล้วมาอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ก็มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง

ส่วนเรื่องการตรวจสอบค่าไอเสีย แม้จะลดราคาลง แต่หากต้องทำ 3-4 ครั้งกว่าจะผ่าน ต้นทุนก็เพิ่มอยู่ดี เท่ากับไม่ได้สิทธิ์นั้น ๆ ในขณะที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งส่วนใหญ่รถนำเข้าทุกคันจะมีใบกำกับการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะใช้ทดแทนได้เพราะมาตรฐานจากต่างประเทศสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่สมาคมจะต้องเร่งผลักดันยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งความรวดเร็ว ซึ่งวันนี้รถที่ตรวจผ่านยังต้องรอใบอนุญาตเพื่อใช้จดทะเบียน และการตรวจนั้นรถรุ่นเดียวกัน สเป็กเดียวกัน ตรวจคันเดียวสามารถครอบคลุมทุกคันหรือไม่ เพราะถ้าไม่เป็นตามนั้น จำนวนรถนำเข้าที่มีจำนวนมากมาย ต้องนำมาตรวจทุกคัน สถาบันยานยนต์ สมอ. คงรองรับไม่ไหวแน่นอน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาข้อปัญหาการนำเข้ารถยนต์ เห็นชอบแก้ไขกฎระเบียบการตรวจสอบและอนุญาตรถเกรย์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า ได้แก่ ร่นเวลาการตรวจสอบจากท่าเรือ จนถึงกระบวนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากเดิม 90 วันเหลือเพียงไม่เกิน 10 วัน ในกรณีที่มีเอกสารทุกอย่างครบ และสถาบันยานยนต์จะลดค่าใช้จ่ายการทดสอบค่ามลพิษ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2556 เป็นต้นไป

การขยายตลาด   no comments

ใน แง่ของการเพิ่มแบรนด์ใหม่ ๆ เข้ามาในพอร์ตโฟลิโอเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ปัจจุบันที่ยูนิลีเวอร์ถือเป็นบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแบ รนด์มากที่สุดก็ว่าได้ด้วยจำนวนถึง25 แบรนด์ โดย 5 แบรนด์ที่เพิ่มเข้ามาคือตั้งแต่กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือนกับน้ำยาเอนก ประสงค์ “โปรแม็กซ์” ที่ออกตัวในช่วงหลังน้ำท่วม

ตามด้วย 3 แบรนด์กับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบรนด์ นอกจากโทนี่แอนด์กาย ก็มี “เทรซาเม่” ซาลอนแบรนด์ชื่อดัง เพื่อเจาะกลุ่มผู้หญิงที่รักการดูแลตัวเอง ชอบเข้าร้านทำผม ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้สามารถทำผมด้วยตัวเองเหมือนไปร้านซาลอนในราคาที่คุ้ม ค่า ขณะเดียวกันก็นำเข้าไลน์จัดแต่งทรงผม อาทิ สเปรย์ มูส และครีมเข้ามาทำตลาด โดยผนึกกำลังกับ “มอดส์แฮร์” แบรนด์ที่เป็นการแตกไลน์ไปที่กลุ่มสไตลิ่งอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

ทำ ให้กลุ่มแฮร์แคร์ของยูนิลีเวอร์ปัจจุบันเพิ่มเป็น7 แบรนด์ เป็นการปรับตัวเพื่อตอบสนองเทรนด์แฟชั่นด้านเส้นผม และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่ม “ซาลอนแบรนด์” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูนิลีเวอร์จะรุกหนักในปีนี้

สังเกตได้จากสินค้าใหม่ของยักษ์คอนซูเมอร์รายนี้ นอกจากจะสร้างตลาดใหม่แล้วยังล้วนเป็นสินค้าที่มีการ Added Value เพิ่มคุณภาพพร้อมกับราคาที่สูงขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มชนชั้นกลางมากขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวแบรนด์ “โทนี่แอนด์กาย” แฮร์แคร์ระดับพรีเมี่ยม รวมถึง “โดฟโลชั่น” ซึ่งมุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมากขึ้น

แต่ที่ถือว่าข้าม สายพันธุ์อย่างชัดเจนก็คือการเปิดตัวแม็กนั่มคาเฟ่ที่สยามเซ็นเตอร์ที่เป็น การต่อยอดการขยายรูปแบบธุรกิจที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างแบรนด์และสร้าง กระแสบอกต่อที่ไม่รู้จบ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของแม็กนั่ม สร้างความแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค รวมไปถึงการขยายเบเนฟิตของแบรนด์ “พอนด์ส” ด้วยการเปิดตัวพอนด์ส บีบีครีม ที่ผสมครีมกันแดดด้วย ถือเป็นนวัตกรรมที่แตกต่างจากคู่แข่ง

นอกจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แคทิกอรี่ที่ถือเป็นหัวใจหลักของยูนิลีเวอร์อีกกลุ่ม คือผลิตภัณฑ์ซักล้าง และถนอมเสื้อผ้า โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมถือเป็นการแตกไลน์ครั้งใหญ่ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรน้ำ ภายใต้ชื่อ “คอมฟอร์ท แคร์ริ่ง วอช”

เป็นการใช้จุดแข็งของคอมฟอร์ทที่เป็นเบอร์ 1 ในตลาดน้ำยาปรับผ้านุ่ม ซึ่งมีอิมเมจในแง่ของสูตรน้ำอยู่แล้วมาขยายสู่ผงซักฟอกสูตรน้ำ ที่ชูจุดขายแบบ “ทูอินวัน” คือนอกจากขายเรื่องความสะอาดที่เป็นเบสิกของผงซักฟอกแล้ว ยังชูเรื่องการปกป้องเส้นใยผ้าไม่ให้ถูกทำลาย และช่วยรักษาสีของเนื้อผ้าไม่ให้ซีดจาง

“สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์”
รองประธานกรรมการบริหาร ธุรกิจผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน อาหาร และไอศกรีม บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ชี้ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรน้ำดังกล่าว คิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 3 พันล้านบาท และมีโอกาสขยายตัวอีกมาก ประกอบกับยูนิลีเวอร์เป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ซักผ้าด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% จึงมองเห็นทิศทางในการสร้างตลาดใหม่

เช่นเดียวกับแบรนด์ “โอโม พลัส” ที่มีการแตกเซ็กเมนต์มาลงเล่นในตลาดกำจัดเชื้อโรคและแบคทีเรีย ด้วยการเปิดตัว

“โอโม พลัส แอนตี้แบค” เจาะกลุ่มแม่บ้านและผู้บริโภคที่ใส่ใจในการดูแลสุขอนามัย จากเดิมโอโมจะเน้นหลักในเรื่อง “ความขาว” ซึ่งเป็นจุดขายหลักที่ใช้มาอย่างยาวนาน

เป็นแนวทางเดียวกับ “แอ็กซ์” ซึ่งชัดเจนในเรื่องสเปรย์ ระงับกลิ่นกาย ที่มีจุดขายเรื่องความหอมที่สาวรัก สาวหลง ตั้งแต่ต้นปีได้มีการเปิดตัวสินค้า และโหมโฆษณาแบบเต็มที่เพื่อโปรโมต “แอ็กซ์ ดราย” เป็นการขยายเบเนฟิตของแอ็กซ์มาสู่ตลาด “ความแห้ง” และ “ลดเหงื่อใต้วงแขน” ที่เป็นเบเนฟิตสำคัญของคนใช้โรลออนโดยเฉพาะกับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน

ที่สำคัญทำให้ภาพของ “แอ็กซ์” ดูเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการระงับกลิ่นกายมากขึ้น แทนที่จะพูดแต่เรื่องความหอม เพราะหากมองไปที่คู่แข่งหลักอย่าง “นีเวีย ฟอร์เมน” เจ้าตลาดโรลออนในปัจจุบันที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งในเรื่องนี้ และเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้นีเวียทิ้งห่างคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่มีอยู่อย่างมหาศาล

ตลอดปีนี้เราจะได้เห็นยูนิลีเวอร์ ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเบอร์ 1 เมืองไทย ซึ่งมียอดขายทะลุ 4 หมื่นล้านบาทในปีที่แล้ว และใช้งบฯโฆษณาต่อปีไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท กับแบรนด์ที่อยู่ในมือ พร้อมพอร์ตสินค้าที่มากมาย มีการนำเข้าแบรนด์และสร้างตลาดใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาขยายฐานลูกค้าของตัวเองให้กว้างขึ้น

เป็นกลยุทธ์ผู้นำที่งัดออกมาเพื่อรับมือกับบรรดาตลาดสินค้าอุปโภค บริโภคหลายแคทิกอรี่ที่อยู่ในภาวะอิ่มตัวขณะเดียวกันก็เพื่อรับมือกับบรรดา คู่แข่ง ทั้งพีแอนด์จี, ลอรีอัล ฯลฯ ที่มาแรงขึ้นเรื่อย ๆ

บุกดูโรงงานเกาหลีอีกแหล่งที่น่าลงทุน   no comments

“เสี่ยคุง-ชัยรัตน์ ชูประภาวรรณ” เอ็มดีบริษัท วงศ์บราเดอร์ จำกัด เอ็กซ์คลูซีฟเอเย่นต์ในตลาดประเทศไทย บอกว่า เหตุผลที่เลือกผลิตภัณฑ์ฟิล์มเกาหลี เพราะมาตรฐานการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีทำให้มีสินค้า “ฟิล์มนวัตกรรม” ไม่แพ้ผู้ผลิตจากฝั่งอเมริกา ยุโรป

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตฟิล์ม สินค้าต้องนำเข้าทั้งหมด อยู่ที่ว่าจะนำเข้าจากมุมไหนของโลก บุคลิกของโรงงานฝั่งอเมริกา-ยุโรปขาดความยืดหยุ่น ต้องสั่งซื้อสินค้าตามแค็ตตาล็อก ขณะที่โรงงานโซนเอเชียยืดหยุ่นกว่า

แต่ก็พบว่าโรงงานในเอเชียมีเพียง 2-3 ประเทศคือ จีน ไต้หวัน เกาหลี เมื่อลึกลงรายละเอียดการผลิตฟิล์มจะเป็นสินค้าที่ใช้สารเคมี ซึ่งเกาหลีมาตรฐานธุรกิจสารเคมีเก่งกว่า ตอบโจทย์ความต้องการฟิล์มคุณภาพเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวในกรณีสินค้า ต่ำมาตรฐานในภายหลัง

เมื่อเลือกประเทศเจ้าของเทคโนโลยีผู้ผลิตฟิล์ม ได้แล้ว สิ่งที่ “วงศ์บราเดอร์” ต้องทำงานต่อก็คือการสร้างแบรนด์และถักทอเครือข่ายผู้บริโภคที่จะเข้าถึงการ ใช้ฟิล์มเกาหลีให้ได้มากที่สุด คำตอบสุดท้ายออกมาเป็นแบรนด์ “แมกซ์ม่า-MAXXMA” ที่คุ้นตาเป็นอย่างดีในตลาดเมืองไทย

SKC = ปตท.เมืองไทย

ฟิล์มเกาหลีที่วงศ์บราเดอร์นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ผลิตโดย SKC Group คำถามคือ…เขาเป็นใคร

พบ คำตอบว่า SKC กรุ๊ปเป็นองค์กรเอกชนที่มีธุรกิจหลัก 2 วงการคือ ปิโตรเคมีกับเทเลคอม สายธุรกิจปิโตรฯของเขาเทียบเท่ากับ “ปตท.” ในเมืองไทย ตอนหลังมีบายโปรดักต์ที่เหลือจากธุรกิจปิโตร จึงมีการแตกบริษัทลูกออกมาทำผลิตภัณฑ์ฟิล์ม

อาณาจักร SKC กรุ๊ปที่นำเสนอข้อมูลคือ ณ ปี 2010 มีรายได้รวม 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสินทรัพย์รวม 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ พนักงาน 1,456 คน มีบริษัทในเครือ ได้แก่ SK telesys, SK HASS, SKC COLON PI, SKC airgas, SKW มีบริษัทร่วมทุนทั่วโลก กระจายฐานผลิตไปยัง SKC U.S.A., SKC Europe, SKC Japan เป็นต้น

สถานะทำกำไรเฉลี่ยปีละ 15-20% มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จากขนาดตลาดทั่วโลก 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โฟกัส ตลาดวินโดว์ฟิล์มหรือฟิล์มติดกระจก-ติดอาคาร ณ ปี 2010-2011 มีรายได้ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2012 รายได้ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ น่าสนใจว่าภายใน 2015 ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับจะโตก้าวกระโดด 5 เท่าภายใน 3 ปี

กล่าวสำหรับประเทศไทย ทาง SKC กรุ๊ปมองว่าเป็นตลาดใหญ่เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน “วงศ์บราเดอร์” ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลตลาดเมียนมาร์และ สปป.ลาวด้วย…ถ้าต้องการจะทำ

รุกตลาดฟิล์มเกรดพรีเมี่ยม

“เรื่อง ความสามารถแข่งขันกับฟิล์มนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ ผมไม่ค่อยห่วง เพราะเรากับ SKC ทำวิจัยและพัฒนาสินค้าร่วมกันตลอด เช่น พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยตอนนี้น่าจะทำสินค้าที่มีรุ่นแบบไหน สียังไง ตอบโจทย์อะไรบ้าง ทำให้สอดคล้องกับตลาดเมืองไทย” คำกล่าวของเอ็มดีวงศ์บราเดอร์นำไปสู่ไอเท็มผลิตภัณฑ์ฟิล์มแบรนด์ MAXXMA ที่มี 3 ตลาดหลักด้วยกันคือ ตลาดฟิล์มประหยัดพลังงาน ป้องกันความร้อน, ตลาดรองคือฟิล์มนิรภัยกับฟิล์มตกแต่ง และฟิล์มป้องกันสีรถ (เคลียร์การ์ด)

“เหตุผล ที่เลือกฟิล์มของ SKC ซึ่งแพงกว่าจีนก็เพราะผมรีโมเดลธุรกิจหันมาเจาะตลาดพรีเมี่ยมมากขึ้น จึงต้องเน้นคุณภาพของฟิล์ม กับเน้นการทำมาร์เก็ตติ้งให้มากขึ้น”

ทุก วันนี้ฟิล์มประหยัดพลังงานแมกซ์ม่ามีเครือข่ายดีลเลอร์กระจายทั่วประเทศ 200-250 ราย ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 300 รายการมีเครือข่ายดีลเลอร์มากขึ้น ย่อมหมายถึงสร้างโอกาสเข้าถึงการใช้ฟิล์มให้กับผู้บริโภคโดยตรง

ทีเด็ดหุ้นวันนี้   no comments


- ต่อด้วย บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ที่เพิ่งหลุดแคชบาลานซ์ แต่ยังวิ่งแรงแซงโค้งเด้งขึ้น 94.4% ในรอบ 1 เดือน จากราคาหุ้นที่อยู่ 0.72 บาท พุ่งไป 1.40 บาท บริษัทต้องออกมาชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังถูกขึ้นเครื่องหมาย “Trading Alert” โดยยืนยันว่า ในช่วงนี้ BMCLไม่มีพัฒนาการที่สำคัญใดๆ จนเป็นเหตุให้ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ธนชาต แนะนำ “เล่นเก็งกำไร” ได้ โดยประเมินแนวรับ 0.90 บาท และแนวต้าน 1.50 บาท

- ปิดท้ายด้วย บมจ.อัคคีปราการ (AKP) ผู้ประกอบธุรกิจเตาเผาขยะอุตสาหกรรมในไทย ที่สร้างอภินิหาริย์ไว้ในวันแรก (7 ก.พ.) ที่เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เปิดราคาเด้งขึ้นอย่างแรง จาก 2 บาท ไปปิดที่ 6 บาท หรือเพิ่มขึ้น 200% แต่พอเข้าสู่สัปดาห์นี้ ทำท่าจะไปไม่ไหวซะแล้ว ราคาร่วงลงมาปิดที่ 5.60 บาท ทำเอานักลงทุนตกอกตกใจวิ่งหนีไฟแทบไม่ทัน หลังจากนี้ใครใคร่จะเกาะขบวนไปต่อ ต้องรอดูจังหวะและความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคตให้ดี เพราะขณะนี้ยังไม่มีโบรกเกอร์ไหน แนะนำหรือตั้งราคาเป้าหมายของหุ้นกันเลย

ยัง คงเกาะติดสถานการณ์หุ้นที่หลุดแคชบาลานซ์ (ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.- 8 ก.พ.) อย่างใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่มีวอลุ่มเทรดคึกคัก นำโดย บมจ. ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ TFD-W1 เด้งขึ้นทันที่ในการซื้อขายช่วงเช้าของวันที่ 11 ก.พ. โดยรอบ 1 เดือน ราคาปรับตัวขึ้นจาก 4.26 บาท มาอยู่ที่ 6.90 บาท หรือเพิ่มขึ้น 61.97% ด้านเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนักลงทุน “รอซื้อ” หุ้น TFD และ TFD-W1 เมื่อราคาอ่อนตัว ส่วนแนวรับทางเทคนิคของหุ้น TFD อยู่ที่ 6.80 บาท แนวต้าน 8 บาท ในขณะที่ TFD-W1 ให้แนวรับ 6.50 บาท แนวต้าน 7.50 บาท