Archive for the ‘แนะนำอาชีพ’ tag

เงินบาทแข็งตัวใครได้ประโยชน์   no comments

วันที่ 19 มี.ค. 2556 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยระหว่างเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐที่ธุรกิจและคนธรรมดาซื้อขายอยู่ที่ 29.5128

ถ้าเป็นอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคาร 29.371 บาท/1 ดอลลาร์สหรัฐ

แข็งตัวขึ้นในชั่ว 2 เดือนครึ่ง 1.1 บาท หรือประมาณร้อยละ 3.6

และยังครองสถิติประเทศที่สกุลเงินแข็งขึ้นสูงสุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน

สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ ที่เพิ่มจาก 1,391.93 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2556

มาเป็น 1,591.65 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2556

เพิ่มขึ้น 200 จุด หรือร้อยละ 14.37 ในช่วงเวลา 2 เดือนครึ่ง

ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างรวดเร็ว และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่พุ่งทะยาน เป็น “อาการ” ที่เห็นชัดเจนที่สุดของเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ

จากข้อมูลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ตามตารางประกอบ) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาหนี้สินต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1,500,000 ล้านบาท

แต่ในจำนวนนี้เป็นการเพิ่มขึ้นของหนี้สินในภาคธุรกิจที่กู้มาเพื่อลงทุน หรือขยายงานเพียงประมาณ 12,000 ล้านเหรียญ

ที่เหลืออีกเกือบ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เกิดจากธนาคารพาณิชย์และนักค้าเงินต่างประเทศกู้ยืมหรือนำเข้ามา

เพื่อกินส่วนต่างทั้งจากอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และราคาทรัพย์สิน อาทิ หุ้นหรือที่ดิน

ตาม ตารางจะเห็นว่าหนี้สินในภาครัฐ คือทั้งของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มขึ้นรวมกันถึงประมาณ 20,000 ล้านเหรียญ หรือ 600,000 ล้านบาท

ทั้งที่รัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ออกไปกู้เงินจากต่างประเทศ

แต่เป็นเพราะเมื่อมีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาซื้อพันธบัตร ตามบัญชีจะบันทึกว่าเป็น “หนี้สินต่างประเทศ”

หนี้สินต่างประเทศที่มาในรูปพันธบัตรนี้เพิ่มขึ้นในส่วนของรัฐบาลเกือบ 12,000 ล้านเหรียญ

และเพิ่มขึ้นในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยเกือบ 8,000 ล้านเหรียญ

ขณะที่หนี้สินต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านเหรียญ

เป็นหนี้ระยะยาวที่เพิ่มขึ้น 8,000 ล้านเหรียญ และหนี้ระยะสั้น 10,000 ล้านเหรียญ

วัตถุประสงค์ก็ไม่ได้แตกต่างจากนักลงทุนต่างประเทศแต่อย่างใด

คือนำเงินต้นทุนต่ำจากต่างประเทศเข้ามากินกำไรส่วนต่างในเมืองไทย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมกำไรธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมา

ในรายงานผลประกอบการในปี 2555 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ธนาคารกรุงเทพ กำไรสุทธิ 33,021 ล้านบาท เทียบกับปี 2554 ที่กำไร 27,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,684 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.79

ธนาคารกสิกรไทย กำไรสุทธิ 35,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่กำไร 24,225 ล้านบาท หรือร้อยละ 45.55

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กำไร 14,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.87

ธนาคารทหารไทย กำไร 1,605 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 59.97% จากการตั้งสำรองพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 5 พันล้านบาท

ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กำไร 1,580 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.06

ธนาคารทิสโก้ กำไร 3,705 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.44

ธนาคารไทยพาณิชย์ กำไรสุทธิ 40,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.9

ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีกำไรเพิ่มขึ้นรวมกันหลายหมื่นล้านบาท

นักลงทุนต่างประเทศซึ่ง “เข้าฮอสสองต่อ” คือกำไรทั้งค่าเงิน และกำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น

จะกินส่วนต่างจากความเอื้ออารีของธนาคารแห่งประเทศไทยไปแล้วเท่าไหร่

การปล่อยให้เงินทุนระยะสั้นไหลเข้าอย่างเสรีโดยไม่จัดการอะไร หรือไม่มีมาตรการรองรับสกัดกั้น

ในอีกด้านก็คือการส่งเสริมให้เกิดการเก็งกำไรในภาคที่ไม่ได้ก่อให้เกิดการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทุกนาทีที่ผ่านไป คือกำไรของธนาคารและนักค้าเงินต่างประเทศ

ธุรกิจเครื่องดื่มอีกแหล่งที่น่าลงทุน   no comments

ในปีนี้ ที่ต้องมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ ทั้งยอดขาย, นวัตกรรมสินค้า, โปรโมชั่น โดยเฉพาะการเป็น “ผู้นำ” กระแสของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดชั้นเซียนอย่าง “ตัน ภาสกรนที” สามารถฉกชิงภาพลักษณ์ดังกล่าวไปได้เสมอ

โดยเฉพาะโปรโมชั่นหน้าร้อน ที่ถือเป็น “ไคลแม็กซ์” ที่สุด มาปีนี้ “โออิชิ” เปลี่ยนแนวหันมาจัดชิงโชคแบบ “ฮาร์ดเซล” แจกทองมูลค่า 90 ล้านบาทกับแคมเปญ “รหัสโออิชิ ลุ้นรวยทุกชั่วโมง” เริ่มแจก 1 มีนาคมนี้

นับเป็นโปรโม ชั่นหน้าร้อนที่มีมูลค่ามากที่สุดที่บริษัทเคยจัด พร้อมเพิ่มงบฯตลาดเป็น 250 ล้านบาท จากปกติที่ใช้อยู่ที่ 100-150 ล้านบาท

ปีนี้ถือว่าโออิ ชิแก้ตัวได้ ด้วยการชิงกระแสแถลงข่าวเปิดตัวโปรโมชั่นก่อนหน้าอิชิตันได้สำเร็จในช่วง เช้าของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ แต่เสี่ยตัน ซึ่งมี “จุดแข็ง” ในเรื่องฐานแฟนคลับ โดยเฉพาะช่องทางเฟซบุ๊ก

กว่า 2 ล้านแฟนเพจ ตกเย็นวันเดียวกันก็โพสต์ภาพการไปเบิกเงินที่ธนาคาร เพื่อนำมาจัดโปรโมชั่นช่วงซัมเมอร์นี้กับ “ลุ้นรหัส รวยเปรี้ยง 60 วัน 60 ล้าน รีเทิร์น” ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 1 มีนาคมนี้ ความน่าสนใจ คือ จำนวนเงินที่เบิก 90 ล้านบาท เท่ากับโออิชิแบบเป๊ะ ๆ ไม่ขาด ไม่เกิน

งาน นี้แม้ไม่แน่ชัดว่าใครตัดหน้าใคร แต่ที่น่าสังเกตคือ ทั้งคู่ต่างปรับแนวรบหันมาใช้แคมเปญแบบ “แบ็กทูเบสิก” ด้วยการ “แจกทองปลุกยอด” แทนการพาไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบ “ทัวร์ยกแก๊ง” ซึ่งถือเป็นโลโก้ประจำตัวทั้งคู่ ด้วยโจทย์สำคัญของทั้งคู่วันนี้คือการ “แย่งมาร์เก็ตแชร์” มากกว่า

“อนิรุทธิ์ มหธร” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแข่งขันของตลาดเครื่องดื่ม

ในช่วงหน้าร้อนนี้จะดุเดือดอย่างแน่นอน คาดว่างบฯการตลาดที่ผู้ประกอบการทุกค่ายจะใช้ในช่วงนี้จะไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

โออิชิคาดหวังจะเติบโต 30% และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดอีก 5% จาก 45% เป็น 50% จากมูลค่าตลาดชาเขียว 13,000 ล้านบาท

หน้าร้อน ซึ่งถือเป็น “ไฮซีซั่น” ของตลาดเครื่องดื่มช่วงเวลาที่ทุกค่ายต้องทุ่มสรรพกำลังทุกอย่างที่มีเพื่อ ฉกฉวยโอกาสในการสร้างยอดขายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นอกจากความดุเดือดในแง่ของการแข่งขันทางธุรกิจแล้ว ความเข้มข้นในปีนี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อหลายค่ายมีคำว่า “ศักดิ์ศรี” ที่ค้ำคออยู่ คือ ยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อดึงส่วนแบ่งตลาดให้มากที่สุด เข้าทำนอง “แพ้ไม่ได้” ที่เห็นชัดที่สุดคือ อดีตคนเคยรักกันอย่าง “โออิชิ-อิชิตัน” ที่ปัจจุบันมี

ขณะ ที่ “บิ๊กโคล่า” ของอาเจ กรุ๊ป จากเปรู เลือกช่วงจังหวะนี้ เข็นน้ำสี “บิ๊ก จิงเจอร์ พายแอปเปิล” ออกมาแนะนำตัวกับผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นครั้งแรกหลังจากอยู่ในตลาดเมืองไทยมากว่า 5-6 ปี ที่หันมารุกตลาดน้ำสีอย่างจริงจัง โดยโจทย์ของอาเจ กรุ๊ปปีนี้ คือเน้นต่อยอดด้วยการทุ่มสร้างแบรนด์บิ๊กโคล่าให้โดนใจผู้บริโภคคนเมืองมาก ยิ่งขึ้น ผ่านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง และอีเวนต์ต่าง ๆ

ฝ่ายที่ดู เหมือนจะเงียบที่สุด ณ เวลานี้ เห็นจะเป็นอดีตผู้นำอย่าง “เป๊ปซี่” เชื่อว่าจะไม่ปล่อยให้โอกาสทองในช่วงนี้หลุดลอยไป แม้ถึงปัจจุบันยังค่อนข้างเงียบอยู่ก็ตาม

“ซัมเมอร์” สำหรับตลาดน้ำอัดลม ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการ “ช่วงชิง” ทั้งยอดขาย กระแส อิมเมจ และ “ศักดิ์ศรี” ของความเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ต้องทุ่มกันแบบไม่มียั้ง

 
“อิชิตัน” ที่เข้าตลาดมาเกือบ 2 ปี ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดถึง 23% ส่วนโออิชิ ที่ประสบปัญหาเรื่องโรงงานผลิตในช่วงน้ำท่วม ปัจจุบันเหลือมาร์เก็ตแชร์ตกลงมาเหลือ 45% เทียบกับก่อนที่อิชิตันจะเข้าตลาดในเดือนกรกฎาคม 2554 เคยมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า 60% ถือเป็นภารกิจใหญ่ของโออิชิ

นอก จากชาเขียวอีกตลาดที่น่าจะมีดีกรีการแข่งขันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ “น้ำอัดลม” จากข้อมูลของเอซี นีลเส็น ส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมในช่องทางค้าปลีก (ไม่รวมร้านอาหาร) โค้กขึ้นเป็นผู้นำแทนเป๊ปซี่ ด้วยส่วนแบ่งไม่ต่ำกว่า 50% ตาม

ด้วยเป๊ปซี่ 30% บิ๊กโคล่า 16%

โดยตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่ละแบรนด์ต่างพาเหรดเปิดตัวแคมเปญหน้าร้อนกันอย่างคึกคัก

“เอส” ของเสริมสุขส่งโปรโมชั่น “แจกสุดขั้ว ทั่วประเทศ” ลุ้นเคสไอโฟน 5 แพลทินัมฝังเพชร 5 ชิ้น และเคสทองคำแท้ 100 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 18 ล้านบาท เป็นยกแรกก่อนที่จะปล่อยยก 2 มาในช่วงกลางเดือนเมษายนอีกรอบหนึ่ง

ครั้ง นี้ ถือเป็นครั้งแรกของการทำกิจกรรมหน้าร้อนของเสริมสุขที่ปราศจากพันธมิตรอย่าง “เป๊ปซี่” แต่เป็นการโชว์ฝีมือและไอเดีย การทำการตลาดของตัวเองแบบเพียว ๆ ซึ่งถือเป็น “บทพิสูจน์” ฝีมือของยักษ์ใหญ่รายนี้อย่างแท้จริง

“ฐิติ วุฒิ์ บุลสุข” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โปรโมชั่นครั้งนี้ไม่เหมือนที่บริษัทเคยทำในอดีต อย่างที่บอกเราจะไม่ทำอะไรแบบเดิม ๆ อีกต่อไป

“เคสไอโฟนที่แจก ซึ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น ไม่สามารถหาซื้อที่ไหนได้ บ่งบอกถึงความพิเศษ ความเป็นยูนีค ตัวตนที่ไม่เหมือนใคร สอดคล้องกับแบรนด์เอสได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็เป็นของรางวัลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ กับสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก”

ด้านผู้นำตลาดอย่างโค้กก็ส่ง “น้ำจิ้ม” นำร่องด้วย “มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง” โดยเล่นกับกระแสรายการสุดฮอต “The Voice” ตัวจริงเสียงจริง จัดคอนเสิร์ตใหญ่ “โค้ก พรีเซ้นท์ คอนเสิร์ต เสียงจริง ตัวจริง” ย้ำภาพแบรนด์ที่เข้ากระแส โดนใจคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นภาพที่ “เป๊ปซี่” ครองความเป็นผู้นำมาอย่างยาวนาน

ก่อนที่จะมี “บิ๊กแคมเปญ” แบบจัดหนัก จัดเต็ม ออกมาในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จในวันนี้