Archive for the ‘โฆษณา’ tag

ความสำคัญของสเตรสเทสต์   no comments

ใน ช่วงตอบคำถามหลังการกล่าวสุนทรพจน์ เบอร์แนงคีไล่เรียงหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ประเด็นทางการคลังและความผันผวนของยุโรป เขาบอกกับผู้ฟังว่า “ไม่มีปัญหาใหญ่เรื่องไหนที่คุณยังไม่เคยได้ยินมาก่อน”

นับตั้งแต่ ปี 2552 เป็นต้นมา การทดสอบ “สเตรสเทสต์” ประจำปีกลายเป็นเสาหลักของกระบวนการควบคุมดูแลที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ภายใต้การตั้งสมมติฐานการปล่อยกู้และจัดการหลักทรัพย์ในสถานการณ์ทาง เศรษฐกิจที่แตกต่างกันไป ธนาคารใหญ่ๆ จะต้องจัดทำแผนการจ่ายเงินปันผลและการซื้อคืนสินทรัพย์ให้กับธนาคารกลางเป็น ผู้พิจารณาว่า ธนาคารเหล่านี้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หรือไม่

วอลสตรีทเจอร์นัลรายงานว่า นายเบน เบอร์แนงคี ประธานกองทุนสำรองแห่งรัฐ หรือธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) กล่าวในสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 8 เมษายน ระบุว่า “สเตรสเทสต์” หรือการทดสอบความเข้มแข็งทางการเงิน และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตและสถานการณ์ท้าทายต่างๆ ที่เฟดจัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี ช่วยให้ระบบธนาคารของสหรัฐมีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าเมื่อช่วง ก่อนหน้าวิกฤตการเงินปี 2551 ซึ่งในทางกลับกัน ธนาคารที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นมีส่วนช่วยเหลือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ประธาน เฟดกล่าวในการประชุมที่จัดขึ้นโดยเฟดสาขาแอตแลนตาว่า สินเชื่อที่ธนาคารเหล่านี้ปล่อยให้กับภาคครัวเรือนและธุรกิจ “เป็นสิ่งจำเป็นในการเดินหน้าขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

เบอร์แนงคี กล่าวว่า เศรษฐกิจของสหรัฐ “แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” มากกว่าเมื่อปี 2552 ที่เฟดจัดให้มีการทดสอบ “สเตรสเทสต์” ครั้งแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดานักลงทุนว่า ธนาคารใหญ่ๆ หลายแห่ง สามารถอยู่รอดจากภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจรอบใหม่ได้ แต่แม้ว่าจะมีการเสริมสร้างความแข็งแกร่งแล้ว เบอร์แนงคีบอกว่า “ชัดเจนว่าสถานการณ์ต่างๆ ยังคงห่างไกลจากสิ่งที่เราอยากให้พวกเขาเป็น”

ผล ของการทำสเตรสเทสต์หนล่าสุด ที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้วแสดงให้เห็น 2 สิ่ง นั่นคือ สุขภาพทางการเงินของธนาคารใหญ่ที่สุดหลายแห่งของสหรัฐยังคงแข็งแกร่งขึ้น เรื่อยๆ และเฟดตั้งใจที่จะรักษาระดับมาตรฐานของธนาคารเหล่านี้ให้อยู่ในระดับสูงแม้ ว่าสถานการณ์ทางการเงินจะดีขึ้นมากแล้วก็ตาม

ขณะที่เฟดระบุว่า ธนาคาร 17 จาก 18 แห่ง จะมีเงินทุนมากเพียงพอที่จะปล่อยกู้ในช่วงที่เผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างรุนแรงตามสมมติฐาน พร้อมทั้งปฏิเสธรายงานที่ระบุว่า มีจุดอ่อนในแผนการทดสอบสเตรสเทสต์ของธนาคาร 4 แห่ง จาก 18 แห่ง

สิ่งที่ควรทำเมื่อต้องการสร้างแบรนด์   no comments

วันนี้ผู้บริโภคเป็นเสมือนตัวแทนของแบรนด์ เพราะมีอำนาจทางการสื่อสารอยู่ในมือ พอใจหรือไม่พอใจอะไรก็สามารถแชร์ความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียทันที ซึ่งจะสร้างพลังบวกและลบให้แก่แบรนด์ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นแบรนด์ต้องจริงใจ อย่าโกหก เพราะผู้บริโภคสามารถเกิดประสบการณ์ร่วมได้ตลอดเวลา

สำหรับเทรนด์ โฆษณาปีนี้แบ่งเป็น 3 เทรนด์หลัก ได้แก่ 1.More Emotion การสร้างผลงานโฆษณาแต่ละชิ้น อาจจะต้องเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภค ด้วยวิธีการเล่าเรื่องผ่านหนังโฆษณา แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติของสินค้า เช่น นมดัชมิลล์ ชุด Magic for Life ที่นำเอาประโยชน์ของการดื่มนมมาเล่าผ่านความฝันของแต่ละคน

สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ารักและผูกพันกับแบรนด์นั้น ๆ แต่กว่าที่จะทำให้รู้สึกรักแบรนด์ แบรนด์เองก็ต้องแสดงความจริงใจผ่านการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือกิจกรรมอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์แบบยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม มองว่าการสร้างสรรค์โฆษณาแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของแต่ละแบ รนด์ โดยไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ช่องทางการสื่อสารอาจเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะปัจจุบันผู้บริโภครับสื่อมากกว่า 1 ช่องทางในเวลาเดียวกัน ดังนั้น การสร้างงานโฆษณาก็ต้องบูรณาการสื่อในหลากหลายช่องทาง ทั้งโมบาย ออนไลน์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการสื่อสารสูงสุด

“วันนี้ผลงานโฆษณาอาจจะ ไม่ใช่แค่สร้างสรรค์ แปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่า หรือกระตุ้นยอดขายให้แก่แบรนด์นั้น ๆ ด้วย”

สอดรับกับแนวคิดของนายภา วิต จิตกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีอำนาจอยู่ในมือมากขึ้น จากช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้บริโภค ทำให้แบรนด์สินค้าต้องมีความพิถีพิถัน ใส่ใจผู้บริโภคมากขึ้นว่าต้องการอะไร มีรูปแบบและไลฟ์สไตล์แบบใด

“งานโฆษณาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ สร้างการรับรู้เบื้องต้น และผู้บริโภคก็เลือกที่จะเสพคอนเทนต์มากขึ้น และเลือกรับสื่อจากหลากหลายช่องทาง ทำให้รูปแบบวิธีการทำของโฆษณาต้องเปลี่ยนตามไปด้วย”

ตามด้วย 2.Idea with the Story สร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นกับแบรนด์ ด้วยการสร้างเรื่องราว และ 3.More Social โฆษณาหนึ่งชิ้นจากนี้จะไม่ใช่แค่การ Share & Like อีกต่อไป แต่โฆษณาชิ้นนั้นต้องทำให้เกิดการบอกต่อ วันนี้ต้องยอมรับว่าสื่อดิจิทัลมีผลต่อผู้บริโภค ทำให้รูปแบบโฆษณาเปลี่ยนไป จากเดิมหนังโฆษณาจะเป็นตัวหลักที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจ และเกิดการบอกต่อบนออนไลน์ แต่ปัจจุบันออนไลน์กลับเป็นแรงผลักดันให้เกิดการบอกต่อ กลายเป็นกระแส แล้วค่อยย้อนกลับมาที่หนังโฆษณาบนทีวี

ด้านนายวินิจ สุรพงษ์ชัย ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมโฆษณาแอดเฟส (ADFEST) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโฆษณาเปลี่ยนไปจากจำนวนสื่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้รูปแบบงานโฆษณา ครีเอทีฟต้องเปลี่ยนไป เพื่อปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้อง ปีนี้จึงเพิ่มประเภทการตัดสินเป็น 16 ประเภท จากเดิม 14 ประเภท โดยเพิ่ม Effective Lotus หรือผลงานที่ตัดสินจากความคิดสร้างสรรค์และสร้างยอดขาย และ “Mobile Lotus” รูปแบบโฆษณาและการสื่อสารบนมือถือรวมถึงขยายขอบเขตของผู้ส่งผลงานครีเอทีฟ โฆษณาไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง จากที่จำกัดอยู่แค่เอเชีย-แปซิฟิก และยังจัดกิจกรรม ADFEST+D&AD Academy ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปสำหรับครีเอทีฟรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 30 ปี

คาด ว่าปีนี้จะมีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 3,500 ชิ้นงาน ใน 16 ประเภท และจะมีผู้เข้าร่วมจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และตะวันออกกลางกว่า 1,400 คน ทั้งนี้ งาน ADFEST จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 16 โดยปีนี้จัดภายใต้ธีม “คอนเน็กต์ เดอะ ดอตส์ (Connect the dots)” การเชื่อมต่อผู้คน สื่อ ความคิด กลยุทธ์ การตลาด ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ และเครื่องมือทางการสื่อสารให้เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์