Archive for the ‘SME’ tag

การค้าทั่วไป   no comments

รายงาน ข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผยว่า ในกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งห้ามไม่รับจำนำข้าว 18 สายพันธุ์ ที่มีอายุสั้นกว่า 110 วัน เข้าสู่โครงการรับจำนำ เพื่อป้องกันข้าวคุณภาพต่ำเข้าสู่โครงการนั้น เป็นเพียงการแก้เกี้ยวปัญหาคุณภาพข้าวในช่วงที่ผ่านมา ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากโรงสีและผู้ส่งออก แต่แท้จริงแล้ว กระบวนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกลับไม่ได้มีการเข้มงวดกับการรับขึ้นทะเบียน โดยไม่มีการระบุชนิดพันธุ์ข้าวไว้ในใบขึ้นทะเบียนเกษตรกร ระบุเพียงพันธุ์ “ข้าวเจ้า” เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า การห้ามหรือไม่ห้ามไม่ได้มีผลต่อปริมาณข้าวที่จะไหลเข้าโครงการ แต่เป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ว่า โครงการนี้ได้มีการออกมาตรการป้องกันข้าวคุณภาพต่ำแล้วเท่านั้น

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีการผลิต 2554/2555 และปี 2555/2556 ไม่ได้ทำให้ราคาข้าวสารปรับตัวสูงขึ้นตามนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยหากเปรียบเทียบราคาซื้อขายข้าวสารเจ้า 100% ชั้น 2 (ใหม่) ราคาก่อนเริ่มโครงการจำนำตันละ 17,000 บาท และเคยปรับขึ้นไปสูงสุดถึง 18,000 บาท แต่ขณะนี้ราคาข้าวดังกล่าวกลับปรับลดลงตันละ 2,000 บาท เหลือเพียง 15,000-16,000 บาท ถือว่าเท่ากับราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้ารัฐบาลที่

ตันละ 15,000 บาท

“ปกติถ้าการจำนำต้นทุนข้าวเปลือก 15,000 บาท ราคาข้าวสารต้องเพิ่มขึ้นเป็น 21,000-22,000 บาท แต่ขณะนี้ราคาในตลาดซื้อขายข้าวสารกันอยู่ที่ประมาณ 15,000-16,000 บาท หรือหากทอนกลับมาเป็นข้าวเปลือกจะอยู่ที่ตันละประมาณ 10,500-11,000 บาท ซึ่งสาเหตุน่าจะเป็นเพราะปริมาณซัพพลายข้าวในตลาดไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมีไอ้โม่งบางคน แอบระบายข้าวสต๊อกออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยซื้อข้าวสารจากรัฐมาต้นทุนเพียงตันละ 12,000 บาท มาขายให้โรงสีตันละ 14,000-14,500 บาท แต่ยังต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อให้โรงสีเวียนเทียนส่งเข้าคลังกลาง เมื่อมีข้าวราคาถูกไหลออกมาจึงทำให้การรับจำนำไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ กขช.ที่ต้องการยกระดับราคาข้าว” แหล่งข่าวกล่าวและว่า

ขณะเดียวกันโครงการรับจำนำยังได้บังคับให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการส่งมอบข้าวที่สีแปรสภาพแล้ว และปลายข้าวเข้าโครงการ ซึ่งหากคิดรวมกันขณะนี้น่าจะมีปลายข้าวอยู่มากกว่า 3 ล้านตัน จึงทำให้ราคาปลายข้าวในตลาดปรับตัวสูงขึ้น เป็นตันละ 14,000-15,000 บาท ใกล้เคียงกับราคาข้าวต้นหรือข้าวสาร จากปกติก่อนดำเนินโครงการรับจำนำปลายข้าวจะซื้อขายกันอยู่ที่ราคาตันละ 11,000-12,000 บาท

“สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ราคาปลายข้าวขยับขึ้น เพราะมีการดึงปลายข้าวไปเข้าโกดังกลางด้วย ซึ่งปัญหาพัวพันกัน เพราะโรงสีส่วนหนึ่งที่รับซื้อข้าวจากไอ้โม่ง แล้วตัดบัญชีไม่ต้องสีแปรส่งมอบข้าวใหม่ แต่ต้องหาปลายข้าวไปส่งมอบเข้าโกดังกลาง แต่พอวิ่งหาปลายข้าวในตลาดไม่มี ก็เลยมีปัญหาขาดแคลนปลายข้าวขึ้น”

แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่จะไม่มีคนได้ ประโยชน์ เพราะขณะนี้มีการลักลอบระบายปลายข้าวในสต๊อกรัฐบาลให้กับบริษัทผู้ผลิตเส้น ก๋วยเตี๋ยวรายหนึ่งที่มีสายสัมพันธ์กับบริษัทนายหน้าที่ขายข้าวให้รัฐเหมา ซื้อไป นอกจากนี้ ผู้ได้ประโยชน์คือ ผู้ส่งออกข้าวเวียดนาม เพราะมีรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาเวียดนามขายปลายข้าวให้ไทยมากถึง 200,000-300,000 ตัน เพราะปลายข้าวเวียดนามราคาต่ำเพียงตันละ 11,000 บาทเท่านั้น

 

บุกดูโรงงานเกาหลีอีกแหล่งที่น่าลงทุน   no comments

“เสี่ยคุง-ชัยรัตน์ ชูประภาวรรณ” เอ็มดีบริษัท วงศ์บราเดอร์ จำกัด เอ็กซ์คลูซีฟเอเย่นต์ในตลาดประเทศไทย บอกว่า เหตุผลที่เลือกผลิตภัณฑ์ฟิล์มเกาหลี เพราะมาตรฐานการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีทำให้มีสินค้า “ฟิล์มนวัตกรรม” ไม่แพ้ผู้ผลิตจากฝั่งอเมริกา ยุโรป

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยไม่มีโรงงานผลิตฟิล์ม สินค้าต้องนำเข้าทั้งหมด อยู่ที่ว่าจะนำเข้าจากมุมไหนของโลก บุคลิกของโรงงานฝั่งอเมริกา-ยุโรปขาดความยืดหยุ่น ต้องสั่งซื้อสินค้าตามแค็ตตาล็อก ขณะที่โรงงานโซนเอเชียยืดหยุ่นกว่า

แต่ก็พบว่าโรงงานในเอเชียมีเพียง 2-3 ประเทศคือ จีน ไต้หวัน เกาหลี เมื่อลึกลงรายละเอียดการผลิตฟิล์มจะเป็นสินค้าที่ใช้สารเคมี ซึ่งเกาหลีมาตรฐานธุรกิจสารเคมีเก่งกว่า ตอบโจทย์ความต้องการฟิล์มคุณภาพเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวในกรณีสินค้า ต่ำมาตรฐานในภายหลัง

เมื่อเลือกประเทศเจ้าของเทคโนโลยีผู้ผลิตฟิล์ม ได้แล้ว สิ่งที่ “วงศ์บราเดอร์” ต้องทำงานต่อก็คือการสร้างแบรนด์และถักทอเครือข่ายผู้บริโภคที่จะเข้าถึงการ ใช้ฟิล์มเกาหลีให้ได้มากที่สุด คำตอบสุดท้ายออกมาเป็นแบรนด์ “แมกซ์ม่า-MAXXMA” ที่คุ้นตาเป็นอย่างดีในตลาดเมืองไทย

SKC = ปตท.เมืองไทย

ฟิล์มเกาหลีที่วงศ์บราเดอร์นำเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ผลิตโดย SKC Group คำถามคือ…เขาเป็นใคร

พบ คำตอบว่า SKC กรุ๊ปเป็นองค์กรเอกชนที่มีธุรกิจหลัก 2 วงการคือ ปิโตรเคมีกับเทเลคอม สายธุรกิจปิโตรฯของเขาเทียบเท่ากับ “ปตท.” ในเมืองไทย ตอนหลังมีบายโปรดักต์ที่เหลือจากธุรกิจปิโตร จึงมีการแตกบริษัทลูกออกมาทำผลิตภัณฑ์ฟิล์ม

อาณาจักร SKC กรุ๊ปที่นำเสนอข้อมูลคือ ณ ปี 2010 มีรายได้รวม 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสินทรัพย์รวม 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ พนักงาน 1,456 คน มีบริษัทในเครือ ได้แก่ SK telesys, SK HASS, SKC COLON PI, SKC airgas, SKW มีบริษัทร่วมทุนทั่วโลก กระจายฐานผลิตไปยัง SKC U.S.A., SKC Europe, SKC Japan เป็นต้น

สถานะทำกำไรเฉลี่ยปีละ 15-20% มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จากขนาดตลาดทั่วโลก 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โฟกัส ตลาดวินโดว์ฟิล์มหรือฟิล์มติดกระจก-ติดอาคาร ณ ปี 2010-2011 มีรายได้ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2012 รายได้ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ น่าสนใจว่าภายใน 2015 ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับจะโตก้าวกระโดด 5 เท่าภายใน 3 ปี

กล่าวสำหรับประเทศไทย ทาง SKC กรุ๊ปมองว่าเป็นตลาดใหญ่เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน “วงศ์บราเดอร์” ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลตลาดเมียนมาร์และ สปป.ลาวด้วย…ถ้าต้องการจะทำ

รุกตลาดฟิล์มเกรดพรีเมี่ยม

“เรื่อง ความสามารถแข่งขันกับฟิล์มนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ ผมไม่ค่อยห่วง เพราะเรากับ SKC ทำวิจัยและพัฒนาสินค้าร่วมกันตลอด เช่น พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยตอนนี้น่าจะทำสินค้าที่มีรุ่นแบบไหน สียังไง ตอบโจทย์อะไรบ้าง ทำให้สอดคล้องกับตลาดเมืองไทย” คำกล่าวของเอ็มดีวงศ์บราเดอร์นำไปสู่ไอเท็มผลิตภัณฑ์ฟิล์มแบรนด์ MAXXMA ที่มี 3 ตลาดหลักด้วยกันคือ ตลาดฟิล์มประหยัดพลังงาน ป้องกันความร้อน, ตลาดรองคือฟิล์มนิรภัยกับฟิล์มตกแต่ง และฟิล์มป้องกันสีรถ (เคลียร์การ์ด)

“เหตุผล ที่เลือกฟิล์มของ SKC ซึ่งแพงกว่าจีนก็เพราะผมรีโมเดลธุรกิจหันมาเจาะตลาดพรีเมี่ยมมากขึ้น จึงต้องเน้นคุณภาพของฟิล์ม กับเน้นการทำมาร์เก็ตติ้งให้มากขึ้น”

ทุก วันนี้ฟิล์มประหยัดพลังงานแมกซ์ม่ามีเครือข่ายดีลเลอร์กระจายทั่วประเทศ 200-250 ราย ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 300 รายการมีเครือข่ายดีลเลอร์มากขึ้น ย่อมหมายถึงสร้างโอกาสเข้าถึงการใช้ฟิล์มให้กับผู้บริโภคโดยตรง